- หน้าแรก
- จุติเทพธิดาวังหลัง พลิกวิถีสนมสยบหมื่นเซียน
- บทที่ 18 - เทพวานรทำงาน
บทที่ 18 - เทพวานรทำงาน
บทที่ 18 - เทพวานรทำงาน
บทที่ 18 - เทพวานรทำงาน
ถ้ามีวิธีที่ฆ่าคนก่อนแล้วค่อยสอบสวนได้ก็คงดี
ตู้ซิงเหอแอบเสียดายในใจ
ตามหลักศัตรูถอยเราต้องรุก มือของเธอไม่ผ่อนแรงแม้แต่น้อย ขณะที่รุกไล่ทีละก้าว ก็ถามว่า "เจ้ามีอะไรจะพูด?"
"เจ้าบุกรุกแดนบำเพ็ญเพียรของข้า แย่งชิงผลประโยชน์ไปก็แล้วไปเถอะ ทำไมต้องระเบิดทิ้งด้วย? นั่นมันความพยายามกว่าห้าสิบปีของข้านะ!"
ลู่โหย่วเหวยประสานมือร่ายเวท ชักนำพลังวิญญาณ พยายามยื้อเวลาหาช่องโหว่เพื่อสังหารเธอ
คำถามที่ดี
ตู้ซิงเหอย้อนถาม "เจ้ารู้หรือไม่ว่าค่ายกลที่เจ้าใช้หลอมศพ ทำลายรากฐานของเขาสู่อวิ๋น ทำให้สิ่งมีชีวิตบนเขาต้องทนทุกข์ทรมาน?"
ในฐานะผู้ใช้อาวุธวิเศษ ลู่โหย่วเหวยแม้มียาวุธป้องกันตัว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใช้กระบี่ก็ไม่อาจได้เปรียบ เขาตะโกน "นั่นมันไม่สำคัญเลย! เจ้ารู้ไหมว่าข้าเสียหินวิญญาณไปเท่าไหร่กว่าจะวางค่ายกลนี้ได้!"
เขามีพิรุธ พยายามหลอกถามว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงตรงหน้ารู้เรื่องแดนบำเพ็ญเพียรนี้มากแค่ไหน
"นั่นสินะ"
ตู้ซิงเหอใช้วิชากระบี่ 'พิรุณหมอก' ในคัมภีร์กระบี่นิชาง ร่างกายเหมือนถูกปกคลุมด้วยสายฝนพรำเลือนราง พร้อมกระตุ้นปราณดาบกระบี่ สั่นกระบี่จนเกิดภาพซ้อน
เธอถึงกับยอมรับการโจมตีจากวงล้อหยกเขียวตรงๆ พุ่งสวนคมอาวุธขึ้นไป แสงกระบี่สายเดิมแยกออกเป็นสอง พุ่งตรงไปที่ศีรษะของเขา!
ก่อนที่จะฟันโดนตัวเขา เพราะรับท่าไม้ตายของอีกฝ่ายเข้าไปเต็มๆ ไหล่ลากยาวไปถึงไหปลาร้าของตู้ซิงเหอก็ปริแตก เลือดสาดกระเซ็น เปลี่ยนจากท่า 'พิรุณหมอก' ให้กลายเป็นหมอกเลือด ใบหน้าซีกหนึ่งของเธอเปื้อนเลือด แต่เธอกลับยิ้มออกมา:
"ข้าก็คิดว่าความพยายามห้าสิบกว่าปีของเจ้ามันไม่สำคัญเหมือนกัน"
ลู่โหย่วเหวยหน้าเปลี่ยนสีด้วยความหวาดกลัว เตรียมจะเผาผลาญโลหิตเพื่อหลบหนี
บ้าเอ๊ย ไม่น่าไปแลกหมัดกับพวกบ้ากระบี่เลย!
ลู่โหย่วเหวยนึกเสียใจ
ในระดับตบะที่เท่ากัน ถ้าเขาเผาผลาญโลหิตเพื่อหนี ต่อให้อีกฝ่ายพรสวรรค์ล้ำเลิศแค่ไหน ก็ขวางเขาไม่อยู่
"ฆ่า!"
ตู้ซิงเหอตวาดก้อง กลุ่มแสงสีแดงเพลิงกำเนิดขึ้นตรงหน้า หุบเขาลึกถูกปกคลุมด้วยสีแดง ลำธารก้นหุบเขาย้อมเป็นสีชาด สัตว์ยักษ์ตนหนึ่งกระโจนออกมาจากแสงสีแดง งับเข้าที่เอวของลู่โหย่วเหวยที่กำลังจะหนี
เขากรี้ดร้องโหยหวน กระอักเลือดออกมา
แสงสีแดงจางหาย เผยให้เห็นร่างของสัตว์ยักษ์
รูปร่างของมันประหลาดนัก หัวคล้ายแพะ เท้าเหมือนหมาป่า ร่างกายอาบด้วยแสงหลากสี มีลวดลายเมฆอันเป็นเอกลักษณ์ เขาหนึ่งคู่งอกอยู่บนหัวทั้งสอง และหนึ่งในหัวนั้น กัดเอวของเขาทะลุ...
"ดูเหมือนวันนี้ดวงเจ้าจะไม่ดีนะ"
ตู้ซิงเหอเดินเข้าไป เย่ฉีก็เอาหัวมาถูไถมือเธออย่างว่าง่าย "ลูกสองตัวของข้า ตัวน้องดุกว่า ถ้าเป็นตัวพี่กัด เจ้าคงยังเหลือชีวิตครึ่งหนึ่งไว้คุยกับข้าได้อีกสักสองสามประโยค"
ลู่โหย่วเหวยที่สิ้นใจไปแล้วย่อมตอบนางไม่ได้
"แต่ว่า วันนี้ข้าไม่ได้กะจะปล่อยเจ้าไปอยู่แล้ว"
ถ้าตัวการเบื้องหลังที่มาเขาสู่อวิ๋นมีตบะสูงกว่าเธอมาก เธอคงยอมทำทุกอย่างให้กิเลนช่วยพาหนี เส้นทางหนีก็คิดไว้แล้ว ผ่านเขาต้ายวิ๋นหิ้วอาชีไปด้วยแล้วชิ่งเลย
แต่ในเมื่อตบะพอๆ กัน แถมเขายังเป็นผู้ใช้อาวุธวิเศษที่เสียเปรียบเธอในการต่อสู้จริง วันนี้ก็ต้องมีคนเดียวที่ได้เดินออกจากเขาสู่อวิ๋นแบบมีลมหายใจ
ปล่อยเขากลับไป เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า
ร่างเดิมบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากในสำนักจิ่วหยาง เคยฆ่าสัตว์อสูรในแดนลับและตอนออกฝึกฝน แต่ไม่เคยฆ่าคน เพียงแต่ในยุคแห่งการแก่งแย่ง แย่งวาสนา ชิงของวิเศษ ย่อมขาดการฆ่าฟันไปไม่ได้ การยั้งมือไว้ไมตรีมีอยู่แค่ในละครแฟนตาซีไอดอลที่ต้องผ่านกองเซนเซอร์และนิทานเด็กเท่านั้น
ตู้ซิงเหอสงบนิ่งจนน่าประหลาด เธอลูบหัวกิเลนทีละที "ก็ดี ถึงจะถามเรื่องแดนบำเพ็ญเพียรจากปากเขาไม่ได้แล้ว แต่ก็สะดวกให้ข้าตรวจสอบที่นี่... เจ้าเลิกกินได้แล้ว กลับมา"
หนิงหลินกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ถึงจะยอมอดใจกลับมาหาเธอ
ทั้งสองไม่มีความแค้นต่อกัน เพียงแต่วันนี้ต้องตัดสินแพ้ชนะ กินผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานไม่มีประโยชน์กับกิเลนมากนัก ขืนกินเข้าไปอีกจะเกินความจำเป็น เธอร่ายเวทค้นตัวเขา รวบรวมของมีค่า แล้วฝังร่างเขาไว้ตรงนั้น
ฝ่ายเย่ฉีเห็นเธอแทบจะกลายเป็นมนุษย์เลือด ก็ปวดใจจนต้องเลียแผลให้นาง ถ่ายทอดพลังวิญญาณของตนเข้าไปช่วยเร่งการสมานแผล หนิงหลินเห็นแล้วหึงจนควันออกหู แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ วิถีของมันกับพี่ชายต่างกัน มันรักษาเธอไม่ได้
【ท่านแม่ไม่ควรกั๊กข้าไว้เลย ปล่อยข้าออกมาเร็วๆ ข้าจับกินสดๆ ไปแล้ว!】
หนิงหลินพูดอย่างแค้นเคือง
ตู้ซิงเหอนั่งลง กวักน้ำขึ้นมาล้างแผล
ระหว่างให้เย่ฉีรักษาแผล เธอก็หยิบอาวุธวิเศษของลู่โหย่วเหวยขึ้นมาพิจารณา พูดก็น่าขำ ศิษย์พี่ศิษย์น้องหรือแม้แต่ศิษย์น้องเล็กที่เพิ่งเข้าสำนักล้วนได้รับอาวุธวิเศษจากปรมาจารย์หยวนหมิง มีแค่นางที่ไม่เคยได้ แต้มความดีความชอบที่สะสมไว้ก็มักถูกศิษย์พี่ขอไปแลกยารักษาที่ใช้ในการต่อสู้
"แม้จะเป็นอาวุธวิเศษระดับต่ำ แต่อานุภาพไม่ธรรมดา เจาะทะลุเกราะป้องกันกายของข้าได้"
นางครุ่นคิด
【ไม่ใช่เสียหน่อย ชัดเจนว่าท่านแม่จงใจใช้ตัวเองล่อศัตรู ยอมเจ็บหนักแลกกับจุดตายของมัน ข้าเห็นชัดๆ!】 หนิงหลินเถียงอย่างไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการกระทำบ้าบิ่นของนาง
"อย่าโกรธน่า"
อาวุธวิเศษมีตราประทับของอีกฝ่าย ลบล้างยาก ตู้ซิงเหอเลยหักครึ่ง โยนให้ลูกๆ เคี้ยวเล่น
กรุบกรอบ
ตอนที่วงล้อหยกเขียวแตกออก พลังสายหนึ่งก็ไหลเข้าสู่ท้องกิเลน
ขณะเดียวกัน ฤทธิ์ของยาอุ่นรักก็ค่อยๆ จางหาย ความเจ็บปวดรุนแรงบริเวณคอและไหล่ของตู้ซิงเหอผสมปนเปกับความคันยุบยิบของเนื้อที่งอกใหม่ กระหน่ำตีเส้นประสาทของเธอ เธอสูดปากซี้ด "ก็เจ็บอยู่นะ"
ความเฉยชาต่อการฆ่าฟันและความเจ็บปวดทางกายของเธอ แท้จริงแล้วมาจากไหนกันแน่?
พอตู้ซิงเหอคิดลึกถึงปัญหานี้ ส่วนลึกในทะเลแห่งจิตก็ปวดตุบๆ ——ความทรงจำชาติก่อนเหมือนถูกลงกลอนที่มองไม่เห็น ภายใต้การสะกดจิตอย่างรุนแรงนี้ ก่อนสร้างรากฐานเธอไม่เคยสงสัยสถานะก่อนข้ามภารพของตัวเองเลย หลังสร้างรากฐาน การสะกดจิตคลายลงนิดหน่อย เธอถึงเริ่มสงสัย
"บางทีชาติก่อนฉันอาจจะเป็นตัวร้ายชั่วช้าสารเลว จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้"
ตู้ซิงเหอค้นของที่ยึดมาจากตัวเขา ป้องกันไม่ให้มีอาวุธวิเศษหรือยันต์ประเภทที่ผู้ใช้ตายแล้วระเบิดตัวเอง... ตรวจสอบรอบหนึ่ง ก็พบว่าเธอคิดมากไป ในถุงเก็บสมบัติมีแค่หินวิญญาณจำนวนหนึ่ง กับแผ่นหยกสื่อสารขนาดเท่าฝ่ามือ
เธอลูบมัน ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสแผ่นหยก มันก็สว่างวาบขึ้น
แผ่นหยกนี้เป็นสิ่งที่สมาคมการค้าประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรติดต่อสื่อสารกันทางไกลได้ เปรียบเสมือนกระจกวารีเวอร์ชันอัปเกรด
ทั่วไปแล้วสามารถใช้คุยกลุ่ม ส่งข้อความจิต และดูข่าวสารใหม่ๆ ในโลกบำเพ็ญเพียรวันนี้
เพียงแต่ผู้บำเพ็ญเพียรอยู่นอกสถานที่ ทุกครั้งที่ใช้โพสต์หรือดูข้อมูลต้องเสียค่าหินวิญญาณเล็กน้อย ผู้บำเพ็ญเพียรที่ฐานะไม่ดีถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้ หรือรอจนกลับถึงเมืองที่มีจุดบริการของสมาคมการค้า ค่อย "เกาะสัญญาณฟรี" คุยกับสหายธรรมในแอปสื่อสาร
ส่วนยันต์สื่อสารในสำนัก ใช้ติดต่อกันเฉพาะศิษย์ในสำนัก ทางสำนักเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ การใช้งานจึงไม่เป็นภาระมากนัก
ปรมาจารย์หยวนหมิงเห็นว่าของสิ่งนี้จะกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ จึงไม่อนุญาตให้ศิษย์รุ่นเยาว์พกพา ร่างเดิมรักษากฎอย่างเคร่งครัด แต่ต่อมาหมิงจือเพิ่งเข้าสำนักก็ถือแผ่นหยกที่อาจารย์มอบให้เล่นโชว์ไปทั่ว ทำให้ร่างเดิมเสียใจอยู่พักใหญ่
"ที่แท้คนนี้ชื่อลู่โหย่วเหวย"
แผ่นหยกที่ลู่โหย่วเหวยใช้เป็นรุ่นที่ถูกที่สุด เพื่อนในแอปสื่อสารก็มีแต่ศิษย์ร่วมสำนักที่ความสัมพันธ์จืดจาง และยังมี...
หอเมฆาพิรุณ-แม่นางยู่ลู่: ท่านนักพรตจะมาเที่ยวอีกเมื่อไหร่เจ้าคะ? พี่สาวข้ากลับมาจากแดนลับแล้ว เรามาบำเพ็ญคู่สามคนกันเถอะ
"วิชาอะไรบำเพ็ญกันสามคนได้?"
ตู้ซิงเหอสงสัย
พอลองเลื่อนขึ้นไปดู ข้อความอุจาดตามากมายก็ปรากฏแก่สายตา เธอถึงได้รู้สึกตัว "มัวเมาในกามารมณ์ มิน่าถึงสู้ข้าไม่ได้ แผ่นหยกนี่ใช้งานดีเหมือนกัน เมื่อก่อนนึกไม่ถึงว่าจะซื้อ เดี๋ยวกลับไปตลาดผู้บำเพ็ญเพียรค่อยซื้ออันใหม่"
พูดจบ เธอก็โยนของสิ่งนี้ให้กิเลนเคี้ยวเล่น
ตู้ซิงเหอเดินลมปราณ พยายามเร่งรักษาแผลที่ไหล่ น่าเสียดายที่การตั้งค่ารากปราณน้ำที่เชี่ยวชาญการรักษาดูเหมือนจะทำงานกลับตาลปัตรกับตัวเธอ ไอเย็นแทรกซึมเข้าสู่บาดแผล ให้ความรู้สึกสบายเหมือนได้เข้าห้องดับจิตล่วงหน้า
【หายแล้ว รอท่านแม่กลับไป ข้าค่อยช่วยบำรุงบาดแผลให้】
เย่ฉีช่วยห้ามเลือดให้เธอเสร็จ ก็กลับเข้าไปในแขนของเธอ
ตู้ซิงเหอฉีกชายเสื้อมาพันแผลลวกๆ ลุกขึ้นสำรวจดินแดนลับที่ลู่โหย่วเหวยเฝ้ามานานกว่าห้าสิบปี และความลับของแหล่งกำเนิดพลังวิญญาณ
เธอเดินวนเวียนในหลุมลึก ครู่หนึ่งก็พบความผิดปกติ
เมื่อครู่มัวแต่สนใจการต่อสู้ จนมองข้ามไปว่าพืชจำพวกเห็ดราที่พื้นนั้นหนาอย่างน่าตกใจ นอกจากบริเวณที่มีน้ำไหลผ่าน ส่วนที่เหลือเห็ดราหลากสีสันขึ้นซ้อนทับกัน เหยียบลงไปนุ่มนิ่ม
ตู้ซิงเหอตั้งจิต ปราณกระบี่วนรอบกาย ตัดเห็ดราภายในรัศมีร้อยก้าวทิ้งจนหมด
เมื่อเห็ดราถูกตัดออก ก็เผยให้เห็นพื้นสีเงินยวบยาบ
"ไม่ถูกสิ ไม่ใช่พื้นดิน..."
ตู้ซิงเหอกลั้นหายใจ
นี่มันคือศพ ศพที่มีขนาดมหึมา!
ตอนมีชีวิตอยู่เขามีร่างกายใหญ่โตขนาดไหนกัน? ตู้ซิงเหอเกิดความสงสัย ผู้บำเพ็ญกายอาจจะตัวใหญ่แข็งแรงกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าใหญ่โตเท่าภูเขาแบบนี้!
นี่ไม่ใช่ตู้เย็นสองประตู แต่กะจะบำเพ็ญเป็นตึกแฝดปิโตรนาสเลยรึไง!
ตู้ซิงเหอพิจารณาศพยักษ์นี้อย่างละเอียด พบความไม่เป็นมนุษย์ของเขา ศพของเขารักษาสภาพไว้ดีมาก แม้จะเป็นรูปร่างคน แต่ทั่วตัวปกคลุมด้วยขนสีขาวราวหิมะ เกรงว่าจะไม่ใช่คน แต่เป็นสัตว์วิญญาณ แถมยังเป็นสัตว์วิญญาณที่ทรงพลังมาก
เธอเดินอยู่นานกว่าจะเจอส่วนหัว
ดวงตาของมันปิดสนิท แต่ตู้ซิงเหอกลับพบว่าตนไม่สามารถจ้องมองดวงตาของมันได้นาน แม้จะมีเปลือกตากั้น การจ้องมองตรงๆ ก็ทำให้จิตใจสั่นสะท้าน!
นี่คือแรงกดดันทางระดับตบะที่แท้จริง แม้ตายไปหลายปี ก็ยังข่มขวัญผู้มาเยือนรุ่นหลังได้
"พอเจอศพนี้ สิ่งแรกที่คิดได้คือการหลอมมันมาเป็นของตัวเอง ลู่โหย่วเหวยก็นับว่าไม่ธรรมดา น่าเสียดายที่พรสวรรค์แย่ และจิตใจไม่จดจ่อพอ"
ตู้ซิงเหอครุ่นคิด "ตัวใหญ่ขนาดนี้ ให้กิเลนกินอิ่มได้นานเลย..."
【เมื่อก่อนไม่ให้ข้ากินกระดูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณ ตัวนี้อย่างน้อยก็เทพวานรระดับจินตนา ถือว่าได้กินของดีแล้วใช่ไหม?】
หนิงหลินตะกละจนกลิ้งไปมาบนแขนตู้ซิงเหอ
ในแง่หนึ่ง เธอและลู่โหย่วเหวยก็เป็นคนประเภทเดียวกัน เพื่อการบำเพ็ญเพียรแล้วทำได้ทุกอย่าง
เพียงแต่วานรดูคล้ายคน จะกินก็ทำใจลำบากหน่อย
ถ้าเป็นปีศาจหมูที่เก่งกาจ ตู้ซิงเหอคงถือว่าเป็นแฮมหมักบ่มร้อยปี คงต้องชิมด้วยตัวเองสักหน่อย
ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน ทั้งเข้าเนื้อทั้งกรุบกรอบ
ตู้ซิงเหอไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก็ยังรู้สึกว่าไม่ควรให้กิเลนกิน——เทพวานรระดับจินตนาตนนี้คงเป็นบรรพบุรุษสายเดียวกับปีศาจวานรตัวนั้น มันตายแล้วยังคุ้มครองเขาสู่อวิ๋น แต่ดันโดนลู่โหย่วเหวยจับมาหลอม ทำให้เขาสู่อวิ๋นขาดสิ้นชีวิตชีวา นี่มันมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ลูกหลาน
"ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ฉันมีวาสนากับที่นี่ จะขอส่วนแบ่งผลประโยชน์หน่อยไม่ได้เหรอ?"
ตู้ซิงเหอเดินกลับไปกลับมา:
"ได้ยินว่า DNA ของมนุษย์กับลิงชิมแปนซีต่างกันแค่ 1.5% งั้นถ้าฉันนับญาติกับมัน ก็สามารถรับมรดกบรรพบุรุษได้เหมือนกันใช่ไหม?"
ขณะที่เธอกำลังเริ่มกล่อมตัวเอง ท้องฟ้าจู่ๆ ก็มืดลง
"เจ้ามีกลิ่นอายลูกหลานของข้า เจ้าเป็นใคร?"
ใต้เท้าของตู้ซิงเหอ มีเสียงแหบแห้งเหนื่อยล้าดังขึ้น
(จบแล้ว)