เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 - ทิ้งอวัยวะไว้สักหน่อย

บทที่ 7 - ทิ้งอวัยวะไว้สักหน่อย

บทที่ 7 - ทิ้งอวัยวะไว้สักหน่อย


บทที่ 7 - ทิ้งอวัยวะไว้สักหน่อย

สิ่งที่พุ่งเข้าใส่ตู้ซิงเหอ คือเถาวัลย์ที่มีลวดลายเหมือนกล้ามเนื้อ กิ่งก้านของมันมีปุ่มนูนทรงกรวยเรียงเป็นระเบียบ รัดร่างของ 'เฉินเสี่ยวหมาน' ผู้บำเพ็ญเพียรสำนักจิ่วหยางที่หน้าซีดเผือดเอาไว้แน่น

เฉินเสี่ยวหมานพยายามใช้ยันต์คุ้มกาย กระดาษเหลืองพอสัมผัสเถาวัลย์ก็ลุกเป็นไฟ เผาเถาวัลย์เส้นนั้นจนเป็นเถ้าถ่าน แต่เพียงพริบตาเดียว มันก็งอกใหม่และรัดเขาแน่นกว่าเดิม

เฉินเสี่ยวหมานที่ตกอยู่ในวงล้อมฝากความหวังไว้ที่ศิษย์พี่เว่ยอี๋

"ศิษย์พี่ ใช้ยันต์ปราบมารช่วยข้าด้วย!"

สามคนมาแดนลับ ในมือต้องมียันต์ช่วยชีวิตที่สำนักมอบให้แน่

เนื่องจากค่อนข้างหายากและมีค่า โดยทั่วไปจะเก็บไว้ที่ศิษย์ที่มีวรยุทธ์สูงสุด เป็นคนตัดสินใจว่าจะใช้เมื่อไหร่

ทว่า เว่ยอี๋ที่พาเพื่อนร่วมสำนักอีกคนตามมา กลับรีรอไม่ยอมลงมือ

เขาเสียดายยันต์ปราบมาร!

ในขณะที่เฉินเสี่ยวหมานกำลังจะสิ้นหวัง เขาก็เห็นตู้ซิงเหอปรากฏตัวที่ปลายน้ำ กำลังถือกระบี่มองมาทางตน เขาดีใจมาก ศิษย์พี่มักตอบรับคำขอของพวกเขาเสมอ ไม่มีทางนิ่งดูดายแน่ จึงตะโกนสุดเสียง:

"ศิษย์พี่ช่วยข้าด้วย!"

วินาทีถัดมา ตู้ซิงเหอขยับตัว

นางแตะปลายเท้าเบาๆ ร่างก็ลอยขึ้นจากผิวน้ำที่เชี่ยวกรากอย่างแผ่วเบา ไปลงจอดบนฝั่ง ยืนไพล่มือมองดู

คนของสำนักจิ่วหยางทั้งสามตกตะลึง

เว่ยอี๋เห็นชัดว่าคาดไม่ถึงที่นางจะยืนดูดายจริงๆ จึงได้แต่กัดฟัน ปายันต์ปราบมารออกไป ไม่ลืมตะโกนสร้างภาพว่า "ไอ้ปีศาจอย่าหวังจะทำร้ายศิษย์น้องข้า"

ยันต์ที่เขียนด้วยชาดอัดแน่นด้วยพลังของผู้อาวุโสสำนักจิ่วหยาง แสงสีแดงพุ่งเสียดฟ้า เส้นไฟกวาดไปทั่วถ้ำหินปูน แสงสีแดงย้อมแม่น้ำใต้ดินจนดูเหมือนลาวาที่กำลังไหลหลาก

เถาวัลย์เนื้อประหลาดนั้นถูกเผาทำลายในชั่วพริบตาจนเหลือแต่ควันดำ เฉินเสี่ยวหมานที่ตกลงไปในแม่น้ำสำลักน้ำไปสองสามอึกก่อนจะปีนขึ้นฝั่ง

เขาเช็ดหน้า ยังคงหวาดผวา "ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่เว่ยอี๋บอกว่าศิษย์พี่เปลี่ยนไปแล้วข้ายังไม่เชื่อ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง"

"ช่างเถอะ เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว"

เว่ยอี๋ประคองเขาขึ้นมา ลอบถอนหายใจ

โชคดีที่การปรากฏตัวของตู้ซิงเหอดึงความสนใจของเฉินเสี่ยวหมานไป ไม่ทันได้ซักไซ้ว่าทำไมเขาไม่ปายันต์ปราบมารตั้งแต่แรก เขามองไปทางนาง "นี่เจ้าไม่มีอะไรจะพูดหน่อยหรือ?"

"หือ? มีช่วงให้ข้าคอมเมนต์ด้วยเหรอ?"

ตู้ซิงเหอผู้ถูกขานชื่อเอ่ยปากอย่างเมตตา "งั้นพวกเจ้าสามคนก็กากใช้ได้ ถูกไม้ถูพื้นก้อนเดียวเล่นงานซะปางตาย"

ใบหน้าของเฉินเสี่ยวหมานที่เดิมซีดเซียวเพราะน้ำเย็นพลันแดงซ่านขึ้นมา

เว่ยอี๋กัดฟันกรอด:

"ดูเหมือนศิษย์พี่นอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังจะซ้ำเติม ไม่เห็นแก่ความเป็นศิษย์ร่วมสำนักในอดีตเลย"

"ข้อแรก ข้าลาออกแล้ว ไม่ใช่ศิษย์พี่สำนักจิ่วหยางของพวกเจ้า" ตู้ซิงเหอสายตาเรียบเฉย ก้าวเท้าไปสองก้าว แล้วเตะเฉินเสี่ยวหมานลงแม่น้ำด้วยความเร็วแสง "ข้อสอง แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าซ้ำเติม"

"เจ้า!"

ตู้ซิงเหอแถมให้อีกเท้า "เจ้าก็ลงไปซะ"

ทั้งสองเพิ่งจะตะเกียกตะกายโผล่หัวพ้นน้ำ ก็ถูกพลังสายหนึ่งกดกลับลงไป

โลกบำเพ็ญเพียรคือที่ที่ระดับพลังต่างกันขั้นเดียวก็กดกันจมดิน ไม่มีการต่อสู้ข้ามรุ่นได้ง่ายๆ ขนาดนั้น ต่อให้ตะโกนเรื่องมิตรภาพ สายสัมพันธ์ หรืออนาคตแล้วพุ่งเข้าใส่ ก็มีแต่จะชนกำแพงหินจนแหลกเหลว

ตู้ซิงเหอที่สร้างรากฐานแล้ว เมื่อเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นกลั่นลมปราณสองคน ก็คือการบดขยี้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้ากลมที่เหลืออยู่ไม่ต้องรอให้นางสั่ง ก็กระโดดลงน้ำไปเอง เกาะฝั่งตัวสั่นงันงก

"......"

ตู้ซิงเหอยิ้มขำ "ไม่ได้ให้เจ้าลงไป ขึ้นมา"

นางคว้าจับกลางอากาศ ดึงผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้ากลมขึ้นมาจากน้ำ ให้ยืนตากแห้งอยู่ข้างๆ พลางนึกในใจ "ระบบ ข้าผลักขันทีสองคนตกน้ำ แล้วยังกดดันให้กุ้ยเหรินกระโดดน้ำเองด้วยอำนาจบาตรใหญ่"

ครู่หนึ่ง ระบบยืนยันกับนางอย่างลังเล:

[ตรวจพบว่าชายสองคนในน้ำยังไม่ได้ตอน โฮสต์แน่ใจนะว่าเป็นขันที?]

"แกนี่อ่านนิยายวังหลังน้อยไป พระเอกขันทีปลอมมีเยอะอย่างกับฝูงปลาข้ามแม่น้ำ แต่ละคนยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่าฮ่องเต้อีก"

ตู้ซิงเหอแย้ง

ถ้าแค่นี้ยังกล่อมระบบไม่ได้ เกรงว่านางคงต้องพิจารณาให้สองคนนั้นทิ้งอวัยวะบางส่วนไว้ที่นี่จริงๆ แล้ว

ครู่ต่อมา ระบบยอมจำนน:

[โฮสต์ทำให้คนตกน้ำสามคน ทำร้ายสนมชายา ได้รับแต้ม +300!]

รูดคะแนนจากตัวพวกมันมาได้สามร้อยแต้ม ตู้ซิงเหออารมณ์ดีมาก "อีกหนึ่งชั่วยาม พันธนาการจะคลายเองตามธรรมชาติ"

พูดจบ นางก็หันหลังเดินจากไป

คราวนี้ ทั้งสามคนไม่มีใครกล้ารั้งนางไว้อีก

แม้แต่เว่ยอี๋ ก็ต้องรอจนกลิ่นอายของนางหายไปจนหมด ถึงกล้าพูดอย่างเคียดแค้น "ท่าทางเข้าถึงง่ายของตู้ซิงเหอตอนอยู่ในสำนักล้วนเป็นการเสแสร้ง ก็แค่เพราะพรสวรรค์ดาษดื่น เลยต้องคอยประจบเอาใจไปทั่ว หวังจะได้ความเอ็นดูจากปรมาจารย์หยวนหมิง น่าเสียดายที่ความใจดีจอมปลอมหลอกสายตาท่านปรมาจารย์ไม่ได้ การไล่นางออกจากสำนักจิ่วหยางก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว"

เหนือหัวของทั้งสองราวกับมีภูเขากดทับ น้ำแม่น้ำที่เย็นเฉียบและไหลเชี่ยวท่วมปากพวกเขาเป็นพักๆ

"แต่ว่า... นางสร้างรากฐานสำเร็จแล้วหรือ?"

เฉินเสี่ยวหมานเอ่ยอย่างลังเล

ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเว่ยอี๋ยิ่งดูไม่ได้ ตอบอู้อี้ "เมื่อกี้ไม่ทันดู ไม่รู้สิ"

ทั้งสองนึกย้อนไปถึงตู้ซิงเหอที่เพิ่งเจอเมื่อครู่โดยไม่ได้นัดหมาย ประกายทองในดวงตาที่เคยเห็นตอนอยู่บนเรือเหาะหายไปจนเกลี้ยง เห็นได้ชัดว่าก้าวข้ามจากขั้นกลั่นลมปราณสูงสุดมาเป็นผู้สร้างรากฐาน เข้าสู่ขั้นประกายเทพซ่อนเร้นแล้ว เพียงแต่ทั้งคู่ไม่อยากยอมรับ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย

"ช่างเถอะ เดิมทีก็ไม่ควรหวังให้คนนอกยื่นมือเข้าช่วย"

เว่ยอี๋พูดแก้เก้อ "รีบเก็บหญ้าหมิงซินกลับไปเยอะๆ ถึงจะถูก อย่าลืมว่าก่อนออกจากสำนักพวกเรารับภารกิจมา ถ้าทำไม่สำเร็จต้องจ่ายเงินชดเชย แถมผู้ดูแลจะหักแต้มความดีความชอบเราด้วย"

ที่ลานตะวันแดงของสำนักจิ่วหยาง มีจุดรับภารกิจอยู่

ศิษย์สามารถประเมินความสามารถตนเอง ทำภารกิจแลกของรางวัล

ภารกิจที่ทั้งสามรับมา คือการเก็บหญ้าหมิงซิน ของขึ้นชื่อในแดนลับระดับอิ๋งจำนวนห้าสิบต้น มันเป็นพืชวิญญาณหลักในถ้ำหินปูน ต่อให้พวกเขาสำรวจได้แค่สองชั้นแรก ก็เก็บได้ครบห้าสิบต้น

ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนค่อนข้างงาม สามคนถึงกล้ามาเที่ยวนี้

"แม่งเอ้ย หนาวชิบ..."

"รีบเดินลมปราณคุ้มกันขับไล่ความหนาวเร็ว"

เว่ยอี๋เตือน

แช่ในแม่น้ำใต้ดินหนึ่งชั่วยาม สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัส ทั้งสองแค่รู้สึกซวย

หนึ่งชั่วยามผ่านไป พันธนาการคลายออก

ทั้งสองสลัดน้ำออกจากตัว ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้ากลมช่วยดึงพวกเขาขึ้นมา แล้วพากันไปหาหญ้าหมิงซิน แต่กลับพบว่าที่ที่เคยมีหญ้าหมิงซินขึ้นเต็ม ตอนนี้เตียนโล่ง ไม่เหลือแม้แต่ราก

"หรือว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นมาแล้ว? รีบไปดูข้างหน้ากัน"

เว่ยอี๋สงสัย แต่ก็อดเร่งฝีเท้าไม่ได้ กลัวจะโดนคนอื่นตัดหน้าไปอีก

แต่ยิ่งเดินไปข้างหน้า ใจยิ่งดิ่งลง

"ไม่มี ทำไมถึงไม่มีเลยล่ะ?"

"แล้วหญ้าวิญญาณชนิดอื่นล่ะ?"

ขณะที่เว่ยอี๋กำลังจะเริ่มวิ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้ากลมก็เอื้อมมือมาแตะไหล่เขา เขาหันขวับไปมองตาขวาง แต่นางกลับพูดเสียงสั่น "ศิษย์พี่ เดินไปอีกก็จะหลุดจากขอบเขตคำชี้แนะของสำนักแล้ว อันตรายเกินไป..."

เขาชะงักฝีเท้า ตื่นจากภวังค์ทันที

หันกลับไปมอง ข้างหน้าคือทางแยกสี่ทางที่มืดสนิท

ก่อนหน้านี้ก็เพราะพวกเขาคิดจะเข้าไปสำรวจลึกกว่านี้ ถึงได้ไปแหย่เถาวัลย์เนื้อที่ซุ่มรออยู่ในถ้ำ จนเฉินเสี่ยวหมานเกือบตาย เว่ยอี๋กำหมัดแน่น ตาแดงก่ำ "ถ้าส่งหญ้าหมิงซินไม่ครบตามจำนวนก็ต้องชดใช้เงิน! แล้วไหนจะแต้มความดีความชอบของสำนักอีก... บ้าเอ๊ย!"

ในสำนักใหญ่ต่างๆ ศิษย์สายนอกต้องใช้แรงงานแลกแต้มความดีความชอบ

ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่รับหน้าที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และขุดแร่ เพราะสิ่งที่ปลูกคือพืชวิญญาณ แมลงในไร่นาก็ไม่ใช่แมลงธรรมดา คนธรรมดาทำงานเหล่านี้ไม่ได้ แต้มความดีความชอบที่ศิษย์สะสมได้ ส่วนหนึ่งต้องส่งเข้าสำนัก ส่วนหนึ่งเก็บไว้เอง เพื่อแลกทรัพยากรบำเพ็ญเพียร

เว่ยอี๋ทำงานแทบตาย ก็เพื่อจะเก็บแต้มแลกยาจู้จีสักเม็ด

"ใครกันแน่ที่มาเหมาหญ้าหมิงซินในถ้ำไป?"

"ต้องโทษตู้ซิงเหอด้วย ที่ทำให้เราเสียเวลาเก็บ!"

เว่ยอี๋แค้นจอมโจรขโมยหญ้าในจินตนาการและตู้ซิงเหอแทบกระอักเลือด

เวลาเดียวกันนั้น...

ตู้ซิงเหอ: "อย่าไปน้ำลายไหลใส่โครงกระดูกผู้บำเพ็ญเพียร กินหญ้าเยอะๆ ผักใบเขียวดีต่อสุขภาพ เด็กดี"

นางนั่งอยู่บนหลังกิเลนราวกับคนเลี้ยงแกะ

หนิงหลินหลังจากกินหญ้าหมิงซินเข้าไปจำนวนมาก ความดุร้ายก็ลดลงไปเยอะ ในถ้ำหินปูนเหลือแต่เสียงเคี้ยวกร้วมๆ ตลอดห้าวันมานี้ นางพากิเลนตระเวนกินไปทั่วถ้ำ จนแทบจะกวาดเกลี้ยงถ้ำ ค่าวิวัฒนาการของกิเลนถึงจะแตะหนึ่งหมื่น ทำการวิวัฒนาการครั้งแรก

เนื่องจากทำสัญญาพันธสัญญาจิตวิญญาณ ตู้ซิงเหอจึงรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมันได้

กระดูกและกล้ามเนื้อทั่วร่างของมันปูดโป่ง พลังวิญญาณล้นทะลัก กระแสความร้อนไหลเวียนไปทั่วร่าง

ส่วนตู้ซิงเหอก็นั่งลงข้างๆ เริ่มเดินลมปราณ

[ท่านแม่กำลังคุ้มกันให้พวกเราหรือ?]

มันซาบซึ้งใจยิ่งนัก

ตู้ซิงเหอ: "ถูกต้อง"

หลักๆ คือเกาะลูกกินพลังวิญญาณ น้ำซึมบ่อทรายอย่าให้ไหลไปนาคนอื่น

หนึ่งชั่วยามต่อมา กิเลนก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ไป

จากเดิมสูงสองเมตร ตอนนี้สูงถึงสามเมตร เกล็ดส่วนที่สีอ่อนเป็นสีฟ้าจับใจ ส่วนที่สีเข้มก็ดำสนิทเหมือนหมึก แสงสลัวในถ้ำสะท้อนประกายคมกริบ ดูใกล้เคียงกับคำบรรยายใน "ภาพนิมิตมงคล" ที่ว่า "หัวแกะ กีบหมาป่า หัวกลม กายห้าสี" มากขึ้น

มันคำรามอย่างร่าเริง เสียงดังก้องปานฟ้าผ่า

[ท่านแม่ ข้าเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มาด้วย!]

วินาทีถัดมา กิเลนที่อยู่ตรงหน้าก็หายวับไป

นางรู้สึกบางอย่าง จึงถลกแขนเสื้อขึ้น บนแขนขวาที่เดิมขาวผ่องดุจหิมะ ปรากฏรอยสักรูปกิเลนหน้าตาดุดันเพิ่มขึ้นมา

เมื่อตู้ซิงเหอก้มหน้าลง ก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนของเย่ฉี: [พอออกจากถ้ำแล้วพลังวิญญาณข้างนอกเบาบาง ข้ากับน้องสาวคงรักษาร่างเดิมลำบาก สู้แฝงตัวอยู่บนตัวท่านแม่ เก็บออมพลังไว้ ถ้าท่านแม่มีอันตรายค่อยปลุกพวกเรา]

ตู้ซิงเหอเข้าใจทันที "กำลังดีเลย"

สัตว์วิญญาณและเจ้านายเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

นอกจากพลังของสัตว์เลี้ยงเองแล้ว พลังของเจ้านายก็ส่งไปให้มันได้ แต่สถานการณ์ของตู้ซิงเหอตอนนี้ ทำได้แค่ให้กิเลนป้อนกลับมา การให้มันอยู่ในร่างเดิมข้างกายตลอดเวลา มีแต่จะเพิ่มการสิ้นเปลือง และล่อตาล่อใจคนอื่นโดยใช่เหตุ

"ใกล้ครบกำหนดห้าวันแล้ว ได้เวลาออกจากแดนลับ"

ตู้ซิงเหอเดินตามทางเดิมกลับออกไป ไม่เจอศิษย์สำนักจิ่วหยางอีก แต่เจอกลุ่มคนอื่น เห็นนางมือเปล่า ก็เลยชวนคุย "เที่ยวนี้แปลกพิกล ในถ้ำเหมือนโดนใครกวาดไปจนเกลี้ยง ไม่เห็นทรัพยากรเยอะแยะเหมือนที่ศิษย์พี่พวกข้าบอกเลย"

"สงสัยช่วงนี้คนมาเยอะมั้ง!"

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนหนึ่งถามตู้ซิงเหอ "สหายเต๋าพอจะรู้เบาะแสอะไรไหม?"

ตู้ซิงเหอทำท่าครุ่นคิด "ตอนขามาข้าเจอคนของสำนักจิ่วหยาง เหมือนว่าพวกเขามาเก็บหญ้าหมิงซินกัน"

พอได้ยินว่าเป็นศิษย์สำนักจิ่วหยาง หนึ่งในสามสำนักใหญ่ ทุกคนก็ทำสีหน้าเข้าใจ

อีกคนพูดอย่างโกรธเคือง:

"ถึงจะบอกว่าทรัพยากรในแดนลับใครดีใครได้ แต่เยอะขนาดนั้น... พวกเขาขนไหวเหรอ ใช้หมดเหรอ? สิ้นเปลืองชะมัด!"

ส่วนตู้ซิงเหอทำได้แค่แกล้งมองวิวทิวทัศน์ไกลๆ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 7 - ทิ้งอวัยวะไว้สักหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว