- หน้าแรก
- สวนหลังบ้านของฉัน เชื่อมต่อกับตลาดการค้าระดับชาติ
- บทที่ 18: พ่อค้าคนกลาง
บทที่ 18: พ่อค้าคนกลาง
บทที่ 18: พ่อค้าคนกลาง
บทที่ 18: พ่อค้าคนกลาง
หญิงร่างท้วมกัดฟันควักเงินสามสิบอีแปะออกมาจ่าย แล้วรับกากหมูทอดกับน้ำมันหมูมาอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นว่ามีน้ำมันหมูขายด้วย พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ก็กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง
"ป้า เอาหมูน้ำมันให้ข้าชั่งนึงด้วย!" "ข้าเอาสามชั่ง!" ทุกคนต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ แม้แต่คนที่ซื้อกากหมูไปแล้วก็ยังหันมาสั่งน้ำมันหมูเพิ่ม
ห่าวอวิ๋นกับจ้าวเอ้อซานยิ่งยุ่งหัวหมุน แต่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เคยจางหาย
แม้แต่บรรดาองครักษ์และสาวใช้ของลู่ฉู่หรานยังอดใจไม่ไหว เอาเงินที่ได้มาซื้อกากหมูทอดกันยกใหญ่
ชุนเถาเองก็ตามกระแส ซื้อกากหมูทอดหนึ่งชั่งกับน้ำมันหมูอีกหนึ่งชั่ง ก่อนจะกลับไปหาลู่ฉู่หรานแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า "คุณหนู บ่าวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ กากหมูทอดนี่ดูน่ากินทีเดียว คุณหนูอยากลองชิมสักหน่อยไหมเจ้าคะ?"
ตอนแรกลู่ฉู่หรานไม่ได้สนใจ แต่พอได้ยินชุนเถาชมเปาะ นางก็ชักจะสนใจขึ้นมานิดหน่อย แต่พอเห็นของที่ห่ออยู่ในใบไม้ ความสนใจก็มลายหายไปทันที นางโบกมือไล่ให้นำมันออกไป
คนที่มีเงินต่างก็ควักกระเป๋าซื้อ ส่วนคนที่ไม่มีได้แต่มองตาละห้อยด้วยความร้อนรุ่มในใจ
อย่างเช่นกลุ่มของเฮยเจ๋อทั้งสี่คน พวกเขาอยากจะเสกเงินออกมาได้เสียเดี๋ยวนี้ นึกเสียใจที่ซื้อกากหมูทอดเร็วเกินไป
ห่าวอวิ๋นบีบนวดแขน เมื่อเห็นว่าที่ทางเข้าแทบไม่มีคนเหลือแล้ว ดูท่าคงไม่มีใครมาซื้ออีก
เห็นแม่เหงื่อท่วมตัวด้วยความเหนื่อย จ้าวเอ้อซานจึงพูดขึ้นว่า "ท่านแม่ น้ำมันหมูเคี่ยวเสร็จหมดแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะขอรับ! เดี๋ยวข้าจะเก็บของพวกนี้แล้วก็จะรีบเข้านอนเหมือนกัน เรื่องที่เหลือค่อยว่ากันตอนสว่าง"
"ก็ได้ งั้นเจ้าตักน้ำมันหมูพวกนี้ออกมาให้หมดแล้วไปพักซะ! เดี๋ยวแม่จะให้เจ้าใหญ่เอาหีบใหญ่สองใบมาใส่ของ เจ้าจะได้ไม่ต้องเฝ้าตลอดเวลา" ห่าวอวิ๋นสั่งความก่อนเดินจากไป
เมื่อกลับถึงบ้าน เห็นคนอื่นทำความสะอาดเสร็จแล้ว นางจึงบอกให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อน ในความมืดมิดเช่นนี้ แม้จะจุดตะเกียงน้ำมัน ก็ยังมองเห็นไม่ชัดเท่าตอนกลางวัน
หลังจากให้เจ้าใหญ่ยกหีบลงไปแล้ว ห่าวอวิ๋นก็เข้านอน นางรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยตลอดทั้งวัน
หลังจากจ้าวต้าซานลงจากเขา เขาก็ไม่ได้กลับบ้าน เขาบอกให้น้องรองไปนอน ส่วนตัวเองเอาของใส่หีบ ปิดฝา เอาเสื่อฟางวางทับ แล้วนอนเฝ้าอยู่ตรงนั้นจนสว่าง
พอรุ่งสาง ห่าวอวิ๋นตื่นเป็นคนสุดท้ายอีกตามเคย หลังล้างหน้าล้างตา นางก็ตรงดิ่งไปที่ตีนเขา
เมื่อไปถึง นางพบว่าเหล่านักเดินทางจากเมื่อวานได้จากไปหมดแล้ว เหลือเพียงนางอู๋และคนอื่นๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับงาน
เห็นดังนั้น ห่าวอวิ๋นข้าวยังไม่ทันตกถึงท้อง ก็เริ่มลงมือเตรียมหมูพะโล้ พอเห็นว่ายังมีน้ำมันหมูเหลือเกือบครึ่งกระทะใบบัว นางจึงตัดสินใจทำหัวเชื้อหม้อไฟ
นางให้ลูกสะใภ้ทั้งสามช่วยกันล้างและหั่นเครื่องเทศต่างๆ ที่เก็บมาเมื่อวาน แล้วเททั้งหมดลงในกระทะใบบัว รวมถึงพริกที่สับเตรียมไว้ด้วย
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายขึ้นมาทันที
กลิ่นฉุนจัดจ้านทำเอาทุกคนในห้องจามกันยกใหญ่ "ท่านแม่ ท่านทำอะไรน่ะ? กลิ่นแรงชะมัด! ฮัดชิ้ว!" จ้าวซานวิ่งปิดจมูกออกมาถามหลังจากหายใจได้คล่องคอขึ้น
ห่าวอวิ๋นไม่มีเวลาตอบ นางประมาทเกินไป ไม่คิดว่าพริกที่เอามาจากโลกโชคชะตาแห่งชาติจะมีฤทธิ์เดชขนาดนี้
ความเผ็ดร้อนทำเอาน้ำตาไหลพรากจนลืมตาแทบไม่ขึ้น นางอยู่ใกล้ที่สุด เลยยังจามไม่หยุด!
ในขณะที่ทางนี้กำลังยุ่งวุ่นวาย เหล่านักเดินทางที่ค้างแรมเมื่อวานก็ได้แยกย้ายกันออกเดินทางไปแล้ว
กลุ่มของเฮยเจ๋อทั้งสี่คนกลับไปที่อำเภอเหอ พวกเขาตัดใจกินกากหมูทอดที่ซื้อมาเมื่อวานไม่ลง แต่ละคนแค่ชิมไปนิดหน่อยแล้วก็กินต่อไม่ไหว เพราะซื้อมาเยอะ เถ้าแก่เเลยแถมให้อีกต่างหาก
พอทั้งสี่ถึงตัวอำเภอ ก็ไปเจอร้านขายเกี๊ยวน้ำของสองผัวเมียคู่หนึ่ง จึงเข้าไปถามว่าต้องการกากหมูทอดไหม
ตอนแรกสองผัวเมียเจ้าของร้านไม่ได้สนใจนัก แต่พอมองเห็นกากหมูทอดสีเหลืองทอง ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายทันที
นอกจากเกี๊ยวน้ำแล้ว พวกเขายังขายเกี๊ยวด้วย แต่เพราะเนื้อหมูแพงเกินไป ลูกค้าที่มากินส่วนใหญ่จึงไม่มีปัญญาซื้อเกี๊ยวไส้เนื้อ ครั้นจะซื้อเนื้อมานิดหน่อยก็ไม่คุ้มทุน ซื้อมากไปขายไม่หมดก็เสียของ
พวกเขาเลยไม่กล้าซื้อเนื้อหมู และกำลังกลุ้มใจว่าจะใช้ไส้อะไรดี กากหมูทอดนี่เป็นของหายาก แค่ใส่ลงไปหน่อยผสมกับกุยช่ายและวุ้นเส้น ก็ถือว่าเป็นเกี๊ยวไส้เนื้อได้แล้ว ราคาก็น่าจะได้กำไรกว่าขายไส้ผักล้วนๆ แน่นอน
"กากหมูทอดนี่ขายยังไง? ชั่งละเท่าไหร่?" เมียเจ้าของร้านถาม
เฮยเจ๋อคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ท่านป้า ถ้าท่านอยากได้จริงๆ ข้าคิดชั่งละยี่สิบอีแปะเป็นไง?" บอกราคาไปแล้ว เฮยเจ๋อก็อดประหม่าไม่ได้ แม้แต่เพื่อนอีกสามคนยังตามไม่ทันกับราคาที่เขาบอกผ่านไป
พวกเขาซื้อกากหมูทอดหราชั่งมาในราคาแค่สามสิบอีแปะ แต่เขากล้าเรียกราคาชั่งละยี่สิบอีแปะ ช่างกล้าจริงๆ
เมียเจ้าของร้านขมวดคิ้วเมื่อได้ยินราคา คำนวณในใจแล้วไม่คุ้มทุน จึงพูดว่า "กากหมูทอดชั่งละยี่สิบอีแปะแพงไป ข้าซื้อหมูสามชั้นชั่งนึงยังแค่สิบห้าอีแปะเอง ยี่สิบอีแปะของเจ้านี่มันโขกกันเกินไปหน่อยนะ"
เฮยเจ๋อรู้ว่าตัวเองบอกราคาผ่านไปเยอะ แต่ถ้าบอกผ่านสูง นางก็ต่อรองได้นี่นา!
"ท่านป้า ดูให้ดีๆ สิ กากหมูทอดของข้านี่มันชุ่มฉ่ำน้ำมันขนาดนี้ ท่านแทบไม่ต้องเติมน้ำมันเพิ่มตอนทำไส้เกี๊ยวเลยนะ เอาอย่างนี้ เห็นแก่ความจริงใจของท่าน ข้าลดให้เหลือชั่งละสิบเก้าอีแปะเป็นไง? ท่านก็รู้ราคามันเปลวหมูดี ข้าไม่ได้คิดแพงเลยจริงๆ นะ" เฮยเจ๋อทำหน้าจริงใจสุดฤทธิ์
สองผัวเมียมองหน้ากัน พวกเขารู้สึกว่าการใช้กากหมูทอดทำไส้จะใส่เครื่องเคียงได้เยอะกว่า หอมกว่าใช้เนื้อล้วนๆ และที่แน่ๆ กำไรดีกว่า เมียเจ้าของร้านกัดฟันพูด "ชั่งละสิบเก้าอีแปะก็ยังแพงไป ถ้าสิบห้าอีแปะ ข้าเหมาหมด ถ้าไม่ได้ก็ไม่ต้องเอา"
เฮยเจ๋อกระทืบเท้าทำท่าเจ็บปวดแล้วพูดว่า "ก็ได้ๆ เห็นว่าท่านป้าเป็นคนตรงไปตรงมา สิบห้าอีแปะก็สิบห้าอีแปะ" แม้สีหน้าจะดูเหมือนเสียเปรียบ แต่ในใจเขากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
เขาซื้อกากหมูทอดมาต้นทุนชั่งละห้าอีแปะ ขายได้สิบห้าอีแปะ กำไรเห็นๆ ชั่งละสิบอีแปะ ดีกว่าไปรับจ้างแบกหามตั้งเยอะ
พอได้ยินเขาตกลง เมียเจ้าของร้านก็ยิ้มออก "นี่เงิน ทั้งหมดเก้าสิบอีแปะ นับดู ถ้าเกี๊ยวกากหมูขายดี วันหลังเราจะอุดหนุนเจ้าอีก"
เฮยเจ๋อรีบส่งกากหมูทอดให้ พอรับเงินมาถึงได้หายใจทั่วท้อง
แต่พอคิดว่าขนาดกากหมูทอดยังขายได้ แล้วน้ำมันหมูล่ะ? จะไม่ขายได้ราคาดีกว่านี้เหรอ?
ขณะเดินออกมา ต้าเฉียงเห็นว่ากากหมูทอดขายได้เก้าสิบอีแปะ แต่เฮยเจ๋อยังทำท่าครุ่นคิดไม่พูดเรื่องแบ่งเงินเสียที เลยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "เฮยเจ๋อ เงินนี่เจ้าจะแบ่งยังไง? ในนี้มีส่วนของข้าสิบอีแปะนะ!"
เฮยเจ๋อหลุดจากภวังค์ กลอกตาแล้วพูดอย่างรำคาญว่า "จะรีบไปไหน? ข้ารู้ว่าเอ็งลงขันมาสิบอีแปะ ไม่โกงหรอกน่า แค่ตอนนี้ยังไม่แบ่ง เอาอย่างนี้ ครั้งนี้เรายังไม่แบ่งเงิน รอขายรอบหน้าได้กำไรเยอะกว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน" เฮยเจ๋อเสนอ
เฮยเจ๋อคำนวณในใจว่าจะเอาเงินทั้งหมดที่ได้รอบนี้ไปลงทุนซื้อกากหมูทอดกับน้ำมันหมูมาขายอีก จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
พอได้ยินว่าจะไม่แบ่งเงิน ต้าเฉียงก็เริ่มไม่พอใจ เพราะถ้าไม่มีเงินสิบอีแปะของเขา เฮยเจ๋อก็ไม่มีทางหาเงินได้เยอะขนาดนี้
พอรู้ว่าวันนี้จะไม่ได้ส่วนแบ่ง ต้าเฉียงก็เริ่มโวยวายทันที "ไม่แบ่งเงิน? ได้ไงวะ? นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าหาเงินได้กับพวกเอ็ง ต้องแบ่งเท่าๆ กันสิ"
"ข้าคิดดูแล้ว หักต้นทุนสามสิบอีแปะ วันนี้เราได้กำไรหกสิบอีแปะ คืนเงินต้นข้ามาสิบอีแปะ แล้วที่เหลือหกสิบอีแปะแบ่งกันคนละครึ่ง ข้าไม่ยุ่งกับธุรกิจรอบหน้าแล้ว" ต้าเฉียงคิดเลขเสร็จสรรพ รอบนี้เขาได้กำไรสิบห้าอีแปะ รวมกับทุนเดิมก็เป็นยี่สิบห้าอีแปะ เขาอยากไปทำมาหากินของเขาเอง
อีกสองคนก็เริ่มผสมโรง เห็นว่าควรแบ่งเงิน ดูเหมือนทุกคนจะคิดเลขกันมาแล้ว และรู้สึกสบายใจกว่าที่จะแยกย้ายกันไปทำมาหากิน
เฮยเจ๋อขมวดคิ้ว ตวาดอย่างหัวเสีย "พอเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลเลยนะพวกเอ็ง! เพิ่งหาเศษเงินได้นิดหน่อยก็ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ถ้าข้าไม่เป็นคนเจรจา พวกเอ็งจะได้สักแดงไหม? ได้! ข้ามันดูคนผิดเอง แบ่งก็แบ่ง!"
เฮยเจ๋อโกรธจนหน้าดำหน้าแดง คว้าเงินสิบแปดอีแปะส่วนของตัวเองแล้วเดินหนีไปโดยไม่พูดไม่จา
เขาอยากจะรีบกลับไปที่หวงซานตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อซื้อกากหมูทอดสักสามชั่งกลับบ้าน จะได้กล่อมให้ที่บ้านยอมลงทุนทำธุรกิจนี้
แน่นอนว่าคนอื่นก็คิดเหมือนกัน แม้ทั้งสี่คนจะผิดใจกันเรื่องแบ่งเงิน แต่ก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาหลายปี ไม่ว่าจะคิดยังไงในใจ แต่ภายนอกก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและออกเดินทางไปด้วยกัน
ห่าวอวิ๋นไม่รู้เลยว่ามีคนเอากากหมูทอดของนางไปเก็งกำไรขายต่อ และถ้านางรู้ นางก็คงไม่สนหรอก
ยังไงซะของพวกนั้นมันก็คือกำไรล้วนๆ ที่บ้านกินไม่หมดหรอก แล้วนักเดินทางก็มีไม่มาก ต้องมีของถูกๆ ขายบ้าง เผื่อวันหลังพวกเขาจะได้กลับมาซื้ออีก
ในขณะนี้ หลังจากตรากตรำมานาน ในที่สุดห่าวอวิ๋นก็ทำหัวเชื้อหม้อไฟเสร็จ นางเทมันลงในแม่พิมพ์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพื่อรอให้แข็งตัว