- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 315 ในนิกายกระบี่มีสายลับของนิกายมาร
บทที่ 315 ในนิกายกระบี่มีสายลับของนิกายมาร
บทที่ 315 ในนิกายกระบี่มีสายลับของนิกายมาร
บทที่ 315 ในนิกายกระบี่มีสายลับของนิกายมาร
คนทั่วไปเมื่อได้ยินคำพูดของอวี๋เส่าที่เพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ มักจะสนใจที่คำว่า “หลบหนีภัย”
แต่ลวี่หยางไม่เหมือนใคร
ผู้ที่เฉียบแหลมจริงๆ ก็จะสนใจเพียงถ้อยคำของอวี๋เส่าเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่ว่า “ท่านเย่เป็นผู้มีบารมีเพียงใด แม้ในโลกเซวียนหลิงก็ถือว่าเป็นเซียนสวรรค์ที่ยังครองตำแหน่ง”
ข่าวกรองบางส่วนเกี่ยวกับโลกเซวียนหลิง บรรพชนตระกูลอวิ๋นเคยเล่าให้ลวี่หยางฟังมาแล้ว
“ผู้มีคุณธรรมบนหนทาง ผู้มีบารมีในโลกา ได้รับพระคัมภีร์จากฟ้าเข้าสู่สวรรค์ บริหารปกครองสรรพสิ่ง เรียกว่าเซียนสวรรค์”
และเหนือกว่าเซียนสวรรค์นั้น… มีแนวโน้มว่าจะเป็นเจินจวิน!
ถ้าเป็นเช่นนั้น ระดับพลังของเซียนสวรรค์คืออะไร?
“ขั้นสร้างรากฐานสมบูรณ์!”
นี่จึงเป็นข่าวสารที่มีค่าที่สุด
“เจินเหรินปราบมารของนิกายกระบี่ คงได้ทะลวงผ่านขั้นปลายไปอย่างเงียบงันจนบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว!”
‘ขายข่าวนี้ให้ท่านอาจารย์ลุงจงกวง ต้องทำเงินได้อีกก้อนแน่นอน!’
ในเวลาเดียวกัน บรรยากาศในมหาศาลาก็ดูเงียบงันไปถนัดตา ผู้เฉลียวฉลาดมิใช่มีเพียงลวี่หยางผู้เดียว แน่นอนว่ายังมีผู้ที่จับจุดสำคัญในคำพูดได้เช่นกัน…
แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวออกมาโดยตรง
ก็เพราะว่าผู้บรรลุขั้นสร้างรากฐานสมบูรณ์เช่นนี้ หากยังไม่แผ่พลังออกมา ก็แสดงว่าเจ้าตัวไม่ประสงค์จะเปิดเผยต่อผู้อื่น เช่นนั้นจะเอ่ยถึงให้กระอักกระอ่วนไปทำไมกัน?
แสร้งโง่บ้าง ก็อาจจะเป็นทางรอดที่ดี
ชั่วพริบตาต่อมา ก็มีคนหยิบยกเรื่องขึ้นมาเปิดบทสนทนา
“ไม่ทราบว่าท่านผู้เป็นสหายเต๋า หลบหนีภัยมาได้อย่างไร? ใช้วิธีใดข้ามผ่านระหว่างโลกได้กัน?”
อวี๋เส่าตอนนี้ก็เริ่มรู้ตัวว่าเมื่อครู่เผลอพูดผิดไปโดยไม่ตั้งใจ จึงหันไปมองเจินเหรินปราบมารทันที
พอเห็นว่าอีกฝ่ายสีหน้าเฉยนิ่งไม่เผยพิรุธ จึงลอบถอนใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบกล่าวตอบว่า
“โลกเซวียนหลิงของข้ามีโลกมนุษย์ใต้สังกัดอยู่นับร้อย เข้าใจวิชาเคลื่อนผ่านโลกอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังมีโลกมนุษย์เป็นจุดยึดโยง ดังนั้นจะข้ามมาจึงไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร”
“ส่วนเหตุผลที่ต้องหลบหนีนั้น…”
กล่าวถึงตรงนี้ อวี๋เส่าลอบถอนใจเงียบๆ
“นับแต่เจินจวินผู้ครองฟ้าองค์ใหม่ขึ้นครองตำแหน่ง ควบคุมฟ้าดินไว้โดยเบ็ดเสร็จ กฎสวรรค์ก็เคร่งครัดยิ่งนัก ข้ามิอาจทำสิ่งใดได้อีกแล้ว จึงจำต้องหนีออกมา”
ถ้อยคำนี้เอ่ยจบ ความเงียบก็ปกคลุมทั่วทั้งมหาศาลา ผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนไม่ใช่คนเขลา แม้อวี๋เส่าจะไม่ได้กล่าวให้ชัด แต่ทุกคนก็คาดเดาได้ทันที
“เจินจวิน” ที่กล่าวถึงนี้ คงจะเป็นเจินจวินแห่งโลกเซวียนหลิงนั่นเอง
เมื่อคำบอกเล่าของอวี๋เส่าสิ้นสุดลง ภาพรวมของโลกเซวียนหลิงก็พลันปรากฏชัด โลกเซวียนหลิงยึด สวรรค์เบื้องบน เป็นศูนย์กลาง แบ่งระดับตำแหน่งเซียนออกเป็นห้าชั้น ได้แก่ สวรรค์ ปฐพี มนุษย์ เทพ ภูต
แต่ละชั้นมีหน้าที่ต่างกันไป ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถขึ้นครองตำแหน่งเจินจวินสูงสุด ได้ครอง ผลมรรคสูงสุดแห่งความเป็นจ้าว
ตั้งแต่เจินจวินองค์ก่อนสิ้นชีพลง เวลาก็ผ่านไปแล้วกว่าพันปี
พันปีนั้น เต็มไปด้วยสงคราม เซียนสวรรค์จากทุกฝ่ายต่างทำศึกช่วงชิงกันไม่หยุด จวบจนสิบกว่าปีก่อน จึงมีเซียนสวรรค์ผู้หนึ่งเอาชนะคู่แข่งทั้งปวง ขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุด
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ สีหน้าของอวี๋เส่าล้วนเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“ผู้นั้นนามว่า หวนซื่อ เขาเห็นว่าความวุ่นวายของโลกเซวียนหลิง ล้วนเกิดจากการไร้ระเบียบ จึงบัญญัติกฎสวรรค์ขึ้น บีบบังคับเหล่าเซียนให้ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง นับแต่นั้น... พวกข้าก็ไม่มีวันได้เป็นอิสระอีกเลย!”
“เคร่งครัดเช่นนี้ ใครจะทนไหวกัน!?”
อวี๋เส่าลอบทอดถอนใจ
“ข้าปกครองแดนต้าเป่าฉางมาหลายปี แต่ภายใต้กฎสวรรค์ กลับห้ามมิให้ทำร้ายมนุษย์แม้แต่ผู้เดียว แม้จะต่อสู้กับคน ก็ยังต้องหาแดนเปลี่ยวเป็นที่ประลอง!”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ทั้งฝนฟ้าลมพายุของดินแดนต้าเป่าฉาง ล้วนต้องอยู่ในความควบคุมของข้าโดยสิ้นเชิง…”
"ตั้งแต่เคราะห์ร้ายเฉพาะบุคคล ไปจนถึงภัยพิบัติทั่วหล้า..."
"แม้กระทั่งเม็ดฝนที่ตกในแต่ละวัน จะกี่หยดก็ล้วนต้องอยู่ในจำนวนที่กฎสวรรค์กำหนดไว้ หากเกินจากนั้นเพียงหยดเดียว ก็จะถูกจับกุมประหารในทันที ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใด!"
อวี๋เส่าบรรยายความเข้มงวดของโลกเซวียนหลิงออกมาอย่างละเอียด
จากนั้นก็เงยหน้ามองหมู่ชนด้วยคาดหวัง หวังว่าพวกผู้ฝึกตนนอกแดนเหล่านี้จะรู้สึกโกรธแค้นร่วมกับตน
ใครจะนึกเล่าว่า... สิ่งที่เขาเห็น กลับเป็นสีหน้าราวกับไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
"นึกว่าจะแค่ไหน... แค่นี้เองหรือ?"
"อย่าว่าแต่พวกมารจากเจียงเป่ยเลย แม้แต่ราชสำนักเต๋าในดินแดนเราก็ยังเคร่งกว่านี้อีก อย่างน้อยเจ้าพวกฝึกนอกฟ้าก็ยังมีทางหนี ราชสำนักเต๋าของเรานั่นเล่า? หนีไปไหนก็ไม่ได้สักคน"
"แล้วยังจะกฎสวรรค์ที่ปกป้องชาวบ้านอีก?"
"ถ้าเป็นเช่นนี้... โลกเซวียนหลิงของพวกเจ้า ก็นับว่าอยู่ฝ่ายธรรมะแล้วล่ะ!"
อวี๋เส่า: "???"
เขาเบิกตากว้าง เต็มหน้าไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ยังนึกว่าตนพูดอธิบายไม่กระจ่าง จึงรีบเสริมขึ้นว่า:
"ทุกท่านอาจเข้าใจผิดไป เจินจวินผู้นั้นเคยกล่าวต่อหน้าฝูงชนว่า..."
พอเอ่ยมาถึงตรงนี้ สีหน้าของอวี๋เส่าก็ยิ่งขึงขังขึ้นอีกระดับ กล่าวเสียงต่ำว่า
“เขากล่าวว่า พวกเราผู้ฝึกเซียน ใช้ลมปราณแห่งฟ้าดินบำรุงบำเรอตนเอง ไม่เคยตอบแทนแผ่นดินแม้แต่น้อย เทียบได้กับฝูงตั๊กแตนที่กลืนกินฟ้าดิน จะเรียกว่าธรรมะได้อย่างไร?”
“พวกเราคือเซียนผู้สูงส่งเหนือโลก ไฉนจึงอาจเอาไปเปรียบกับแมลงได้!”
สิ้นคำพูดนั้น ทุกคนต่างก็หันมองหน้ากันนิ่งเงียบ
แล้วอวี๋เส่าก็ได้ยินเหล่าเจินเหรินแห่งกระบี่หยกหลายคนเอียงศีรษะ ถามด้วยความประหลาดใจว่า
“แล้ว... มันผิดตรงไหน? โลกเซวียนหลิงเข้าใจตนเองได้ชัดเจนดีออก”
ผู้ฝึกตนเปรียบได้กับแมลง เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้นานแล้ว
แต่แล้วไง?
นิกายศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยใส่ใจ สุขาวดีเซิ่นเล่อก็ไม่สนใจ ราชสำนักเต๋าก็มีฟ้าของตนเอง ส่วนกระบี่หยกนั้น ยิ่งไม่เห็นเป็นปัญหา
พวกเขาเชื่อว่าในหมู่แมลงก็มีทั้งแมลงร้ายกับแมลงมีประโยชน์
และพวกเขา... แน่นอนว่าเป็นพวกที่มีประโยชน์
การที่พวกเขากลืนกินฟ้าดิน ก็เพื่อช่วยโลกกำจัดพวกมารอย่างนิกายมารเจียงเป่ยต่างหาก หากคิดให้ดีๆ แล้ว โลกนี้ยังติดหนี้บุญคุณพวกเขาเสียด้วยซ้ำ!
อวี๋เส่าเงียบสนิทในบัดดล รู้สึกอย่างไรไม่รู้ ราวกับว่ามีบางอย่างผิดแปลกไปหมด
เขาทำได้เพียงทอดถอนใจว่า
“เอาเถอะ... เอาเป็นว่า โลกเซวียนหลิงคงจะบุกแดนเจียงหนานในไม่ช้านี้แน่”
ใครเลยจะคาดคิดว่า คำพูดประโยคนี้จะดั่งหินก้อนหนึ่งถูกขว้างลงกลางทะเลสงบ ทำให้คลื่นโหมกระหน่ำขึ้นในบัดดล
“ว่าอย่างไรนะ!?”
“เจ้ามารช่างอาจหาญนัก!”
“อีกหนึ่งนิกายมารแห่งเจียงเป่ย ไม่เคารพในหนทางธรรมะ สมควรถูกสังหาร! เมื่อตายไปแล้วจักต้องกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นศิษย์รับใช้ในกระบี่หยกเรา จึงจะล้างผลาญบาปกรรมได้หมดสิ้น!”
เสียงตะโกนประณามลั่นทั่วท้องพระโรง สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
อวี๋เส่ามองเห็นภาพนี้แล้ว ขมับก็พลันกระตุกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เขาอดไม่ได้ต้องหันไปมอง “เจินเหรินปราบมาร” และส่งเสียงในใจว่า
‘ท่านผู้เฒ่า... ท่านไม่ใช่พวกนิกายมารใช่ไหม?’
“แน่นอนว่าไม่ใช่”
เจินเหรินปราบมารเห็นดังนั้น ก็ถอนหายใจยาว ส่งเสียงกลับว่า
‘เจ้าควรดีใจที่เจอข้า... เพราะเจ้ามารของจริง เจ้ายังไม่เคยเห็นหรอก’
ยังมีคนที่น่ากลัวกว่านี้อีกหรือ!?
คราวนี้อวี๋เส่ารู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง เขาเพิ่งมาอยู่ในแดนนี้ได้ไม่นาน แต่ยามนี้พลันรู้สึกขึ้นมาว่า... โลกนี้มันดูไม่ปกติแล้วจริงๆ หรือเปล่า?
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจินเหรินปราบมารก็เอ่ยปากเสียที คลื่นเสียงหนักแน่นชัดเจน กดเสียงจอแจทั้งห้องให้เงียบลงโดยสิ้นเชิง
“อย่างไรก็ตาม ตามที่สหายอวี๋ได้กล่าว โลกเซวียนหลิงกำลังจะใช้ ‘หลุมหมื่นศพ’ เป็นสะพาน บุกเข้าสู่เจียงหนานของพวกเรา เพื่อมิให้ราษฎรต้องล้มตายทั่วแผ่นดิน ข้าจึงตั้งใจจะมุ่งหน้าไปยังหลุมหมื่นศพ เพื่อตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างมันกับโลกเซวียนหลิงเสีย!”
“แต่เรื่องนี้... ห้ามให้เจียงเป่ยรู้เด็ดขาด!”
สีหน้าของเจินเหรินปราบมารเข้มขรึมถึงที่สุด นิกายมารไม่มีทางสนใจว่าใครจะบุกใครอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรโลกเซวียนหลิงก็ใช้หลุมหมื่นศพเป็นทางผ่านและนั่นหมายความว่าพวกมันจะบุกเข้ามาทางเจียงหนานเท่านั้น ถ้าหากพวกมารล่วงรู้เรื่องนี้เข้า
พวกมันย่อมยินดีเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
แถมบางที... พวกมันอาจจะยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยซ้ำไป เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว
ทุกวันนี้ เจียงเป่ยมีนิกายระดับโอสถทองคำแห่งหนึ่ง ก่อตั้งขึ้นจากโลกต่างแดนที่เคยทะลวงผ่านเข้ามาเมื่อครั้งอดีต
“ด้วยเหตุนั้น ก่อนที่พวกเราจะเริ่มเคลื่อนไหว ขอท่านทั้งหลายอย่าได้จากที่นี่ไปตามอำเภอใจเด็ดขาด!”
เจินเหรินปราบมารกวาดตามองทุกคน
เดิมทีเขาคิดจะลงมือมานานแล้ว แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ข่าวกลับรั่วไหลถึงหูนิกายมารเสียก่อน
จนทำให้เขาต้องรอจนบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานสมบูรณ์เสียก่อน จึงจะออกมือได้อีกครั้ง
ส่วนช่วงที่ข่าวรั่วไหลออกไปนั้น ทั้งก่อนและหลัง กลับไม่มีผู้ใดอยู่ในกระบี่หยกเลย
มิหนำซ้ำ ยังไม่มีแม้แต่เจินจวินผู้ใดจับตามอง
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ‘ในหมู่พวกเราที่อยู่ในท้องพระโรงเวลานี้... อาจมีสายลับจากนิกายมารแฝงตัวอยู่!’
แท้จริงแล้วการจะบุกหลุมหมื่นศพนั้น ต่อให้มีเพียงเขาคนเดียวก็เพียงพอ
ที่เชิญกลุ่มเจินเหรินเหล่านี้มาด้วย ก็เพื่อจะฉวยโอกาสตามหาตัวหนอนบ่อนไส้ที่ซ่อนอยู่
และเพื่อตามจับสายลับคนนี้
เขาจำเป็นต้องมีหูตาคอยสังเกตอยู่ในกลุ่มเหล่าเจินเหรินพวกนี้ ...หูตาคนนั้น ต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ และหัวอ่อนสักหน่อย
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เจินเหรินปราบมารก็กวาดตามองทุกคนในที่ประชุมอย่างช้าๆ
ก่อนจะตัดสินใจได้ในทันที
“สหายอวิ๋น ข้ามีเรื่องอยากฝากเจ้า”
ตระกูลอวิ๋น เป็นตระกูลเก่าแก่ของกระบี่หยก เมื่อก่อนเคยให้กำเนิดเจินจวินมาแล้ว สายเลือดดี กำเนิดมั่นคง ถึงแม้ทุกวันนี้จะตกต่ำไปบ้าง แต่ย่อมเชื่อถือได้แน่นอน
…ตัดฉับ
“โหลๆๆ?”
ณ เจียงเป่ย
ลวี่หยางเปิดใช้งานร่างจำแลงอีกครั้ง พร้อมหยิบจดหมายวิญญาณบินได้ขึ้นมา เพื่อส่งข้อความหาจงกวงทันที