- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 52 หัตถ์อำมหิตเด็ดบุปผา
บทที่ 52 หัตถ์อำมหิตเด็ดบุปผา
บทที่ 52 หัตถ์อำมหิตเด็ดบุปผา
บทที่ 52 หัตถ์อำมหิตเด็ดบุปผา
ศาสตร์ยันต์เวทและวิชาค่ายกล แม้จะต่างวิถี แต่สุดท้ายล้วนเป็นหนทางเดียวกัน ในฐานะที่เป็นสิ่งภายนอก ล้วนสามารถช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรเอาชนะผู้สูงขั้นกว่า อาศัยอ่อนสยบแข็งได้ทั้งสิ้น
วิชาค่ายกลระดับเก้าหนึ่งค่ายกล ก็สามารถทำให้ลวี่หยางช่วงชิงความได้เปรียบยามต่อสู้กับผู้อื่นได้
ยันต์ระดับเก้าเพียงหนึ่งแผ่น แม้ไม่อาจเทียบค่ายกลระดับเก้าได้ แต่ก็เพียงพอให้อวิ๋นเมี่ยวเจินต้องระวังเต็มที่ หาใช่สิ่งที่สามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงในยามนี้ ลวี่หยางสะบัดมือโปรยยันต์ออกไปมากถึงห้าร้อยกว่าแผ่น และในขณะเดียวกันยังเร่งเร้าให้มันทำงานพร้อมกัน พลังอานุภาพที่ระเบิดออกมาแท้จริงถึงกับทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี
แม้ว่ายันต์เมื่อถูกกระตุ้นแล้ว หลังศึกย่อมแปรเป็นเถ้าธุลี ไม่อาจเหลือร่องรอยไว้ได้เลย ถือเป็นสิ่งสิ้นเปลือง จึงมีผู้คนจำนวนมากหวงแหนยันต์ยิ่งนัก ทว่าลวี่หยางกลับมิใช่เช่นนั้น ยันต์หมดไปหรือ? เพียงสั่งเหล่าวิญญาณธงให้ทำงานล่วงเวลาก็สามารถผลิตขึ้นมาใหม่ได้ทันที
ตูม ตูม!
เพียงชั่วพริบตา ปราณกระบี่กรีดท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องคำรามก้อง แสงยันต์นับไม่ถ้วนพุ่งวาบรวดเร็วราวสายฟ้า โหมกระหน่ำใส่อวิ๋นเมี่ยวเจินราวกับหมื่นคมกระบี่พันค้อนโถมทับลงบนร่าง
อวิ๋นเมี่ยวเจินเห็นดังนั้นก็ทำได้เพียงตั้งรับอย่างจนใจ
ชั่วขณะเดียว แสงปราณก็ก่อตัวขึ้น แปรเป็นร่มวิเศษสีเงินแผ่กว้าง คลี่ปกคลุมอวิ๋นเมี่ยวเจินเอาไว้แน่นหนา ขวางยันต์มหาศาลทั้งหมดให้อยู่ภายนอก
แต่ทั้งหมดนี้ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะยันต์ไม่ได้สิ้นเปลืองพลังวิชาของลวี่หยาง ทว่า คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้ ที่อวิ๋นเมี่ยวเจินใช้อยู่นั้นกลับกินพลังมหาศาล เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่สิ้นเปลือง อีกฝ่ายกลับถูกเร้าให้ร่อยหรอ แสงปราณที่ห่อกายของนางก็พลันถูกยันต์นับไม่ถ้วนฉีกกระชากจนแหลกละเอียด สุดท้ายนางทำได้เพียงเร่งตั้งแสงแก่นแท้ขึ้นมาห่อกายอย่างยากลำบาก
“ฟัน!”
ลวี่หยางย่อมไร้ความคิดเมตตา ยันต์ปราณกระบี่และยันต์ห้าอสนีบาตร่วงลงพร้อมกัน เพียงชั่วพริบตาก็ฉีกทำลายอาภรณ์ปกป้องกายของอวิ๋นเมี่ยวเจินจนขาดสะบั้น
ชั่ววูบเดียว อาภรณ์แตกสลาย กระจายเป็นสายฝนโปรยปราย เผยให้เห็นผิวขาวผ่องผืนใหญ่
“อ๊า....!”
อวิ๋นเมี่ยวเจินถึงกับโกรธจนโฉมหน้าขาวนวลแดงก่ำ ร่างกายขาวเนียนดังหยกสั่นสะท้านไปทั้งกาย โดยไม่รู้ตัวนางอยากจะยกมือปกปิด ทว่ากลับไม่อาจทำได้ เพราะถูกลวี่หยางโจมตีจนไม่อาจละมือจากการป้องกันได้เลย
“เจ้ามาร! เจ้าหาที่ตาย!” อวิ๋นเมี่ยวเจินใบหน้าบิดเบี้ยว นางอายุยังน้อยแต่ก็ก้าวสู่ชั้นเก้าของรวมลมปราณ อีกทั้งยังได้หลอมสำเร็จมหาวิชาเทพแห่งนิกายกระบี่ ได้รับตำแหน่งศิษย์สายตรง เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งการวางรากฐานของนิกายมาโดยตลอด นางอยู่เหนือผู้คนเสมอมา เย็นชา หยิ่งผยอง ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอับอายเช่นนี้?
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็เพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“สหายเต๋าช่างมีความงามล่มเมืองโดยแท้ ทั้งใหญ่ ทั้งขาว ทั้งยังชุ่มชื้น...”
แม้อวิ๋นเมี่ยวเจินจะพยายามอย่างที่สุดที่จะบดบัง แต่ก็เป็นเพียงการหลอกตนเองเท่านั้น หาอาจรอดพ้นจากดวงตาแห่งการหยั่งรู้ของเขาได้ ที่ควรเห็นและไม่ควรเห็น เขาล้วนเก็บไว้ในสายตาจนหมดสิ้น
อวิ๋นเมี่ยวเจินนั้นไวต่อสายตาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถูกจ้องก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง
และสิ่งที่ทำให้นางเดือดดาลยิ่งกว่านั้นก็คือ ลวี่หยางกลับแสดงสีหน้าเอือมระอา “กลางวันแสกๆ เช่นนี้ นี่หรือคือท่าทีของสหายเต๋าฝ่ายธรรมะ ผู้ที่เรียกตนเองว่ามาจากนิกายอันสูงส่ง?”
ขณะเอ่ยวาจา ลวี่หยางก็มิได้หยุดควบคุมยันต์ที่โจมตีเข้าใส่อวิ๋นเมี่ยวเจิน คำพูดกวนโทสะนั้นเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อทำลายสมาธิของนาง ทุกสิ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อสังหารศัตรูให้ได้
เป็นจริงดังคาด เมื่อถูกลวี่หยางเหยียดหยามเช่นนี้ ทั้งยังจากที่ก่อนหน้าเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กลับถูกการกระทำฟุ่มเฟือยสิ้นคิดของเขาเล่นงานจนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ความรู้สึกทั้งหลายก็พลันจุดไฟโทสะในใจอวิ๋นเมี่ยวเจินขึ้น ทำให้จิตใจแห่งมรรคผลของนางเผยรอยร้าวขึ้นมาเล็กน้อย
ยามนี้แหละ.....!
ลวี่หยางย่อมไม่พลาดจังหวะที่จิตใจของนางสั่นคลอน จิตใจเหม่อลอย เขารีบประสานมือทำมุทรา แสงกลมปรากฏขึ้นเบื้องหลังทันที
แสงกลมนั้นทาบสว่าง ทำให้ภาพที่ลวี่หยางเห็นเปลี่ยนไปโดยพลัน
พื้นที่ที่เขาเพิ่งประมือกับอวิ๋นเมี่ยวเจินเมื่อครู่นี้ ปรากฏร่องรอยปราณมากมายที่ล้วนเป็นของนาง แต่ละเส้นแต่ละจุดคือเครื่องหมายที่นางทิ้งไว้ในแดนนี้ทั้งสิ้น
“มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณ ตอกตะปูปลิดชีพ.....”
เพียงความคิดหนึ่งผุดขึ้น แสงกลมก็ส่องลงไปยังกลุ่มปราณของอวิ๋นเมี่ยวเจินทันที ฉุดรั้งออกมาแล้วสะท้อนให้เห็นเป็นเงาร่างงดงามของนาง
วินาทีถัดมา ลวี่หยางไม่รีรอ ใช้นิ้วทั้งสองฟันลงตรงๆ
ยังคงเป็นการฟันในแนวตั้ง
แสงกลมถูกผ่าขาดเป็นสอง เงาร่างของอวิ๋นเมี่ยวเจินในแสงก็ถูกผ่าตามไปด้วย ทันใดนั้นเอง พลังที่มองไม่เห็นก็ถ่ายเทไปยังร่างแท้ของนางโดยตรง
เสียง กรอบแกรบ! ดังขึ้นเบาๆ ราวผิวแตกกระเทาะ บนหน้าผากขาวผ่องดุจงาช้างแกะสลักของอวิ๋นเมี่ยวเจินก็ปรากฏเป็นรอยแผลเลือดพาดชัด
ถัดจากนั้น รอยเลือดบนหน้าผากก็เริ่มขยายออก...
“...เจ้าฝันไปเถอะ!”
เพียงเสี้ยววินาที ม่านตาของอวิ๋นเมี่ยวเจินก็หดแคบลง ผิวขาวผ่องทั่วกายพลันมีเลือดฝาดแต้มพร่า คิ้วงามตวัดขึ้น ดวงตาอันงดงามพลันส่องประกายทองพุ่งวาบออกมา
ในพริบตานั้นเอง อวิ๋นเมี่ยวเจินถึงกับเรียกแสงเทพที่ยังคงยันกับ เคล็ดเวทแสงโลหิตแปรเทพอสูร กลับคืนมา จากนั้นยังดึงแสงปราณกับแสงแก่นแท้มารวมเข้าด้วยกันอีก ครานี้แสงทั้งสามสายรวมเป็นหนึ่งเดียว แปรเป็นแสงทองคำไท่อี้สว่างรุ่งโรจน์ พุ่งพรวดขึ้นจากพื้น ขับเน้นให้นางราวกับเป็นเทพธิดาจากสวรรค์ชั้นเก้าจุติลงมา
สามแสงรวมหนึ่ง แสงทองคำไท่อี้!
ขณะนั้นเอง ลวี่หยางก็รู้สึกได้ว่าอวิ๋นเมี่ยวเจินตรงหน้าสูงส่งขึ้นทันตา... หาใช่ในความหมายทางกายภาพ แต่คือระดับแห่งมิติที่ถูกยกระดับขึ้น
นี่ก็คือ.....มหาวิชาเทพรึ!?
หากก่อนหน้านี้อวิ๋นเมี่ยวเจินเพียงแค่ใช้วิชาเทพชั้นสูงหลายสายที่ประกอบกันขึ้นเป็นมหาวิชาเทพ บัดนี้นางได้เร่งเร้ามหาวิชาเทพที่แท้จริงออกมาแล้ว
นี่คือความรู้สึกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง
ภายใต้การหนุนเสริมของแสงทองคำไท่อี้ อวิ๋นเมี่ยวเจินราวกับหลุดพ้นจากโลกีย์ ค่อยๆ เหินสูงขึ้น ยืนอยู่บนระดับที่แตกต่างจากลวี่หยางอย่างสิ้นเชิง
สองคน หนึ่งสูง หนึ่งต่ำ
ความต่างนี้ลวี่หยางคุ้นชินยิ่งนัก... แม้มิได้สยดสยองเท่าคราวที่ได้พบกับนักพรตหงยวิ๋นในครั้งแรก แต่ก็ยังทำให้ใจเขาหวาดสะท้านคล้ายกัน!
ในขณะนั้นเอง อวิ๋นเมี่ยวเจินก็ลงมือ
เพียงสะบัดมือเรียวเบาๆ มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณที่กดทับอยู่บนกายของนาง ก็ถูกบังคับเบี่ยงไปยังผู้หนึ่งซึ่งมีปราณใกล้เคียงกับนางแทน
ผู้ที่รับผลนั้นก็คือ น้องสาวร่วมสายเลือดของนาง อวิ๋นเมี่ยวชิง!
เสี้ยวอึดใจต่อมา รอยเลือดบนหน้าผากของอวิ๋นเมี่ยวเจินก็สมานหายอย่างรวดเร็ว แต่ในเวลาเดียวกัน ร่างของอวิ๋นเมี่ยวชิงที่ยังหมดสติอยู่ภายนอกแดนสวรรค์น้อยกลับปริแตกออกทันใด
“อำมหิตนัก เด็ดขาดพอ.....”
ลวี่หยางเห็นเข้าก็เอ่ยถ้อยคำเย้ยหยัน “สหายเต๋าลงมือรวดเร็วนัก เพียงเจอภัยก็รีบฆ่าน้องสาวแท้ๆของตนเพื่อปกป้องตนเอง เช่นนี้หรือที่เรียกว่าธรรมะอันสูงส่งแห่งนิกายกระบี่?”
“นี่คือเคราะห์ภัยของเมี่ยวชิง อย่าได้บิดเบือนเป็นอื่น”
น้ำเสียงอวิ๋นเมี่ยวเจินกลับคืนสู่ความเย็นชา “เจ้าทำลายหนทางบำเพ็ญของนาง ทำให้นางมิอาจผ่านพ้นเคราะห์กรรมได้ จึงได้มีภัยในวันนี้ เจ้าต่างหากคือตัวการ”
ลวี่หยางถึงกับหัวเราะก้อง “สหายเต๋าช่างหน้าหนายิ่งนัก การอยู่ที่นิกายกระบี่นับว่าเสียของโดยแท้ สมควรมาที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้าเสียยังจะดีกว่า!”
แต่อวิ๋นเมี่ยวเจินหาได้สะท้านไม่ เพียงแต่แววตากลับยิ่งทอประกายสังหารเย็นเยียบ เสียงนางแข็งกร้าว “ปากคอเราะร้ายนัก เจ้ามารร้าย วันนี้ข้าจะกระทำการแทนสวรรค์!”
ชั่วอึดใจ แสงทองคำไท่อี้ที่อวิ๋นเมี่ยวเจินเร่งเร้าขึ้นมาก็พลันพังทลายลงมา ราวกับการผลักภูเขาทองคำและเสาศิลาโค่นลงในคราวเดียว กวาดใส่ลวี่หยางและยันต์นับร้อยที่เขาเร่งขึ้นในทันใด ร่างของลวี่หยางพร้อมยันต์ทั้งสิ้นดูราวกับแขนตั๊กแตนขวางล้อเกวียน ถูกปัดกวาดจนสูญหายสิ้น!
ความเปลี่ยนแปลงนี้ ดุจรอยอักษรบนสมุดที่ถูกลบออกไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีซากศพ ไม่มีร่องรอยปราณ แม้แต่เงาใดๆ ก็หามีไม่ ราวกับแต่แรกเขาไม่เคยปรากฏอยู่ในโลกนี้เลย
ถัดจากนั้น แสงทองคำไท่อี้ก็พลันจางหาย เผยให้เห็นร่างอวิ๋นเมี่ยวเจินที่ก้าวเซไปมา ทว่าดวงหน้านางในยามนี้กลับซีดคล้ำถึงขีดสุด
“พรวด! อ้วก.....”
เพียงแตะพื้น นางก็พลันพ่นโลหิตก้อนใหญ่ สายแสงที่โอบล้อมกายก็แตกสลายสิ้น ไม่อาจรวบรวมขึ้นมาได้อีกแม้เพียงเศษเสี้ยว
“หมดแล้ว... หมดสิ้นแล้ว...” ริมฝีปากแดงเอ่ยสั่นสะท้าน มิได้มีความยินดีในชัยชนะแม้แต่น้อยเลย นี่คือราคาที่นางต้องจ่ายให้กับการใช้เคล็ดวิชาบังคับกระตุ้นแสงทองคำไท่อี้ทั้งที่ตนยังมิถึงขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ แสงทอง แสงเงิน แสงหยก ทั้งสามสายแตกดับสิ้น ผลลัพธ์คือการบำเพ็ญกว่าหลายสิบปีกลายเป็นเถ้าธุลี
เส้นทางสู่การวางรากฐานที่ควรสว่างไสว ก็ถูกปกคลุมด้วยเงามืดในทันที
อวิ๋นเมี่ยวเจินทอดถอนใจยาว ก่อนจะหมุนกายหมายจะออกจากแดนสวรรค์น้อย ทว่าในห้วงขณะนั้นเอง นางกลับได้เห็นร่างหนึ่งที่ทำให้นางแทบไม่เชื่อสายตาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า...
“สหายเต๋า ศึกยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ เจ้าจะจากไปแล้วหรือ?”
เพียงเห็นลวี่หยางรูปโฉมสง่า แขนเสื้อโบกสะบัด แม้ปราณแท้จริงร่อยหรอไปมาก พลังวิชาก็สิ้นสิ้นเปลืองไม่น้อย แต่ทั่วทั้งร่างกลับไร้บาดแผลแม้แต่น้อย!
“เป็นไปไม่ได้!”
ใบหน้างามของอวิ๋นเมี่ยวเจินถึงกับเปลี่ยนสี เสียงที่เคยใสกระจ่างบัดนี้กลับแหลมสูงขึ้น “นั่นคือแสงทองคำไท่อี้! เจ้า...เจ้าจะต้านทานได้อย่างไรกัน?”
ลวี่หยางย่อมไม่อาจบอกความจริงออกไป
ใช่แล้ว หากอาศัยเพียงวิชาเทพของตน เขามิอาจต้านทานแสงทองคำไท่อี้ได้เลย มหาวิชาเทพที่แท้จริงนั้นบรรจุอานุภาพที่ใกล้เคียงกับขั้นวางรากฐานเข้าไปแล้ว
สิ่งที่ต้านทานได้...คือพรสวรรค์
พรสวรรค์สีม่วง มีฝีมืออยู่บ้าง
มีฝีมืออยู่บ้าง: ไม่ว่าจะพบเจอการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด ขอเพียงอยู่ในขีดจำกัดความสามารถของท่าน ท่านก็จะสามารถที่จะรับมือได้อย่างคล่องแคล่วสองกระบวนท่า
นี่คือพรสวรรค์ที่เขาได้รับหลังจากชักกระบี่ฟันจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าด้วยความโกรธในชาติที่แล้ว และเมื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้งก็ถือกำเนิดพรสวรรค์นี้ขึ้นมา!
หากอวิ๋นเมี่ยวเจินสามารถควบคุมแสงทองคำไท่อี้ให้กวาดฟันซ้ำสี่ห้าครั้ง ตนก็คงตายแน่ แต่ในเมื่อหล่อนทำได้เพียงครั้งเดียว...ก็อย่าได้โทษว่าตนเล่นไม่ซื่อ!
แม้จะมีเพียงสองกระบวนท่า แต่ก็มีสองกระบวนท่าจริงๆ!
ลวี่หยางยิ้มอย่างสงบ ก่อนคว้ากระจกไท่เซียวมาไว้ในมือ จากนั้นก็ก้าวไปตรงหน้าอวิ๋นเมี่ยวเจิน ใช้แสงจากกระจกตรึงร่างนางให้นิ่งอยู่กับที่ทันที
อวิ๋นเมี่ยวเจินดิ้นรนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จ้องลวี่หยางด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว “เจ้าจะทำอะไร!?”
“มิได้คิดจะปิดบัง ผู้น้อยสนใจในคัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้อยู่มากทีเดียว”
“ข้าจะไม่บอกเจ้าเด็ดขาด!”
“วางใจเถิด เจ้าจะบอกข้าเอง”
ลวี่หยางหัวเราะเย็น “อย่าลืมว่าข้าเป็นศิษย์แห่งยอดเขาปะสานฟ้าในนิกายศักดิ์สิทธิ์...”
ยอดเขาปะสานฟ้า ขึ้นชื่อเรื่องเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่ อาศัยเพียงพรสวรรค์อัจฉริยะบำเพ็ญคู่ของลวี่หยาง ก็สามารถแทรกซึมกลืนกินวิชาในดวงจิตผู้อื่นได้ ยามนี้ภายใต้แสงกระจกไท่เซียว ลวี่หยางเดินหน้ากดดันทีละก้าว
อวิ๋นเมี่ยวเจินกรีดร้อง ดิ้นรนคล้ายวิญญาณถูกแหวกฉีก พลังปราณทั่วกายไหลหลั่งออกมาไม่ขาดสาย ถูกดึงเข้าสู่ห้วงเวียนวนที่ไม่มีวันหนี
ลมหายใจถี่กระชั้น เสียงสะท้านในลำคอปะปนระหว่างโทสะกับความอับจน แววตาที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้พร่ามัวด้วยความอัปยศและสิ้นหวัง
การกลืนกินมิใช่เพียงการแย่งชิงวิชา หากยังลึกซึ้งถึงชั้นสติและความทรงจำ ลวี่หยางมิได้ไว้ทางให้นางต้านทานแม้เพียงก้าวเดียว
จนที่สุด ร่างนางอ่อนแรงหมดสิ้น เสียงแผ่วเบา เหลือเพียงเสียงครางสะอื้นไร้ถ้อยคำ ก่อนจะสลบแน่นิ่งไป
ลวี่หยางผ่อนลมหายใจเบาๆ สายตายังคงเย็นเยียบ
“...น่าเสียดาย กระนั้นก็ไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์”
ลวี่หยางหลับตาซึมซับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนใจ “มีเพียงหนึ่งส่วนในสาม ที่เหลือล้วนถูกวางผนึกเอาไว้ ไม่อาจได้มา...”
วินาทีถัดมา เขาก็หันกลับไปมองอวิ๋นเมี่ยวเจินอีกครั้ง
อวิ๋นเมี่ยวเจินเห็นดังนั้นก็กัดฟันสีเงินแน่น ทว่ากลับไม่กล้าเผยความแค้นเคืองออกมาแม้แต่น้อย ได้แต่แย้มยิ้มอย่างประจบประแจง: “ท่านได้ตัวข้าไปแล้ว ยังไม่เพียงพออีกรึ...”
ลวี่หยางทำสีหน้ารังเกียจ “เจ้ามีประโยชน์อะไร?”
คำตอบของเขาเย็นเยียบดุจหิมะถาโถมในคืนมรณะ
อวิ๋นเมี่ยวเจินร่างสะท้านเล็กน้อย ดวงหน้างดงามขาวซีด ค่อยๆ เสียสีเลือด ยิ่งนางก้มหน้าต่ำลง หวังจะหลบซ่อนความอัปยศที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตา แต่แววตานั้นกลับปิดบังอะไรไม่ได้เลย
นางเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าเขา ไม่ใช่กายเนื้อ แต่เป็นใจ...เป็นศักดิ์ศรี
นางคือหญิงอัจฉริยะแห่งนิกายกระบี่ผู้สูงส่งมาตลอดชีวิต ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด ทว่าบัดนี้กลับต้องประจบอ้อนวอนต่อศัตรูผู้ทำลายศักดิ์ศรีของนางด้วยมือตนเอง
เพียงเพื่อขอความเมตตาเล็กน้อย
ลวี่หยางทอดตามองร่างที่เคยเรืองรองนั้นอย่างเย็นชา จิตใจไม่มีแม้แต่ละอองเวทนา
อวิ๋นเมี่ยวเจินกำลังจะเอ่ย ทว่าคำพูดยังไม่หลุดริมฝีปากดี...
ตูม!
ลวี่หยางก็พลันสั่นกระจกไท่เซียว ชั่วพริบตาวายุอสนีก็โหมกระหน่ำ สั่นสะเทือนร่างอันงดงามอ่อนช้อยนั้นจนกลายเป็นผุยผง ร่างงดงามของอวิ๋นเมี่ยวเจินถูกบดขยี้กลายเป็นผงในพริบตา
เงียบงัน แม้แต่เสียงร้องนางยังไม่มีโอกาสเปล่งออกมา……