เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้

บทที่ 51 คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้

บทที่ 51 คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้


บทที่ 51 คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้

ภายในตลาดเขาหัวกะโหลก เมื่อเห็นกับตาว่าลวี่หยางกับอวิ๋นเมี่ยวเจินหายตัวไปพร้อมกัน ทุกคนต่างเข้าใจว่านั่นคืออานุภาพของกระบี่แก้วที่แขวนอยู่กลางนภา

เห็นฉากตรงหน้า หลัวอู๋หยาหน้าเคร่งขรึม แต่ในใจกับลอบยินดี

ผู้บรรลุวางรากฐานแท้จริงแล้วคือผู้มีวิชาเทพลึกล้ำไม่อาจหยั่งถึง ศิษย์พี่กลับล่อปลาใหญ่เข้ามาได้จริง กระบี่เร้นสวรรค์...สมบัตินี้ถึงได้ออกมาสู่โลกอีกครั้ง!

สมบัตินี้ในหนึ่งร้อยแปดกระบี่ของนิกายกระบี่นั้น จัดอยู่อันดับที่สามสิบเจ็ด เป็นที่หนึ่งในพิภพลี้ลับ หาใช่สมบัติวิญญาณไม่ แต่กลับเหนือกว่าสมบัติวิญญาณเสียอีก ภายในกระบี่ซ่อนแดนสวรรค์น้อยไว้แห่งหนึ่ง หากต่อสู้กับผู้ใด เพียงสะบัดกระบี่ให้แสงส่องลง ก็สามารถกลืนเอาคู่ต่อสู้เข้าสู่แดนสวรรค์น้อยในกระบี่ ด้วยเหตุนี้จึงช่วงชิงความได้เปรียบทั้งด้านเวลาและสถานที่ได้อย่างสมบูรณ์

ภายในแดนสวรรค์น้อยนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนิกายกระบี่จะได้รับพลังวิชาเสริมจากถ้ำ ทำให้การใช้วิชาเทพมิได้สิ้นเปลืองพลังแม้แต่น้อย

เมื่อเปรียบเทียบแล้ว หากมิใช่ศิษย์แห่งนิกายกระบี่ ตกลงสู่แดนสวรรค์น้อยของกระบี่นี้ เพียงก้าวแรกพลังปราณแท้ย่อมถูกบั่นทอนไปสามส่วน ต่อจากนั้นวิชาเทพย่อมถูกลดทอนอีกสามส่วน สุดท้ายสมบัติวิญญาณที่ถืออยู่ก็ถูกตัดกำลังลงอีกสามส่วน

เมื่อฝ่ายหนึ่งเพิ่ม อีกฝ่ายลด ผลลัพธ์ก็ย่อมชัดเจนอยู่แล้ว

นี่เองจึงเป็นเหตุว่า อวิ๋นเมี่ยวเจินแม้จะรู้ว่าลวี่หยางมีค่ายกลสองชั้นคุ้มกัน ก็ยังมั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะนางรู้ว่าค่ายกลทั้งสองมิอาจต้านทานการกลืนจับของกระบี่เร้นสวรรค์ได้

แท้จริงแล้ว สรรพสิ่งแห่งห้าธาตุส่วนใหญ่ ล้วนมิอาจขวางกระบี่เร้นสวรรค์ได้เลย

หากหวังจะอาศัยค่ายกลขวางกระบี่เร้นสวรรค์ มีเพียงทางเดียวคือต้องใช้ค่ายกลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของห้วงมิติ แต่น่าเสียดายที่ค่ายกลเช่นนั้นหาได้ยากยิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีอยู่จริง ก็มิใช่ว่าจ้าวค่ายกลระดับเก้าจะสามารถวางลงได้

“เช่นนี้เห็นทีเจ้ามารผู้นั้นต้องถูกสังหารเป็นแน่!”

อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสแห่งสำนักเสินอู่ โอวหยางเฟิงกลับปรบมือหัวเราะลั่น แม้จะไม่อาจล้างแค้นด้วยมือตนเอง แต่หากลวี่หยางตาย ก็ถือว่าได้ชำระความแค้นในใจแล้ว

หลัวอู๋หยาฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะ มิได้เอ่ยค้าน เพราะความจริงในใจก็คิดเช่นเดียวกัน หากลวี่หยางยังมีค่ายกลสองชั้นคุ้มกัน การต่อสู้อาจยังพอแบ่งเป็นครึ่งต่อครึ่ง แต่เมื่อตกสู่ภายในกระบี่เร้นสวรรค์แล้ว ก็มีแต่สิบตายไร้รอด ต่อให้เปลี่ยนเป็นเขาเอง เกรงว่าก็ยังยากจะรอดพ้น

“เพียงแต่...นี่ก็คงเข้าทางศิษย์พี่แล้ว”

“ลวี่หยางผู้นั้นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ลบหลู่เหตุและผลที่ศิษย์พี่ชักพาไปหลายครา ศิษย์พี่ตั้งใจล่ออวิ๋นเมี่ยวเจินมา เกรงว่าคงมีเจตนาที่จะยืมดาบฆ่าคน...”

คิดถึงตรงนี้ หลัวอู๋หยาก็คลายใจลง

แม้จะเป็นศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน แต่เขาก็มิได้คิดจะยื่นมือช่วย เพียงรอให้ลวี่หยางถูกฆ่า อวิ๋นเมี่ยวเจินแย่งชิงโชคชะตาของเขาไป เพื่อเปิดแดนลับอสูรวิญญาณ


ในขณะเดียวกัน ภายในกระบี่เร้นสวรรค์

ประกายกระบี่สาดส่องลงมา วิชาค่ายกลชั้นแล้วชั้นเล่ากลับมิอาจขวางกั้นได้ รอจนลวี่หยางได้สติกลับคืนมา ทัศนวิสัยก็พลันชัดเจน สถานที่ที่เขาอยู่ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นทิวทัศน์ใหม่ไปแล้ว

สิ่งที่เห็นเบื้องหน้า มีเพียงปราณกระบี่อาละวาดเกรี้ยวกราด

เมื่อปราณกระบี่กระหน่ำลงมา ลวี่หยางก็รู้สึกได้ว่าปราณแท้จริงอ่อนแรงไปสามส่วน การใช้วิชาเทพก็เต็มไปด้วยความติดขัด รู้ทันทีว่านี่คือแรงกดดันจากแดนสวรรค์น้อยในกระบี่

เสี้ยวอึดใจถัดมา แสงสว่างจากเบื้องบนก็พลันฉายลง อวิ๋นเมี่ยวเจินก้าวออกมาอย่างสง่างาม

“เจ้ามารแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ วันนี้เจ้าสมควรต้องประสบเคราะห์กรรมนี้แล้ว จงยอมรับโทษทัณฑ์เถิด!”

เสียงใสสะท้อนก้องลงมาจากนภา ดุจถ้อยคำแห่งเทพเซียนออกประกาศิต เพียงคำเดียวก็ทำให้ลวี่หยางรู้สึกประหนึ่งสวรรค์และปฐพีล้วนเป็นศัตรู คิดจะฉีกทำลายเขาเป็นชิ้นๆ

สิ้นคำ อวิ๋นเมี่ยวเจินก็ผลักมงกุฎเต๋าบนศีรษะคราหนึ่ง แสงทองคำเรืองรองพลันพุ่งขึ้นสู่ฟ้า จากนั้นแยกออกเป็นสามสาย กลายเป็นทอง เงิน และหยก พาดวนรอบกายดุจมังกรเวียนว่าย หัวท้ายเชื่อมถึงกันเป็นห่วงไม่สิ้นสุด ทำให้รูปโฉมนางยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์สง่างาม

ลวี่หยางเห็นดังนั้น สีหน้าก็ยิ่งเคร่งขรึม

เพราะผ่านการบำเพ็ญเพียรมาหลายชาติ เขาย่อมมิได้แปลกหน้ากับนิกายกระบี่หยกสวรรค์เหมือนเมื่อแรกเริ่ม เพียงคิดครู่เดียวก็จำได้ว่า สิ่งที่อวิ๋นเมี่ยวเจินใช้อยู่นั้นคือวิชาเทพใด

“นี่เองคัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้...มหาวิชาเทพของนิกายกระบี่!”

คิดได้เช่นนี้ ใจลวี่หยางก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา

เพราะวิชา เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา ที่อยู่ในมือเขาเอง ก็เป็นมหาวิชาเทพเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่กล้าประมาทพลังของวิชาเทพแม้แต่น้อย

“ครั้งนี้เห็นทีต้องเสี่ยงเอาชีวิตแล้ว...” ความคิดลวี่หยางพลันหมุนวนอย่างรวดเร็ว

จากที่เขารู้ คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้ของนิกายกระบี่นั้นสามารถหลอมประกายแสงเจิดจ้าสามสายทอง เงิน และหยกได้ ทุกประกายแสงเจิดจ้าล้วนคือวิชาเทพชั้นเลิศ

และหากต้องการจะนำมหาวิชาเทพสายนี้มาบำเพ็ญสู่ขั้นสมบูรณ์ ก็จำต้องทำได้ถึงขั้น “สามบุปผาเบิกบาน” นำประกายแสงเจิดจ้าทั้งสามสายมาหลอมเป็น “แสงทองคำไท่อี้” ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีคุณสมบัติของทั้งสามแสงรวมกัน แต่พลังยังทวีคูณขึ้นไปอีก และถึงขั้นมีผลช่วยเกื้อหนุนต่อการก้าวข้ามสู่ขั้นวางรากฐานด้วย!

...โชคยังดี วิชาเทพของนางคงยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์

ดังคำกล่าวที่ว่ามหามรรคเป็นหนึ่งเดียว หากวิชาเทพสมบูรณ์ เช่นนั้นอวิ๋นเมี่ยวเจินในท้ายที่สุดก็มิควรที่จะแยกออกมาเป็นประกายแสงเจิดจ้าสามสาย แต่จะเหลือเพียงแสงทองคำไท่อี้หนึ่งสายเท่านั้น

บางทีนี่อาจเป็นโอกาสของเรา...

ในขณะนั้นเอง อวิ๋นเมี่ยวเจินก็ลงมือแล้ว แขนเสื้อสะบัดกว้าง แสงทองที่โอบล้อมรอบกายก็เคลื่อนไหวตามใจนาง พุ่งเข้าคลุมร่างลวี่หยางในบัดดล

ลวี่หยางรีบถอนกายถอยกลับในทันที แสงทองนั้นมีนามว่า “แสงเทพ” เคลื่อนไหวโดยจิตใจ หากจิตใจสับสนก็จะเผาไหม้ตนเอง ดังนั้นเมื่อใดที่ถูกมันสาดส่องแม้เพียงเล็กน้อย อัคคีในใจก็จะลุกโชนขึ้นมาจากภายใน ทำให้ร่างกายเปล่งแสงสีทองและลุกไหม้ หากมิมีวิชาระงับยับยั้ง เพียงชั่วเวลาหนึ่งถึงสามเค่อ ย่อมต้องกลายเป็นเถ้าธุลีแห่งเคราะห์กรรมกองหนึ่งอย่างแน่นอน

“ไป!”

เพียงความคิดหนึ่งผุดขึ้น ลวี่หยางก็ปล่อยเคล็ดเวทแสงโลหิตแปรเทพอสูรพุ่งขึ้นต้านทาน สายโลหิตเพลิงคุโชนขึ้นไปยันแสงทองที่กำลังทาบลง สองฝ่ายประจันค้างกลางอากาศ

อวิ๋นเมี่ยวเจินเห็นดังนั้นก็ยกนิ้วแตะหว่างคิ้วเบาๆ

ชั่วขณะเดียว แก่นกระบี่ก็ปรากฏขึ้น ลอยไปดุจแสงวาบหายวับไป ก่อนจะโผล่เหนือศีรษะลวี่หยาง แล้วฟันลงตรงๆ

เสียงโลหะปะทะกันดังก้อง!

ปราณกระบี่คำรามก้องพุ่งลงมา ทว่าแก่นกระบี่เสวี่ยหยางของลวี่หยางกลับถูกกันเอาไว้นอกแดนสวรรค์น้อย ทำได้เพียงถอนหายใจ ก่อนจะอัญเชิญกระจกวิเศษวายุอสนีขึ้นมาด้านหลัง

กระจกไท่เซียว!

เพียงเห็นผิวกระจกสั่นไหว ชั่วพริบตาก็มีวายุและอสนีตามมา “ปราณวายุอสนีไท่เซียว” ภายในกระจกพลันม้วนตัวก่อเกิดเป็นสายฟ้าหลายสาย สายฟ้าแรงกล้าผสมกับลมเย็นยะเยือก ก่อเกิดเป็นวังวนกลืนรั้ง กระชากเอาแก่นกระบี่ของอวิ๋นเมี่ยวเจินไว้แน่น กระแสสายฟ้าและพายุค่อยๆ กัดกร่อนปราณกระบี่ที่ห่อหุ้มแก่นกระบี่นั้นทีละน้อย

อวิ๋นเมี่ยวเจินเห็นดังนั้นกลับไม่เร่งร้อน เพียงหัวเราะเย็น

แม้นางจะเด็ดเดี่ยว แต่หาได้เป็นผู้บุ่มบ่ามไม่ ตั้งแต่ยังไม่เข้าตลาด และก่อนจะลงมือกับลวี่หยาง นางก็สืบข่าวคราวของเขาไว้จนถี่ถ้วนแล้ว

ค่ายกล หรือแม้แต่กระจกไท่เซียว นางล้วนคาดการณ์ไว้หมดแล้ว

บัดนี้นางใช้กระบี่เร้นสวรรค์เลี่ยงค่ายกลได้สำเร็จ อีกทั้งยังให้แก่นกระบี่ฉุดรั้งกระจกไท่เซียวไว้ อวิ๋นเมี่ยวเจินก็ยิ่งมั่นใจว่าชัยชนะอยู่ในกำมือ จึงตัดสินใจลงมือปิดฉากในคราเดียว

เสี้ยวอึดใจถัดมา อวิ๋นเมี่ยวเจินก็สั่นสะเทือนแสงเงินและแสงหยกที่วนรอบกายพร้อมกัน แสงทั้งสองนี้คือ “แสงปราณ” และ “แสงแก่นแท้” สายแรกสามารถทำลายปราณทั้งปวงใต้หล้า ส่วนสายหลังสามารถฟาดฟันเหล็กกล้าและกระดูกที่แข็งแกร่งได้ ขณะนี้ทั้งคู่ถูกรวมเข้ากัน กลายเป็นแสงกระบี่ใสแจ๋วคมกริบดุจกระจก พุ่งฟาดลงมายังลวี่หยาง!

“ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์สายตรงแห่งนิกายกระบี่...”

ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ อวิ๋นเมี่ยวเจินหาใช่ดอกไม้ในเรือนแก้วไม่ นางเชี่ยวชาญทั้งกลยุทธ์และการจับจังหวะลงมืออย่างแม่นยำ

ในสภาพเช่นนี้ นางยังครอบครองมหาวิชาเทพสายหนึ่ง

แม้ยังมิได้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ แต่ก็เหลือเพียงก้าวสุดท้ายในการหลอมรวม กล่าวได้ว่านางได้ครอบครองวิชาเทพทั้งสามสายซึ่งเป็นส่วนประกอบครบถ้วนแล้ว

เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้ ลวี่หยางยังห่างไกลนักในความสำเร็จแห่ง เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา

วิชาเทพสายสุดท้าย ยันต์เทวโองการไท่เวย ของเขายังติดอยู่ที่คอขวด ไม่อาจก้าวหน้าได้ กระทั่งสามวิชาเทพยังไม่ครบถ้วน จะหวังถึงขั้นหลอมรวมก็ยิ่งไม่อาจเอื้อมถึง

“หากเป็นการประลองวิชา ข้ามิใช่คู่มือของนาง...”

ลวี่หยางรู้ซึ้งชัดเจน ข้อเท็จจริงคือเขาไม่ถนัดการประลองวิชาเสียแต่แรก สิ่งที่เขาถนัดคืออาศัยพลังขั้นสูงกว่ากดข่มศัตรูขั้นต่ำกว่า

ทว่าสถานการณ์ตอนนี้เล่า?

อวิ๋นเมี่ยวเจินอยู่ชั้นเก้าของรวมลมปราณ ส่วนเขาเพียงชั้นแปด อย่าว่าแต่สู้กันในระดับเดียวกันเลย แม้แต่ตอนนี้เขาก็กำลังจะฝืนใช้ชั้นต่ำท้าทายผู้ที่เหนือกว่า ซึ่งมิใช่แนวทางที่เขาถนัดเลยแม้แต่น้อย

หากเป็นเมื่อหลายเดือนก่อน เกรงว่าข้าคงต้องเลือกเริ่มใหม่...

แต่บัดนี้ สถานการณ์กลับมีความเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่ง

เสี้ยวอึดใจถัดมา เผชิญหน้ากับสองแสงกระบี่ที่อวิ๋นเมี่ยวเจินฟาดลง ลวี่หยางก็สะบัดมือโยนยันต์สองแผ่นออกไป ระเบิดออกกลางอากาศตามเสียง

ตูม!

เสียงระเบิดดังสนั่น สายฟ้าหนึ่งเส้นกับปราณกระบี่หนึ่งสายพุ่งทะลุออกมา ต้านรับคมกระบี่ที่กำลังฟาดลงมาได้อย่างฉิวเฉียด!

“ยันต์ระดับเก้า!?”

คิ้วตาอวิ๋นเมี่ยวเจินกระตุกเล็กน้อย แต่ก็คืนสู่ความสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว “เพียงสองแผ่นเท่านั้น ย่อมเป็นแค่หยดน้ำดับไฟ เจ้าจะมียันต์ได้กี่แผ่นกัน?”

ในฐานะศิษย์สายตรงแห่งนิกายกระบี่ แม้นางมิได้ศึกษาศาสตร์ยันต์ แต่ก็มิได้แปลกหน้าแต่อย่างใด ยันต์ที่มีลำดับ แม้เพียงระดับเก้า หากผู้บำเพ็ญเพียรขั้นปลายของรวมลมปราณคิดจะวาดขึ้น ก็ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็ม และยังต้องละทิ้งกิจอื่นทั้งหมด มุ่งเขียนยันต์เพียงอย่างเดียวจึงจะสำเร็จ

ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่ายันต์ในมือลวี่หยางย่อมไม่เกินนับนิ้ว...

แต่เพียงอึดใจ ลวี่หยางก็สะบัดมืออีกครั้ง

ภาพที่ทำให้อวิ๋นเมี่ยวเจินถึงกับเบิกตาโพลงก็ปรากฏ   แผ่นที่สอง ที่สาม ที่สี่...ต่อเนื่องเป็นนับสิบ นับร้อย แพร่วางเกลื่อนเต็มท้องฟ้า!

เบื้องหลังยันต์มหาศาลนั้น ลวี่หยางยังสั่นสะบัดธงหมื่นวิญญาณ เหล่าวิญญาณธงยังคงเร่งผลิตยันต์อย่างไม่หยุดยั้ง

“จะมีกี่แผ่นน่ะหรือ? อย่าเอาผลผลิตเล็กน้อยจากโรงงานส่วนตัวของผู้บำเพ็ญเพียรมาวัดกับข้าเลย ข้าจะให้เจ้าลองลิ้มพลังของสายการผลิตโรงงานอุตสาหกรรมอำมหิตให้ดู!”

สิ้นเสียง แผ่นยันต์เคลื่อนไหวพร้อมกัน

วินาทีนั้นเอง ปราณกระบี่และสายฟ้าส่องประกายประสานกัน สว่างไสวทั่วแดนสวรรค์น้อย! และสิ่งที่ถูกส่องสว่างพร้อมกันนั้น ก็คือใบหน้าของอวิ๋นเมี่ยวเจินที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงจนบิดเบี้ยว!

จบบทที่ บทที่ 51 คัมภีร์โอสถทองคำไท่อี้

คัดลอกลิงก์แล้ว