- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 36 ตลาดเขาหัวกะโหลก
บทที่ 36 ตลาดเขาหัวกะโหลก
บทที่ 36 ตลาดเขาหัวกะโหลก
บทที่ 36 ตลาดเขาหัวกะโหลก
ด้วยความเข้าใจในตัวจ้าวซวี่เหอจากหลายชาติภพที่ผ่านมา ลวี่หยางจึงสามารถสนิทสนมกับเขาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้จ้าวซวี่เหอรู้สึกถึงความเคารพจากผู้อื่นที่ไม่ได้รับมานาน
พูดกันตามตรง... เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้มาหลายปีแล้ว
นับตั้งแต่ราคาหุ่นกระบอกตายแทนพุ่งทะยานแล้วทรุดฮวบลง เกาะพันหลงก็หายสาบสูญอย่างลึกลับ จนแม้แต่จ้าวยอดเขาปะสานฟ้ายังไม่อาจคำนวณเหตุและผลได้ ชีวิตเขาก็ยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
เริ่มจากอาจารย์ที่ผิดหวังในตัวเขามากขึ้นทุกวัน ต่อมาก็พลังฝีมือที่หยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เวลาล่วงผ่านไปถึงสิบปีเขายังอยู่เพียงขอบเขตรวมลมปราณชั้นกลาง ไม่อาจฝ่าคอขวดขึ้นไปได้ หากจะพูดว่ามีเรื่องดีอยู่บ้าง ก็คงเป็นตอนที่อาจารย์เห็นว่าเขาเสื่อมถอยเกินเยียวยา จึงได้ยกเลิกสัญญาหมั้นหมายระหว่างเขากับศิษย์น้องหญิง
โลกนี้แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน น้ำใจคนก็พลิกผันตาม ลำพังสิบปีนี้ จ้าวซวี่เหอก็ลิ้มรสทุกสิ่งอย่างครบถ้วนแล้ว…
ดังนั้นเมื่อจ้าวซวี่เหอได้ยินว่าลวี่หยางสามารถ ออกจากตลาดได้ทัน ตอนที่ราคาหุ่นกระบอกตายแทนพุ่งถึงจุดสูงสุด จนร่ำรวยจนไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกต่อไป ดวงตาของเขาก็ยิ่งแดงกล่ำด้วยความอิจฉา
“เฮ้อ...ศิษย์น้อง เจ้าจิตมั่นคงแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวด้วยทรัพย์สมบัติ ความสำเร็จในอนาคตมิอาจจะคาดเดาได้ น่าเสียดายที่ข้าในตอนนั้นไม่มีจิตดั่งเจ้าบ้าง...”
“ศิษย์พี่อย่าได้ดูแคลนตนเองเลย”
ลวี่หยางเอ่ยเสียงแผ่วปลอบ “เรื่องโชคชะตา หาใช่สิ่งที่จะชี้ขาดได้ภายในวันเดียว เพียงท่านตั้งใจเดินบนหนทางแห่งเซียน ความล้มเหลวชั่วคราวนั้นนับว่าสำคัญอะไรเล่า?”
“เจ้าว่าก็ถูก”
จ้าวซวี่เหอพยักหน้าเล็กน้อย คล้ายมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง จากนั้นก็เหลือบตามองลวี่หยางแวบหนึ่ง เปิดปากเหมือนจะพูดอะไร...แต่กลับไม่เอ่ยออกมา
ท่าทีเช่นนั้น ในสายตาของลวี่หยางก็มิอาจปิดบังได้อีก
นี่มัน...คิดจะยืมเงินชัดๆ
ลวี่หยางยิ้มบาง ๆ หากจ้าวซวี่เหอไม่เอ่ยปาก เขาย่อมไม่คิดจะพูดขึ้นมาก่อน เพราะหากได้มาง่ายเกินไป อีกฝ่ายย่อมไม่รู้จักทะนุถนอม
ทว่าในขณะนั้นเอง จู่ ๆ บนเรือบินก็พลันมีเสียงดังขึ้นมา
“ถึงเขาหัวกะโหลกแล้ว!”
ชายแดนเหนือ เขาหัวกะโหลก
แม้จะเรียกว่า เขา แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดตัวนับหลายร้อยลี้ ยอดเขาเรียงรายราวกับสุมรวมกัน คลื่นภูผาโหมกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด ทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยพลังวิญญาณ
เหตุที่นิกายศักดิ์สิทธิ์เลือกสร้างตลาดแลกเปลี่ยนไว้ที่นี่ ก็หาใช่ไร้เหตุผล แม้จะเทียบไม่ได้กับทะเลเมฆเชื่อมฟ้าทางใต้ แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทั่วไป ที่นี่นับว่าเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว และ ณ ใจกลางของเทือกเขา ยังมีถ้ำแห่งหนึ่งชื่อ ถ้ำกระดูกขาว ตลาดของนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็ตั้งอยู่ในนั้นเอง
“ฮวงจุ้ยของที่แห่งนี้...เป็นแหล่งพลังหยินอย่างที่สุด”
บนดาดฟ้าเรือบิน ลวี่หยางทอดสายตามองลงไปยังเส้นชีพจรปฐพีของเขาหัวกะโหลกอย่างประหลาดใจ “แค่ฝังศพผู้บำเพ็ญเพียรไว้ตรงนี้ อีกไม่เกินสิบปี...ก็ต้องกลายเป็นซากผีฟื้นคืนชีพแน่”
“สายตาแหลมคมดั่งเพลิงเรืองรองทีเดียว...ศิษย์น้อง”
ประกายรุ้งสาดส่อง ทันใดนั้น เซียนเฟยเสีย ก็ปรากฏกายออกมาจากเรือ นางสวมเสื้อคลุมขนนกบางเบา ลวดลายระยิบไหวพลิ้วไสว พลางก้าวเท้าออกมาด้วยท่วงท่าราวภาพฝัน
“ดังนั้นนิกายศักดิ์สิทธิ์จึงส่งพวกเรามาประจำการ ณ เขาหัวกะโหลกแห่งนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของตลาดนั่นเอง”
“ตามที่ศิษย์น้องกล่าว ด้วยเหตุที่ภูมิแผ่นดินแห่งนี้มีลักษณะพิเศษ เขาหัวกะโหลกจึงจะปรากฏคลื่นซากศพขนาดใหญ่ออกมาทุก ๆ สามสิบปี พวกมันคือศพซึ่งปราศจากสติสัมปชัญญะ มีเพียงสัญชาตญาณในการกลืนกินสิ่งมีชีวิตเท่านั้น เรื่องนี้แม้จะถือเป็นภัยของเขาหัวกะโหลก...แต่ในอีกแง่ก็เป็นโอกาสเช่นกัน เพราะศพเหล่านั้นต่างก็เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับใช้หลอมสมบัติเช่นกัน”
กล่าวจบ เซียนเฟยเสียก็เอ่ยต่อทันที
“ภายในตลาดมีการลงค่ายกล ร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ เอาไว้ มีทั้งหมดสี่จุดสำคัญของค่ายกล ตำแหน่งสองจุดแรกให้สหายเต๋าลู่และสหายเต๋าเฉินรับผิดชอบ อีกสองจุด...ศิษย์น้องกับข้าคนละจุดเป็นไร?”
“ศิษย์น้องขอน้อมรับคำสั่ง”
สิ้นเสียงคำตอบ เซียนเฟยเสียก็พยักหน้าเบา ๆ แต่แล้วก็คิ้วขมวดเล็กน้อย พลันหันไปมอง จ้าวซวี่เหอ ที่ยืนตาค้างเบิกกว้างอยู่ข้างลวี่หยาง สีหน้าราวไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เห็น
“อะไรหรือ?” ลวี่หยางเอ่ยอย่างอยากรู้ “ศิษย์พี่รู้จักศิษย์พี่จ้าวด้วยหรือ?”
“...ไม่รู้จักหรอก”
เซียนเฟยเสียเบนสายตากลับอย่างเย็นชา มิได้มองจ้าวซวี่เหออีก แต่กลับหันมายิ้มอ่อนโยนให้กับลวี่หยางแทน
“จากนี้คงต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับศิษย์น้องแล้ว”
กล่าวจบ นางก็เหินกายออกไปพร้อมแสงรุ้งสายหนึ่ง
ส่วนจ้าวซวี่เหอกลับยืนค้างอยู่ที่เดิม สีหน้าสลับซับซ้อน เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มคาดเดาได้แล้วว่า ลวี่หยางซึ่งสามารถมานั่งประจำการในตลาดแห่งนี้ได้ ความสามารถที่แท้จริงย่อมไม่ใช่แค่ระดับกลางของขอบเขตรวมลมปราณอย่างที่ตนสัมผัสได้แน่
“ศิษย์พี่จ้าว?”
เสียงของลวี่หยางดังขึ้น ทำให้ร่างของจ้าวซวี่เหอชะงักค้างทันที
เขาฉายแววทั้งยินดีและเศร้าสร้อยบนใบหน้า ขยับริมฝีปากเล็กน้อย ทว่าไร้สุ้มเสียงใดๆ เอ่ยออกมา ท่วงท่าของเขาในที่สุดก็น้อมนอบขึ้นอย่างชัดเจน กล่าวเสียงแจ่มชัดว่า
“ท่านผู้ใหญ่…”
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ อย่างจนใจ “ศิษย์พี่จ้าว ข้ายังมีราชการต้องจัดการ หากวันหน้าประสบความยากลำบากใด ก็ติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ”
เอ่ยจบ เขาก็เหินแสงจากไป
เหลือเพียงจ้าวซวี่เหอที่ยืนค้างอยู่ ณ ที่เดิม สีหน้าเปลี่ยนแปรไม่แน่นอน อารมณ์หลากหลายที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ล้วนหายวับไปอย่างรวดเร็ว ที่ยังคงเหลืออยู่ในแววตา มีเพียงความคิดคำนึง
“ดูเหมือนจะเริ่มระแวงข้าแล้ว นี่เพราะข้ารุกเร็วเกินไปกระมัง”
เมื่อเข้าสู่ตลาด ลวี่หยางหวนคิดถึงปฏิกิริยาของจ้าวซวี่เหอเมื่อครู่ ก็อดหัวเราะเบาๆ มิได้ “ไม่ผิดจากที่ข้าคาดไว้ เขามาที่ตลาดแห่งนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่”
“ดี... ดีมาก!”
“ชาตินี้... ข้าต้องนับเขาเป็นสหายสนิท!”
ลวี่หยางหาได้หวาดหวั่นต่อความระแวงของจ้าวซวี่เหอไม่ เพราะสิ่งที่เขามีนั้นคือความอดทนอย่างเพียงพอ
หากจำเป็นจริงๆ ต่อให้ต้องสละชีวิตในชาติปัจจุบัน เขาก็พร้อมจะทำเพื่อให้กลายเป็นสหายแท้ของจ้าวซวี่เหอตลอดชีวิต ใช้การสานสัมพันธ์นั้นแลกเปลี่ยนข่าวสาร เพื่อปูทางไว้สำหรับชาติหน้า!
ระหว่างคิดใคร่ครวญ ลวี่หยางก็เดินทางมาถึงหน้าหอคอยแห่งหนึ่ง
สถานที่แห่งนี้ คือหนึ่งในสี่จุดสำคัญของค่ายกลใหญ่ทั่วตลาดแห่งนี้ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นที่สุดในเขาหัวกะโหลก ราวกับมีระดับใกล้เคียงสามในสิบส่วนของถ้ำบำเพ็ญแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว
“แผนภาพค่ายกลกระบี่ธาราสวรรค์ชำระโลหิต เปิด!”
ลวี่หยางสะบัดแขนเสื้อยาว แก่นกระบี่เสวี่ยหยางลอยเข้าไปภายในหอคอย ครองจุดศูนย์กลางของค่ายกล ขณะเดียวกัน ลวดลายค่ายกลสายแล้วสายเล่าก็แผ่ขยายออกมา เริ่มเข้ามาแทนที่ลวดลายดั้งเดิมทีละชั้น
แม้ว่า “ค่ายกลร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ” ที่ใช้ควบคุมตลาดแห่งนี้ จะมีความอัศจรรย์ลึกล้ำยิ่งกว่าค่ายกลกระบี่ธาราสวรรค์ชำระโลหิต แต่เหตุผลสองประการทำให้ลวี่หยางไม่เลือกพึ่งพาค่ายกลดั้งเดิมนั้น
หนึ่งคือ... เขาครอบครองเพียงจุดศูนย์กลางค่ายกลแค่หนึ่งในสี่ตำแหน่งเท่านั้น
สองคือ... ในฐานะจอมค่ายกลแล้ว ลวี่หยางไม่ชอบฝากชีวิตและความลับของตนไว้ในค่ายกลที่คนอื่นเป็นผู้วางเอาไว้
“เพราะข้าน่ะ... มีความลับอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว…”
“ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดเขาหัวกะโหลกแห่งนี้ก็ตั้งมายาวนานแล้ว ค่ายกล ‘ร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ’ ถึงจะสูงส่งลึกล้ำเพียงใด แต่ประสิทธิภาพของมันก็กลายเป็นที่รับรู้กันทั่วแล้ว”
เมื่อข้อมูลเบื้องลึกแพร่งพรายออกไปมากเท่าใด ก็ยิ่งตกเป็นเป้าเล่นงานของผู้อื่นได้ง่ายเท่านั้น…
ดังนั้น...หากวันใดมีผู้แข็งแกร่งระดับสูงบุกเข้าโจมตีตลาดเขาหัวกะโหลกจริง ค่ายกล “ร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ” นี้ก็คงมิอาจใช้ป้องกันได้ เพราะอีกฝ่ายย่อมเตรียมวิชาเทพที่ใช้คลี่คลายค่ายกลไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในยามนั้น... ค่ายกลนี้อาจไร้ซึ่งประโยชน์โดยสิ้นเชิง
แม้จะคิดเช่นนั้น ลวี่หยางก็หาได้ละทิ้งค่ายกลไปโดยตรงไม่ หากแต่เปิดพื้นที่ใหม่ขึ้นภายในตัวหอแถบกลาง สร้างค่ายกลซ้อนอยู่ภายในอีกชั้นหนึ่ง ถือเป็นไพ่ตายที่แอบซ่อนไว้
เมื่อจัดแจงทุกสิ่งเสร็จสิ้น ลวี่หยางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อกว้าง ตั้งชื่อหอนี้ว่า ‘หออาภรณ์โลหิต’ ถือเป็นการปักหลักลงรากในตลาดเขาหัวกะโหลกอย่างเป็นทางการ และเป็นที่รู้จักของผู้อื่นในฐานะเจ้าของหอนี้
ทันใดนั้น ก็มีแสงเร้นร่างสิบกว่าสายพุ่งลอยมาถึง
ผู้มาเยือนเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกจัดสรรมาให้อยู่ในพื้นที่ของลวี่หยาง ระดับการบำเพ็ญโดยทั่วไปอยู่ที่ขั้นรวมลมปราณต้นถึงกลาง และต่างก็เป็นผู้ที่มาทำภารกิจในตลาดแห่งนี้ทั้งสิ้น
เมื่อแสงเร้นร่างทั้งหลายทะยานเข้าสู่หออาภรณ์โลหิตก็ทยอยจางหาย เผยให้เห็นเงาร่างของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งชายหญิง หนุ่มสาวและแก่เฒ่า ซึ่งมีรูปโฉมแตกต่างกันไป พวกเขาทุกคนล้วนแสดงสีหน้าเคารพยำเกรง ขณะก้าวขึ้นสู่แท่นหอทีละคน
ทว่าเมื่อมองไปยังข้างแท่น กลับเห็นบุรุษหนุ่มในอาภรณ์โลหิตผู้หนึ่ง ยืนเอนพิงราวกั้นอย่างสง่างาม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม สายตาเหม่อมองพวกเขาทั้งหมดเบื้องล่าง
“คารวะจ้าวหอ!”
เหล่าศิษย์ไม่กล้าละเลย ต่างค้อมกายคารวะพร้อมเพรียง แม้ภายในนิกายศักดิ์สิทธิ์จะสามารถเรียกขานกันว่า ‘ศิษย์พี่ศิษย์น้อง’ ได้ ทว่าหากอยู่นอกนิกายแล้ว ก็ยังต้องเรียกขานตามตำแหน่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นี้ยังเป็นศิษย์พี่ขั้นรวมลมปราณชั้นปลาย!
ขั้นรวมลมปราณ แบ่งเป็นต้น กลาง ปลาย และสมบูรณ์ ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเพียงสี่ขอบเขตย่อย ทว่าช่องว่างระหว่างพวกมันสามารถที่จะเรียกได้ว่าเหวลึกโดยสิ้นเชิง
“ไม่ต้องมากพิธี”
ลวี่หยางทอดสายตามองแถวเงาร่างเบื้องล่างก่อนพยักหน้าอย่างพึงใจ พลางคิดในใจอย่างเงียบงัน
“ไม่เลว เพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกวัวควาย ไม่มีผู้มีฝีมือสักคน”
ในนิกายศักดิ์สิทธิ์นั้น แม้เรื่องอื่นจะไม่รับรอง แต่สภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญเพียรกลับจัดได้ว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ออกมาประจำการภายนอกจึงมักมีอยู่สองพวก หนึ่งคือผู้ที่มุ่งมั่นวางรากฐานเช่นเขากับเซียนเฟยเสีย อีกหนึ่งก็คือพวกที่พรสวรรค์ต่ำ วัยวุฒิสูง ไม่มีทรัพย์สิน ต้องดิ้นรนเพราะใช้ชีวิตในนิกายไม่รอด อย่างเช่นคนตรงหน้าเหล่านี้
“หากข้าประสงค์ เพียงหนึ่งคนหนึ่งกระบี่ ก็สามารถสังหารทั้งหมดได้อย่างสิ้นซาก…”
สำหรับบางคนที่มีใจสร้างอำนาจ พวกเขาอาจรู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์ทำนองนี้ ทว่าลวี่หยางกลับเห็นว่ายอดเยี่ยมยิ่ง บรรยากาศแห่งความอ่อนแอเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกวางใจ...
“แยกย้ายกันไปเถิด เรื่องเล็กน้อยตัดสินกันเอง ไม่ต้องมารบกวนข้า”
ลวี่หยางเอ่ยคำสั่งส่งแขกอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ปิดผนึกหออาภรณ์โลหิต ตั้งใจจะบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ รอจนกว่าโอกาสวางรากฐานจะปรากฏ!