เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา + บทที่ 38 สำนักเสินอู่

บทที่ 37 เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา + บทที่ 38 สำนักเสินอู่

บทที่ 37 เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา + บทที่ 38 สำนักเสินอู่


บทที่ 37 เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา

“เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรานี่ช่างยากยิ่งนัก...”

ลวี่หยางขมวดคิ้วแน่น ขณะมองคัมภีร์ลับวิชาเทพเบื้องหน้า หลังจากปิดด่านฝึกเพียงคืนเดียวก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “มหาวิชาเทพ มิใช่ผู้ที่มีพลังวิชาอันยิ่งใหญ่มิอาจจะทำได้ คือจุดสูงสุดของวิชาเทพ”

คำว่า “มหาวิชาเทพ” นั้น แท้จริงมิใช่ระดับของวิชาเทพ แต่เป็นวิธีการใช้งานในเชิงประสานกัน กล่าวอย่างง่าย คือ การนำวิชาเทพชั้นสูงที่สอดคล้องกันหลายสาย มาผสานเป็นหนึ่งเดียว ให้เกิดพลานุภาพที่สูงกว่าเดิมหลายสิบเท่า จึงเรียกว่ามหาวิชาเทพ

เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา ก็คือเช่นนั้น การจะฝึกฝนเคล็ดวิชาเทพนี้ให้สำเร็จ ต้องเชี่ยวชาญวิชาเทพชั้นสูงสามสาย ได้แก่ เวทแสงโลหิตแปรเทพอสูร, มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณ, และ ยันต์เทวโองการไท่เวย ซึ่งทั้งสามวิชา ล้วนยากยิ่งนัก ยากจะฝึกสำเร็จหากไร้ซึ่งโชควาสนาอันยิ่งใหญ่

นี่เองคือลักษณะร่วมของมหาวิชาเทพทุกสาย

หาใช่เพียงอยากฝึกก็สามารถฝึกได้ จำต้องอาศัยหนึ่งคือ สติปัญญา, สองคือ โชควาสนา, สามคือ บุญญาบารมี หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ล้วนต้องพังพินาศ

ว่ากันเพียงแค่ วิชาเทพบทแรก แสงโลหิตแปรเทพอสูร

แค่บทเดียวนี้ก็ไม่รู้ว่าตรึงตายผู้บำเพ็ญเพียรไปมากเท่าไรแล้ว เพราะว่าการฝึกฝนด้วยการลอกหนังตนเองนั้น เท่ากับเป็นการตัดขาดหนทางสู่เซียนเสียเอง ต่อให้ฝึกสำเร็จ ก็ไร้ความหมายใดโดยสิ้นเชิง

ส่วน วิชาเทพบทที่สอง มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณ กลับไม่ได้มีผลข้างเคียงร้ายแรงถึงเพียงนั้น ความยากอยู่ที่วัตถุภายนอกต่างหาก เพราะการจะฝึกวิชานี้ให้สำเร็จได้ จำต้องอาศัย หยกวิเศษเสวียนพิ่นไท่อิน เป็นสื่อกลาง หากไม่มีสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ ต่อให้ท่านมีพลังบำเพ็ญสูงส่งเพียงใด หรือมี สติปัญญา สูงส่งปานใด ก็ไม่อาจฝึกสำเร็จได้

แต่เจ้ากรรม... หยกวิเศษเสวียนพิ่นไท่อิน นี้กลับหายากอย่างถึงที่สุด

หายากเพียงใดน่ะหรือ? พูดได้คำเดียว แม้แต่ในสารบัญแลกเปลี่ยนของนิกายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีสมบัตินี้ปรากฏอยู่... ต่อให้ท่านมีแต้มคุณูปการมากมายเพียงใดก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี

ด้วยขุมทรัพยากรของนิกายศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่เพียงนั้น ยังไร้เงาสิ่งของชิ้นนี้

จึงเห็นได้ชัดว่า การจะฝึก วิชาเทพบทนี้ ให้สำเร็จได้นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับโชควาสนาและบุญบารมีของผู้บำเพ็ญเพียรโดยแท้ หากไร้วาสนา แม้ท่านจะเสาะหาไปทั่วใต้หล้าก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ ลวี่หยางจึงเพียงเหลือบมองแวบเดียว ก่อนจะตัดใจละทิ้งอย่างเด็ดขาด หันไปพิจารณา วิชาเทพบทที่สาม ยันต์เทวโองการไท่เวย แทน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้แต่ถอนใจคือ ถึงแม้ว่าวิชาเทพบทนี้จะไม่ต้องพึ่งพาสมบัติล้ำค่าใด และไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง แต่กลับ…ยากเย็นอย่างที่สุด

ลวี่หยางนั่งดูอยู่ทั้งคืน กลับแทบไม่ได้อะไรติดมือ

“คล้ายจะเป็นค่ายกล แต่ก็คล้ายจะเป็นยันต์ กลับถูกจัดให้เป็นวิชาเทพ… การจะเรียนรู้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ สติปัญญา ล้วนๆ ถ้าเรียนไม่ได้…ก็คือเรียนไม่ได้จริงๆ...”

คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ขยี้หัวตนเองอีกครั้ง พลางฮึดฮัดในใจ

“ขนาดค่ายกลที่ยากขนาดนั้นข้ายังฝ่าไปได้ วิชาเทพกระจอกๆ บทเดียวมันจะขวางข้าได้นานแค่ไหนกัน! อย่างมากก็แค่เสียเวลาอีกยี่สิบปี…ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะต้องเรียนเจ้าให้สำเร็จ!”

เหตุผลที่ เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา สามารถทำให้ลวี่หยางมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ ก็เพราะ มหาวิชาเทพบทนี้ช่างเย้ายวนใจอย่างยิ่ง จนเขาไม่อาจตัดใจละทิ้งได้เลย

แสงโลหิตแปรเทพอสูร นั้นร้ายกาจถึงเพียงใดไม่ต้องเอ่ยถึง ส่วน มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณ ก็อำมหิตไม่แพ้กัน ขอเพียงดึงปราณของผู้ใดมาได้ แล้วควบแน่นกลายเป็น “เงาวิญญาณ” ก็สามารถฟันสังหาร “เงาวิญญาณ” นั้นเพื่อสังหารศัตรูผู้นั้นได้โดยตรง แม้จะอยู่ห่างกันพันลี้ ก็ยังหนีความตายไม่พ้น

ส่วน ยันต์เทวโองการไท่เวย ยิ่งเกินกว่าคำว่าร้ายกาจ

เมื่อยันต์นั้นสมบูรณ์ จะไม่ทำลายร่างกาย ไม่สังหารจิตวิญญาณ หากแต่ทะลวงทำลายคุณความดีและโชควาสนาโดยตรง ต่อให้เป็นผู้ที่ถูกสวรรค์ลิขิต ก็จะกลายเป็นตัวซวยในทันทีที่โดนวิชานี้

แน่นอนว่า สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดคือ สามวิชาเทพรวมเป็นหนึ่งเดียว

และนั่นเองก็คือผลลัพธ์สำคัญที่สุดที่ทำให้ลวี่หยางตัดใจจากเคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทราไม่ได้

เพราะมันสามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่าด่านเข้าสู่ขั้นวางรากฐานได้!

เพียงจุดนี้จุดเดียว ลวี่หยางก็ไม่มีทางยอมพลาดวิชาเทพบทนี้เป็นอันขาด!


กาลเวลาผันผ่าน ดั่งลูกศรแหวกอากาศ

พริบตาเดียว ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนไปแล้วถึงห้ารอบ...

ภายในหออาภรณ์โลหิต ลวี่หยางยืนพิงราวมองฟ้า โคจรพลัง คัมภีร์เก้าแปรมังกร อย่างเงียบงัน หายใจเข้าออกคล้ายกลืนกินกลุ่มเมฆหมอก ร่างกายแปรเปลี่ยน แสดงให้เห็นนิมิตอัศจรรย์นานัปการ

การแปรผันลำดับที่แปด แปรมายาอสูรสมุทร!

แม้เส้นชีพจรปฐพีของเขาหัวกะโหลกจะไร้ซึ่งพลัง แต่ลวี่หยางมีทรัพย์สินล้นหลาม กักตุนศิลาวิญญาณไว้เป็นจำนวนมากตั้งแต่ต้น การบำเพ็ญเพียรจึงไม่ติดขัดแม้แต่น้อย

หลังจากบากบั่นมาเป็นเวลาห้าปี แม้การฝึกฝน ยันต์เทวโองการไท่เวย ยังไม่ก้าวหน้าแม้แต่น้อย แต่ในระหว่างที่เขากำลังขบคิดใคร่ครวญถึงวิชาเทพอยู่นั้น ก็เกิด สติปัญญา แล่นวาบขึ้นมาอย่างฉับพลัน ปราณแท้จริงจึงพุ่งทะลวงด่านไปได้เองโดยไม่รู้ตัว

พอเขามีสติกลับคืนมาอีกครั้ง เมล็ดพันธุ์แห่งปราณในตันเถียนก็พลันแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ปรากฏเงารูปมังกรอย่างเลือนราง

ระดับรวมลมปราณชั้นแปด!

“แม้ว่าการทะลวงจากชั้นเจ็ดมาสู่ชั้นแปด จะไม่ได้เพิ่มพูนรุนแรงเท่ากับตอนจากชั้นหกสู่ชั้นเจ็ด แต่ลมปราณและพลังวิชาก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอยู่ดี”

“ท้ายที่สุด ขอบเขตเท่านั้น...จึงเป็นรากฐานแท้จริง!”

“ไม่มีวิชาเทพแล้วอย่างไร? ด้วยพลังในตอนนี้ของข้า แม้แต่ศิษย์สายตรงในขั้นกลางของการรวมลมปราณ ข้าก็สามารถข้ามขอบเขตไปฆ่ามันได้!”

“ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...ยังมีการแปรผันลำดับที่เก้าเหลืออยู่อีก...”

ในใจลวี่หยางพลันเร่าร้อน การแปรผันลำดับที่เก้า แปรปลามังกร สามารถใช้ทะลวงคอขวดได้โดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง...หากเขาทะลวงสู่ ขั้นรวมลมปราณชั้นเก้า ได้สำเร็จ ก็สามารถทะลวงสู่ความสมบูรณ์ได้ในทันที!

“หนทางเซียนอยู่แค่เอื้อม...สมควรแก่การเฉลิมฉลองสักคราแล้ว!”

เมื่อนึกถึงตรงนี้ สีหน้าของลวี่หยางก็พลันแจ่มใส เงามืดจากการบำเพ็ญ ยันต์เทวโองการไท่เวย ไม่สำเร็จถูกปัดเป่าไปจนหมดสิ้น แล้วเดินออกจากห้องบำเพ็ญเพียรอย่างอารมณ์ดี

ทว่า...ก่อนจะออกไป ลวี่หยางกลับใช้ เคล็ดวิชาเก็บลมปราณ เสียก่อนหนึ่งครั้ง

เพียงเสี้ยวลมหายใจ ลมปราณที่เพิ่งพุ่งทะลุจนทรงพลังเมื่อครู่พลันม้วนกลับ ซ่อนเร้นไม่ให้เผยออกมา กลับกลายเป็นเพียงพลังในระดับ รวมลมปราณชั้นเจ็ด เพียงแค่สูงขึ้นจากห้าปีก่อนเล็กน้อยเท่านั้นเอง

“โจมตีสามส่วน สงวนไว้เจ็ดส่วน...ไพ่ตายพวกนี้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี”

ไม่นานหลังจากนั้น เหล่าศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ภายใต้การดูแลของหออาภรณ์โลหิตก็แห่กันมาทันที ทุกคนเมื่อได้เห็นลวี่หยาง ต่างไม่เอ่ยคำใด รีบก้มกราบทำพิธีคารวะอย่างพร้อมเพรียง

“ขอแสดงความยินดีกับจ้าวหอที่ออกจากการปิดด่าน!”

“ลุกขึ้นเถอะ” ลวี่หยางโบกมือลวก ๆ อย่างไม่ใส่ใจ แล้วเอ่ยถามต่อว่า “ตลอดห้าปีที่ข้าปิดด่านมา มีเรื่องวุ่นวายอะไรเกิดขึ้นแถวเขาหัวกะโหลกบ้างหรือไม่?”

“กราบทูลจ้าวหอ ไม่มีเลยขอรับ”

ศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยวัยชราก้าวออกมาอย่างกระตือรือร้น “มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ศิษย์ของสำนักเสินอู่ชายแดนเหนือบังอาจมาท้าทายถึงที่ แต่ถูกเซียนหญิงเฟยเสียทุบตีกลับไปขอรับ”

“แล้ว หยกวิเศษเสวียนพิ่นไท่อิน ล่ะ? มีข่าวคราวบ้างไหม?”

“ตอนนี้ ยังไม่มีเลยขอรับ...”

หลังจากได้รับทราบความเปลี่ยนแปลงตลอดห้าปีที่ผ่านมาแล้ว ลวี่หยางก็โบกมือไล่ผู้คนออกไปทั้งหมด เตรียมตัวปิดด่านอีกครั้ง จนกว่า วาสนาแห่งการวางรากฐานจะปรากฏขึ้นในศึกธรรมมาร จึงจะออกมาอีกครั้ง

ทว่าในขณะนั้นเอง ลำแสงที่ราวกับเมฆาสายรุ้งก็พลันตกลงสู่ข้างหออาภรณ์โลหิต

“ศิษย์น้องลวี่ ข้าขอพบสักคราเถิด”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลวี่หยางก็ปล่อยจิตเทวะออกไปกวาดตรวจ แล้วรีบลุกขึ้นต้อนรับทันที กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ต้องให้ศิษย์พี่ลำบากมาด้วยตนเอง ข้าน่าจะเป็นฝ่ายไปเยือนเสียเองจึงจะถูก”

“ศิษย์น้อง เกิดเรื่องแล้ว”

เพียงเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเซียนหญิงเฟยเสียก็บอกให้รู้ว่าเรื่องไม่ธรรมดา นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เมื่อเร็วๆนี้ เครื่องมือสำรวจปฐพีตรวจพบว่า คลื่นซากศพ ซึ่งควรจะปะทุขึ้นในอีกสิบห้าปีข้างหน้า กลับเร่งขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย!”

“ขณะนี้ มีเจียงซือนับหมื่นบุกตรงมาทางตลาดการค้า!”

“ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ หาใช่เรื่องบังเอิญไม่ หากเบื้องหลังมิได้มีผู้ชักใยอยู่ก็คงเป็นไปไม่ได้ ข้าสงสัยว่า...อาจเป็นฝีมือของพวกคนเถื่อนแห่งสำนักเสินอู่ชายแดนเหนือ”

“อะไรนะ!?”

ลวี่หยางขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ถัดจากนั้นเมื่อพบว่าเซียนหญิงเฟยเสียจ้องเขาเขม็งไม่กะพริบ คิ้วก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้นอีก “ศิษย์พี่ต้องการให้ข้าออกมือช่วยหรือ?”

“ถูกแล้ว ศิษย์น้องยินดีจะร่วมบุกฝ่าคลื่นซากศพกับข้าหรือไม่?”

เซียนหญิงเฟยเสียแย้มยิ้มกล่าวว่า “คลื่นซากศพคือภัย แต่ก็เป็นโอกาสเช่นกัน ไม่ว่าผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังจะเป็นใครก็ตาม การที่ทำให้คลื่นซากศพปะทุได้ก่อนกำหนด ย่อมต้องมีของวิเศษรองรับ!”

“เจ้ากับข้าร่วมมือกัน อาจมีโอกาสช่วงชิงสมบัตินั้นมา สำเร็จเป็นวาสนาครั้งหนึ่ง”

“แม้จะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ต้องติดอยู่ท่ามกลางคลื่นซากศพ ด้วยความสามารถของเจ้ากับข้าแล้ว ความเสี่ยงย่อมไม่สูงนัก!”

เอ่ยถึงตรงนี้ คิ้วตาของเซียนหญิงเฟยเสียก็เปล่งประกาย ผิวพรรณกระจ่างพร่างดูมีชีวิตชีวา เปี่ยมไปด้วยใจมุ่งทะยาน

ทว่า...ลวี่หยางกลับส่ายศีรษะเบาๆ

“ขออภัยศิษย์พี่... ศิษย์น้องไม่อาจเทียบกับท่านได้ พลังฝีมือยังอ่อนด้อย มิได้เรียนรู้วิชาเทพใดๆ มีเพียงความเข้าใจในค่ายกลอยู่บ้าง ยังเหมาะจะอยู่ประจำรักษาการณ์มากกว่า”

ต่อให้ความเสี่ยงจะเล็กเพียงใด...นั่นก็ยังเป็นความเสี่ยง

สุภาพชนไม่ยืนใต้กำแพงที่ใกล้พัง ในเมื่อยามนี้ตนเพียงบ่มเพาะตามลำดับขั้นก็สามารถทะลวงผ่าน ขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ ได้แน่นอน แล้วไยต้องเสี่ยงชีวิต?

ไม่คุ้มค่าเลย

เป้าหมายแรกของชาตินี้คือทะลวงผ่าน ขั้นรวมลมปราณสมบูรณ์ หากจะผาดโผนบ้าง ก็ต้องรอหลังจากบรรลุขั้นนั้นเสียก่อน ตราบที่ยังไม่ถึงเวลา ก็ควรประคับประคองเป็นหลัก

“ศิษย์น้องเจ้าไม่คิดจะไปหรือ?” พอเห็นลวี่หยางปฏิเสธ คิ้วเรียวของเซียนหญิงเฟยเสียก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย สีหน้าที่เยียบเย็นมาโดยตลอดกลับเผยแววลำบากใจออกมา ทำให้ดูเปราะบางน่าทะนุถนอมขึ้นมาในบัดดล “หนทางเซียนนั้นแสนสั้น หากคิดจะประสบความสำเร็จ ก็มีแต่ต้องตัดสินใจเด็ดเดี่ยว...ข้าเคยคิดว่าเจ้าคงเข้าใจหลักการนี้”

ลวี่หยางมีจิตแน่วแน่ประดุจเหล็กกล้า หาได้สั่นไหวไม่ “เวลานี้มิใช่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ยังต้องขอให้ศิษย์พี่หญิงโปรดเข้าใจ”

“ศิษย์น้อง...เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว”

เซียนหญิงเฟยเสียส่ายศีรษะเบาๆ อย่างผิดหวัง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็อยู่เฝ้าตลาดการค้าไปเถิด เพียงแต่ว่า...ครานั้นโอกาสแห่งวาสนา ก็จะไม่มีส่วนของเจ้าแล้ว”

“.........”

ลวี่หยางได้ยินดังนั้นก็ยิ้มบาง ไม่กล่าวตอบ

พูดตามตรง เขารู้สึกว่าเซียนหญิงเฟยเสียผู้นี้...ดูแล้วไม่เหมือนศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์เสียเท่าใด

จะพูดอย่างไรดีเล่า...นางมีความไร้เดียงสาแบบคนที่ยังไม่เคยถูกนิกายศักดิ์สิทธิ์ขัดเกลามาก่อน

มีฝูงซากศพอยู่ตรงนั้น ถึงแม้เจ้าจะคว้าได้วาสนาอันยิ่งใหญ่เพียงใด ท้ายที่สุด...มิใช่ว่าต้องหนีกลับมายังตลาดที่ข้าเฝ้ารักษาการณ์รึ?

ถึงตอนนั้น เจ้ากล่าวว่าวาสนามิได้มีส่วนของข้า แล้วล่ะก็...อย่าได้โทษข้าเลยหากต้องประกาศไปว่าพวกเจ้าทั้งกล้าหาญและเสียสละ ต่อสู้จนวาระสุดท้าย ณ แนวหน้าการต่อต้านคลื่นซากศพ...

บทที่ 38 สำนักเสินอู่

ยามอัสดง ภายในหออาภรณ์โลหิต

แสงอาทิตย์ยามอัสดงแดงฉานดั่งโลหิต ลวี่หยางค่อยๆ ปิดท้ายการหมุนเวียนลมปราณด้วยความเรียบสงบ ค่อยๆ กลั่นสกัดพลังฟ้าดินหลอมรวมเข้าสู่ตันเถียน แล้วเปลี่ยนเป็นปราณแท้หลั่งไหลไปทั่วร่าง

ปราณไหลผ่านเส้นลมปราณ ดั่งมังกรกลับคืนสู่ห้วงสมุทร

“อีกไม่นานแล้ว... ขอเพียงฝึกสำเร็จแปรรูปสุดท้ายปลามังกร แล้วรวมเก้าแปรเข้าเป็นหนึ่ง ก็จะกลั่นปราณชั้นสาม ‘ปราณสังหารมังกรแท้จริง’ จากคัมภีร์เก้าแปรมังกรได้โดยสมบูรณ์”

“เมื่อข้าฝึกสำเร็จปราณสังหารมังกรแท้จริง ก็คงถึงเวลาศึกใหญ่ระหว่างธรรมะมารเปิดฉากพอดี จังหวะเหมาะเจาะแท้ ให้ข้าได้เข้าโรมรันแย่งชิงวาสนาวางรากฐาน ณ เขาหัวกะโหลกด้วยสภาพสมบูรณ์ที่สุด มีเพียงวาสนาในการวางรากฐานเท่านั้น จึงคู่ควรแก่การเสี่ยงตาย ฝ่าฟัน ส่วนอื่นล้วนเป็นมายา...”

เมื่อสิ้นสุดการบำเพ็ญในวันนี้ ลวี่หยางก็เดินออกจากห้องสงบ

ภายนอกห้องนั้น หญิงหนึ่งผู้มีร่างสะโอดสะอง คิ้วตาคมกริบได้รออยู่เนิ่นนาน ครั้นเห็นลวี่หยางก็รีบเดินเข้ามาพร้อมส่งมอบแผ่นหยกจารึกแผ่นหนึ่ง

“สหายเต๋า วันนี้มีข่าวคราวเคลื่อนไหวของคลื่นซากศพมาส่งแล้ว”

ลวี่หยางรับแผ่นหยก ยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณมาก สหายอวิ๋น”

นางผู้นั้นก็คือ อวิ๋นเมี่ยวชิง

นางเคยเป็นศิษย์ของนิกายกระบี่หยกสวรรค์ แม้ลวี่หยางจะเรียนรู้ เคล็ดกระบี่เทียนเซียว แล้ว แต่เห็นแก่บุพเพในชาติก่อน จึงซื้อนางไว้

พูดตามตรง เดิมทีเขาเพียงรู้สึกว่า ชาติก่อนทั้งสองเคยร่วมบำเพ็ญคู่กันมาก่อน ในเมื่อไม่ได้ขัดกับผลประโยชน์ของตน เขาก็ไม่ขัดข้องจะช่วยเหลือนางเสียบ้าง อย่างน้อยตามเขามาก็ยังดีกว่าถูกศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์คนอื่นซื้อไปเป็นเตาหลอมและถูกดูดกลืนกลายเป็นเศษซาก

แต่ไม่คาดคิดเลยว่า การตัดสินใจครั้งนั้นจะกลับกลายเป็นความประหลาดใจที่น่ายินดี

บางทีอาจเพราะชาตินี้เขายังไม่เคยร่วมบำเพ็ญคู่กับนาง กลับเคารพกันดังสหาย มุ่งมั่นฝึกตน อวิ๋นเมี่ยวชิงจึงยิ่งมีใจให้เขา

“สหายเต๋า ท่านเป็นคนดี เหตุใดต้องอยู่ในนิกายมารด้วยเล่า”

อวิ๋นเมี่ยวชิงก้าวมายืนเคียงข้างลวี่หยาง กล่าวเสียงแผ่ว

“ยามนี้คลื่นซากศพปะทุขึ้นแทบทั่วสารทิศ สหายไม่ลองแสร้งตายเสีย แล้วติดตามข้าไปยังนิกายกระบี่ เพื่อเข้าฝ่ายธรรมะเสียเลย...”

กล่าวมาถึงตรงนี้ อวิ๋นเมี่ยวชิงจ้องหน้าลวี่หยาง ดวงตาคู่งามฉายแววลึกซึ้ง

ในยามที่นางสิ้นหวังที่สุด ไร้เรี่ยวแรงที่สุด บุรุษตรงหน้ากลับดึงนางขึ้นจากขุมนรก ไม่เพียงไม่ล่วงเกินนางแม้แต่น้อย ยังให้ที่พักพิงแก่ชีวิตหนึ่ง

แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมาร กลับสำรวมดั่งสุภาพชน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตลอดสิบปีที่ผ่านมา นางเฝ้ามองเขาเติบโตขึ้นทีละก้าว ฝึกตนรุดหน้ารวดเร็ว มีพรสวรรค์สูงส่ง และหล่อเหลาเสียจน.….

หากเขาได้เข้าสู่นิกายกระบี่ อนาคตอาจได้.…..

คิดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของอวิ๋นเมี่ยวชิงก็พลันแดงระเรื่อขึ้นทันใด ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงสิ่งใดอยู่

ท่าทีเช่นนั้น ทำให้ลวี่หยางพลันนึกถึงภาพชาติก่อนที่นางยังคงตะโกนใส่เขาอย่างไม่ยอมจำนน เรียกเขาว่าเจ้ามารร้าย ก็อดรู้สึกขบขันอยู่ในใจมิได้

แน่นอน เขาไม่มีความสนใจในเรื่องความรักชายหญิงแม้แต่น้อย

สิ่งที่เขาให้ความสำคัญอย่างแท้จริง คือสถานะของอวิ๋นเมี่ยวชิงในนิกายกระบี่หยกสวรรค์นั้นดูไม่ต่ำต้อย ถึงขั้นกล้ากล่าวว่ายามใดหากนางเป็นผู้เสนอชื่อให้ นิกายจะต้องยอมรับเขาแน่นอน

“ฝึกตนในนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนเหยียบปลายมีด ถ้าเลือกได้ ข้าก็อยากเข้าสำนักที่มีวัตรดีๆกว่าหน่อย...”

อวิ๋นเมี่ยวชิง อาจคือกุญแจไขประตูสู่ฝ่ายธรรมะที่เขากำลังรอคอยอยู่

“ศิษย์พี่หญิงเฟยเสียพวกนางเป็นอย่างไรแล้ว?”

“กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายมารพวกนั้น...ไม่กี่วันก่อนเพิ่งสร้างผลงานใหญ่ ณ สันเขาเจวี๋ยอิน ต้านคลื่นซากศพอย่างยิ่งใหญ่ แถมยังมีผู้แข็งแกร่งลึกลับปรากฏตัว แต่ก็ถูกพวกนางทุบตีกลับไป และไล่ล่าต่อทันที”

อวิ๋นเมี่ยวชิงยื่นแผ่นหยกอีกแผ่นให้

ลวี่หยางรับแผ่นหยกมา ใช้จิตเทวะกวาดดูเพียงชั่วครู่ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นก็สะท้อนชัดแจ้งขึ้นในใจ

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง... ดูท่าการปะทุของคลื่นซากศพจะมีเบื้องหลังเป็นผู้บงการจริง แล้วเป็นศิษย์ของสำนักเสินอู่งั้นหรือ? ส่วนสมบัติล้ำค่าที่ใช้เร่งคลื่นซากศพนั้นคือ...”

อ่านมาถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นลุกพรวดขึ้นทันที

“หยกวิเศษเสวียนพิ่นไท่อิน!?”

ไม่ผิด ในข่าวกรองระบุชัดเจนว่าเบื้องหลังการปะทุของคลื่นซากศพ ศิษย์สำนักเสินอู่มีของสิ่งหนึ่งในมือ เป็นหยกไท่อินขนาดเท่าหัวแม่มือ!

“หากได้หยกนี้มา ข้าจะสามารถฝึกสำเร็จ มหาวิชานิลกาฬฉุดคร่าวิญญาณ ได้ทันที แล้วหากมีเวลาสะสมอีกสักพัก เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา ก็มิใช่เพียงความฝัน พิจารณาจากความหายากของหยกนี้แล้ว โอกาสนี้อาจเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิต หากพลาดไป ก็ยากจะได้พบอีก...”

“แต่... ชาตินี้ทำไม่ได้ ชาติหน้าค่อยว่ากัน พลาดก็พลาดไปเถอะ”

ลวี่หยางสีหน้าเคร่งขรึม ค่อยๆ นั่งลงอีกครั้ง แม้จะได้เห็นหยกไท่อินที่เฝ้าฝันหา กลับไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย

เขารู้สึกราวกับความเย็นเยียบไหลเข้ากระดูก ทุกอณูจิตเปี่ยมล้นไปด้วยความระแวดระวัง

“สิ่งที่ข้าต้องการ...กลับถูกยกมาถึงที่... โลกนี้จะมีเรื่องโชคดีเช่นนี้ได้หรือ ในเมื่อข้าไม่ใช่ ‘เซียวสือเยี่ย’ ผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์สักหน่อย”

ยิ่งไปกว่านั้น โชควาสนาของเซียวสือเยี่ย... ก็มีคนมอบให้!

“หรือจะเป็นฝีมือของนักพรตหงยวิ๋นอีกแล้ว?”

เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่มีผู้บรรลุวางรากฐานกำลังควบคุมเหตุและผลอยู่เบื้องหลัง ลวี่หยางก็ตัดสินใจแน่วแน่

“ข้าจะไม่ออกไป!”

ยามนี้ สถานการณ์เขาหัวกะโหลกซับซ้อนเหนือคาด หากอยู่ภายในตลาดคอยควบคุมค่ายกลย่อมปลอดภัยกว่า ตราบใดที่ไม่มีผู้วางรากฐานลงมือ เขาก็ยังมั่นคงดั่งขุนเขา

“อีกทั้ง ข้าไม่ออกไป...ก็ใช่ว่าจะไม่ได้หยก”

ยังมีเซียนหญิงเฟยเสียกับพวกนางอยู่นี่นา

ในเมื่อข่าวกรองกล่าวชัดว่าพวกนางได้ไล่ล่าติดตามไปแล้ว ขอเพียงพวกนางแย่งชิงหยกได้สำเร็จ แล้วหลบหนีกลับถึงตลาด โอกาสของตนก็ย่อมมาถึงมิใช่หรือ

คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็อดส่งแรงใจให้เซียนหญิงเฟยเสียจากส่วนลึกของหัวใจไม่ได้...


กาลเวลาผ่านพ้นไป

อีกวันหนึ่ง ภายในหออาภรณ์โลหิต

ลวี่หยางกำลังนั่งขัดสมาธิเร่งกลั่นปราณ จู่ๆ จิตก็สะท้านบางเบา เขาจึงเหาะขึ้นด้วยแสงเร้นตนสายหนึ่ง มายืนกลางอากาศนอกอาคาร มองไปยังรอบนอกของตลาด

“ตูม! ตูม! ตูม!”

เพียงเห็นเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า มีเสียงระเบิดคล้ายฟ้าผ่าดังสั่นสะเทือนเป็นระลอก ตามมาด้วยกลุ่มเมฆระเบิดสีอัสดงที่แผ่กระจายออกอย่างรวดเร็ว กำลังเคลื่อนเข้ามายังตลาดอย่างรุนแรง มองเพียงชั่วแวบก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นการไล่ล่ากลางเวหา และผู้นำหน้านั้นก็คือลำแสงเมฆาสายรุ้งอันโดดเด่นของเซียนหญิงเฟยเสีย

“หายไปคนหนึ่งรึ?”

ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ภายในตลาดเขาหัวกะโหลกนั้น รวมทั้งเขาเองแล้วมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นปลายแห่งการรวมลมปราณอยู่สี่คน ได้แก่ เซียนหญิงเฟยเสีย ลู่หยวนฉุน และศิษย์พี่ไร้นามอีกหนึ่งคน

แต่บัดนี้ ลวี่หยางกลับมองเห็นเพียงเงาร่างของเซียนหญิงเฟยเสียกับลู่หยวนฉุนเท่านั้น

“เปิดค่ายกล”

ลวี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าไร้ความตระหนกแม้แต่น้อย

เมื่อได้รับคำสั่ง บรรดาศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ภายในตลาดก็รีบกระจายกำลังทันที ธงค่ายกลโบกสะบัด ก่อนที่ในพริบตา ค่ายกลยิ่งใหญ่สายหนึ่งจะตระหง่านขึ้นมา

ค่ายกลร้อยโครงกระดูกคืนสู่สัจจะ!

ค่ายกลนี้จัดอยู่ในระดับชั้นเจ็ด นับเป็นค่ายกลชั้นยอดในขอบเขตรวมลมปราณ หากลวี่หยางเป็นผู้ควบคุม ต่อให้เผชิญผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวมลมปราณสมบูรณ์ก็สามารถรับมือได้

ทว่าในวินาทีถัดมา เหตุพลิกผันก็อุบัติขึ้น!

เพียงเห็นลู่หยวนฉุนควักตราคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมา กดมือลงร่ายอาคม พลังวิชาก็หลั่งไหลออกอย่างฉับพลัน

ค่ายกลยิ่งใหญ่ที่ปิดสนิทมาตลอดถูกเปิดออกโดยตรง ปรากฏช่องว่างสายหนึ่งขึ้นมาในทันใด!

“ตอนนี้แหละ!”

แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงร้องตะโกนอันเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นก็ดังมาจากนอกตลาด ก่อนจะมีแสงเร้นตนหลายสายพุ่งแหวกอากาศเข้ามา แปรเปลี่ยนเป็นธงค่ายกล ปักลงสี่ทิศอย่างพร้อมเพรียง

ทันใดนั้น ค่ายกลขนาดย่อมสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงช่องโหว่ที่ลู่หยวนฉุนเปิดไว้ ช่วยตรึงช่องนั้นเอาไว้มั่น แม้แต่ลวี่หยางเองก็ไม่อาจปิดมันลงได้!

“สำนักเสินอู่...”

ลวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย รับรู้ได้ทันทีว่าผู้ลงมือล้วนเป็นศิษย์ของสำนักเสินอู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาได้ซุ่มซ่อนอยู่ด้านนอกตลาดมาเนิ่นนาน รอคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว!

บัดนี้ค่ายกลถูกฝืนเปิดให้เกิดช่องโหว่หนึ่ง สำนักเสินอู่ก็ย่อมสามารถฉวยโอกาสนี้บุกทะลวงเข้าสู่ตลาดได้อย่างเต็มกำลัง!

ส่วนผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ลู่หยวนฉุนกลับเพียงปรายตามองตลาดด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะทะยานแสงเร้นตนพุ่งไปยังทิศตรงข้ามอย่างไร้เยื่อใย!

เขาย่อมรู้ดีว่าเพิ่งก่อเรื่องอะไรลงไป แต่กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเขาตั้งใจทำเช่นนี้อยู่แล้ว ใช้ตลาดเป็นหมากทิ้งตัวหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้ตนหลบหนีออกจากนรกเบื้องหน้า

ในเมื่อสำหรับสำนักเสินอู่แล้ว การจับโอกาสนี้เข้าทำลายตลาดเขาหัวกะโหลกทั้งแห่ง ย่อมคุ้มกว่าการไล่ฆ่าเขาต่อไป

ส่วนพวกศิษย์ร่วมนิกายภายในตลาดเล่า?

ช่างหัวพวกมันสิ!

จบบทที่ บทที่ 37 เคล็ดแปรร่างถอดซากใต้เงาจันทรา + บทที่ 38 สำนักเสินอู่

คัดลอกลิงก์แล้ว