- หน้าแรก
- ระบบตกปลาแดนบรรพกาล บ่อปลาของผมเชื่อมต่อกับโลกนับไม่ถ้วน!
- บทที่ 16 ลูกค้าคนแรก
บทที่ 16 ลูกค้าคนแรก
บทที่ 16 ลูกค้าคนแรก
บทที่ 16 ลูกค้าคนแรก
"ราคานี้น่ะ ถ้านายตัดเลขศูนย์ข้างหลังออกสักตัว ก็คงพอขายได้อยู่หรอก!" เหมินหวาพูดเหน็บแนมด้วยสีหน้ายิ้มเยาะ "พี่ไม่ได้จะว่านายนะ หมูตุ๋นของนายมันอร่อยก็จริง แต่นายต้องหัดยอมรับความจริงบ้าง! คนเราต้องรู้จักประมาณตนว่าตัวเองมีกำลังแค่ไหน!"
เสียงของเหมินหวาดังลั่น จนดึงดูดความสนใจของเถ้าแก่ร้านอื่นที่ว่างเว้นจากลูกค้า ให้เดินมารวมตัวกันที่ร้านของเฉินเฟิง ทำให้ร้านที่เงียบเหงาพลันดูครึกครื้นขึ้นมาทันตา
เสียงฆ้องกลองและประทัดเมื่อช่วงเช้าช่วยเรียกลูกค้าให้กับร้านรวงแถวนี้ได้ไม่น้อย ชาวบ้านที่มาดูเรื่องสนุกต่างพากันเดินเลือกซื้อของต่อ ดังนั้นบรรดาร้านค้าโดยรอบจึงยินดีต้อนรับการเปิดร้านใหม่เสมอ
หากร้านไหนค้าขายดี มีลูกค้าพลุกพล่าน ก็ย่อมส่งผลดีต่อร้านข้างเคียงไปด้วย อย่างเช่นร้านขายของชำของเหมินหวาที่ถือว่าเป็นร้านที่ขายดีอันดับต้นๆ ของถนนสายหลัง ลูกค้าที่หาของในร้านเหมินหวาไม่เจอก็มักจะเดินดูร้านใกล้เคียงต่อ
เหล่าเถ้าแก่ร้านรอบข้างย่อมหวังให้ร้านอาหารแห่งนี้กิจการรุ่งเรือง แต่เมื่อเห็นว่าตั้งแต่เช้าจดเย็นยังไม่มีลูกค้าหลงเข้ามาแม้แต่คนเดียว พวกเขาก็อดที่จะรู้สึกเวทนาปนสมเพชไม่ได้ และแน่นอนว่า... ความรู้สึกสะใจเล็กๆ ก็ย่อมมีปะปนอยู่ด้วย ธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ ความทุกข์ของผู้อื่นมักเป็นแหล่งกำเนิดความสุขของตนเสมอ
เฉินเฟิงไม่อยากจะอธิบายให้เถ้าแก่เหล่านี้ฟังว่าทำไมเขาถึงตั้งราคาสูงลิบลิ่วขนาดนี้ ขืนเรื่องของระบบตกปลาหลุดรอดออกไป ไม่เกินสองวันคงดังไปถึงเมืองหลวงแน่! พลังปากต่อปากของมวลชนนั้นยิ่งใหญ่เสมอ และเขาก็ไม่อยากถูกจับไปเป็นหนูทดลองตั้งแต่อายุยังน้อย
"เถ้าแก่เฉิน คนเราจะทำการใหญ่ต้องค่อยเป็นค่อยไป จะให้รวยทางลัดในวันเดียวมันเป็นไปไม่ได้หรอก ราคาของนายน่ะมันเหลือเชื่อเกินไป! อย่าว่าแต่ชาวบ้านตาดำๆ เลย ต่อให้เป็นนายอำเภอหรือเลขาพรรคฯ ก็คงกิน 'กับข้าวสี่อย่างซุปหนึ่งถ้วย' ของร้านนายไม่ไหวหรอก!" เถ้าแก่ร้านขายเหล้าบุหรี่ข้างๆ เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี เพราะเขายังหวังจะพึ่งใบบุญลูกค้าจากร้านเฉินเฟิงให้ไปซื้อเหล้าบุหรี่ที่ร้านเขาอยู่
เหมินหวาเห็นเฉินเฟิงยังคงทำหูทวนลมกับคำเตือนของเพื่อนบ้าน จึงทิ้งคำขาดไว้ว่า "ดูทำหน้าเข้า ดื้อด้านไม่ฟังใครแบบนี้จะไปทำมาค้าขายอะไรขึ้น? ถ้ายังดันทุรังขายราคานี้ต่อ พี่ฟันธงเลยว่าไม่เกินสองวันร้านนายเจ๊งแน่นอน! จำคำพี่ไว้เลยนะ วันไหนปิดกิจการขึ้นมาอย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งให้เห็นล่ะ!"
เฉินเฟิงหันไปตอบเหมินหวาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "วางใจเถอะพี่ ร้านผมไม่เจ๊งหรอกครับ" จากนั้นก็หันไปยิ้มให้เหล่าเพื่อนบ้าน "ขอบคุณคำชี้แนะของเถ้าแก่ทุกท่านมากครับ ผมรับรู้ถึงความหวังดีของทุกคน แต่ผมยังยืนยันคำเดิมว่า อาหารที่ผมทำ มันคุ้มค่ากับราคานี้จริงๆ!"
เหมินหวาสวนกลับทันควัน "เออ! ถ้าไม่เจ๊ง แล้วร้านนายเกิดดังระเบิดขึ้นมาได้จริงๆ ล่ะก็ ฉันจะยอมแกะป้ายหน้าร้านตัวเองมากินโชว์เลยคอยดู!" พูดจบเขาก็เดินสะบัดก้นจากไปอย่างหัวเสีย
เถ้าแก่คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันส่ายหน้าแล้วทยอยเดินออกจากร้านไป
ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท เวลาล่วงเลยมาถึงหนึ่งทุ่มกว่า ผู้คนบนท้องถนนเริ่มบางตา เหลือเพียงคนงานที่เพิ่งเลิกงานและชาวนาที่เพิ่งกลับจากไร่นา เดินจ้ำอ้าวกลับบ้านด้วยความเร่งรีบ
ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานตั้งอยู่หลายแห่ง ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของเมืองและจังหวัด หนึ่งในนั้นคือโรงงานในเครือ 'ฉี่หมิงกรุ๊ป' ของประธานฉิน ผู้ที่ซื้อปลามังกรแดงโลหิตจากเฉินเฟิงไปนั่นเอง
นิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้สร้างงานสร้างอาชีพให้กับวัยรุ่นในเมืองได้ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแรงงานระดับล่าง คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่อยากจะทนลำบากหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำนากันแล้ว ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเข้าโรงงาน เพราะไม่ต้องระหกระเหินไปทำงานต่างถิ่น แถมรายได้ยังดีกว่าทำนาเห็นๆ
ส่วนระดับหัวหน้างานในโรงงานส่วนใหญ่มักเป็นคนต่างถิ่น พวกเขาพักอาศัยอยู่ในหอพักพนักงานที่โรงงานจัดให้ซึ่งอยู่ติดกับตัวเมือง พนักงานออฟฟิศเหล่านี้เมื่อเลิกงานแล้วมักจะไม่ค่อยทำอาหารกินเอง จึงนิยมออกมาหาอะไรกินในเมือง
เวลานี้ ชายหนุ่มสวมสูทดูสะอาดสะอ้านคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่องอยู่บนถนน สายตาสอดส่ายไปซ้ายทีขวาที เห็นได้ชัดว่ากำลังมองหาของกิน
เขาชื่อ 'ฉินกวงอู่' เป็นคนในตัวเมืองสู่เฉิง และเป็นญาติห่างๆ ของประธานฉินแห่งฉี่หมิงกรุ๊ป ปกติเป็นคนไม่เอาถ่าน วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมา แต่ต่อมาได้อาศัยเส้นสายของประธานฉิน ฝากฝังให้เข้ามาทำงานเป็นหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยในโรงงานเครือฉี่หมิงกรุ๊ป
ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นเห็นป้ายร้านใหม่เอี่ยมที่เขียนว่า "เอ๊ะ? เนื้อ!" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ร้านเปิดใหม่เหรอ? กำลังอยากกินเนื้ออยู่พอดี! ลองเข้าไปดูหน่อยดีกว่า" ว่าแล้วเขาก็เดินตรงดิ่งไปยังร้านอาหารของเฉินเฟิง
เหมินหวากำลังยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าร้านขายของชำ พอเห็นฉินกวงอู่กำลังจะเดินเข้าร้านข้างๆ ก็รีบเดินเข้าไปทักทายพร้อมยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง "อ้าว นี่มันผู้จัดการฉินไม่ใช่เหรอครับ? ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้?"
ฉินกวงอู่รับบุหรี่ไปแล้วตอบว่า "ก็เพิ่งเลิกงานน่ะสิ เลยออกมาหาอะไรกิน พอดีเห็นร้านข้างๆ เพิ่งเปิดใหม่ เลยว่าจะลองชิมดูสักหน่อย"
เหมินหวาสูบบุหรี่อัดเข้าปอดแล้วค่อยๆ พ่นควันออกมา พลางพูดด้วยน้ำเสียงมีความนัย "ร้านนี้น่ะ 'มีดคม' เอาเรื่องเลยนะ แต่ระดับผู้จัดการฉินแล้ว ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง"
"มีดคม? เหอะ! ฉันไม่เชื่อหรอก ใครจะกล้ามาฟันหัวคนอย่างฉัน! วันนี้ฉันจะขอเข้าไปพิสูจน์หน่อยเถอะ ว่ามีดมันจะคมสักแค่ไหน จะเฉือนเนื้อฉันเข้าหรือเปล่า!" พูดจบเขาก็เดินอาดๆ เข้าไปในร้าน
คนบ้าบิ่นผู้นี้พอเดินเข้ามาในร้าน ก็พูดใส่เฉินเฟิงที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ทันที "ได้ยินเขาเล่าลือกันว่ามีดร้านนายคมกริบเลยนี่ ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่านายจะกล้าเชือดฉันไหม?"
เฉินเฟิงตกใจสะดุ้งโหยงที่จู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาถามเรื่องเชือดๆ ฟันๆ จึงรีบตอบกลับไป "คุณลูกค้าครับ นี่ร้านอาหารครับ ไม่ใช่โรงฆ่าสัตว์"
"กวนตีนหรือไง?" ฉินกวงอู่รู้สึกทะแม่งๆ กับคำตอบ แต่ความหิวที่รุมเร้าทำให้เขาไม่อยากถือสาหาความ "เอาเมนูมา ฉันจะดูซิว่ามันแพงแค่ไหนเชียว"
เฉินเฟิงได้ยินดังนั้นก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ อย่างน้อยชื่อเสียงเรื่อง 'ความแพง' ของร้านก็เริ่มแพร่กระจายออกไปแล้ว
เขาหยิบเมนูส่งให้ลูกค้า
ฉินกวงอู่รับเมนูไปดู ทันทีที่เห็นราคา เขาก็สูดปาก "ซี๊ด!" แล้วพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างเชื่องช้า แม่งเอ๊ย! แพงระยับจริงๆ ไม่มีเมนูไหนราคาต่ำกว่า 100 หยวนเลย จานที่ถูกที่สุดคือยำรวมมิตรเย็น ราคาก็ปาเข้าไป 180 หยวนแล้ว
แต่คนอย่างฉินกวงอู่มีหรือจะจ่ายไม่ไหว แม้เขาจะเป็นแค่หัวหน้า รปภ. ตัวเล็กๆ แต่อำนาจในมือนั้นไม่เล็กเลย หน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในโรงงานฟังดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ช่องทางทำกินนั้นมหาศาล พวกวัยรุ่นเลือดร้อนในโรงงานมักจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นประจำ พอมีเรื่องชกต่อยกันเมื่อไหร่ ก็เข้าทางทีม รปภ. ของเขาทันที
ทางเลือกมีสองทาง จ่ายค่าปรับคนละห้าพันหยวน หรือจะให้ส่งเรื่องไปฝ่ายบุคคลเพื่อไล่ออกแล้วส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดี งานสบายใกล้บ้านแถมรายได้ดีแบบนี้ ใครจะยอมเสียไป สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อจบเรื่องกันทั้งนั้น
ดังนั้นฉินกวงอู่จึงไม่เคยขาดแคลนเงินทอง เขาชี้ไปที่เมนูแล้วบอกกับเฉินเฟิงว่า "ร้านนายนี่ขายแพงหลุดโลกจริงๆ แต่เงินแค่นี้ฉันไม่สนหรอก เอาไอ้นี่... แล้วก็ไอ้นี่มาอย่างละที่ ข้าวสวยหนึ่งชาม ฉันจะคอยดูว่ารสชาติมันจะสมราคาคุยไหม ถ้าไม่อร่อยจริงล่ะก็... ฉันพังร้านนายแน่!" เขาชี้ไปที่เมนูยำรวมมิตรเนื้อและหมูเส้นผัดรสปลา
"รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ" เฉินเฟิงรับคำแล้วรีบเดินจ้ำเข้าครัวไปทันที
เขาไม่ได้กลัวคำขู่ที่จะพังร้าน แต่เขากำลังตื่นเต้นจนเนื้อเต้นต่างหาก นี่คือลูกค้าคนแรกของเขา! เขาจะต้องงัดเอาฝีมือทั้งหมดที่มีออกมาปรุงอาหารสองจานนี้ให้ออกมาสุดยอดที่สุด
ถ้าทำออกมาดี ชื่อเสียง ของร้านจะต้องเลื่องลือระบือไกลแน่นอน!