เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ลิ้มรสวิหคเบญจรงค์

บทที่ 4 ลิ้มรสวิหคเบญจรงค์

บทที่ 4 ลิ้มรสวิหคเบญจรงค์


บทที่ 4 ลิ้มรสวิหคเบญจรงค์

เมื่อเห็นวิหคเบญจรงค์สิ้นฤทธิ์นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เฉินเฟิงก็ทิ้งตัวลงนั่งหมดสภาพ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง การฟาดครั้งสุดท้ายที่ใส่ความโกรธเข้าไปเต็มเปี่ยมนั้น เขาได้รีดเค้นเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดออกมาใช้จนหมดสิ้น

โชคยังดีที่เฉินเฟิงตรากตรำทำงานในไร่นามาตั้งแต่เด็ก พละกำลังจึงมีมากกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่มากโข ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาคงไม่มีปัญญาจัดการเจ้านกยักษ์ตัวนี้ได้แน่

"ติ๊ง! ตก 'วิหคเบญจรงค์' สำเร็จ! ได้รับค่าประสบการณ์ 100 แต้ม!"

"ระบบบ้าบออะไรวะเนี่ย! ตกขึ้นมาแล้วตายเลยไม่ได้หรือไง!"

หลังจากนั่งพักจนหายใจได้ทั่วท้อง เฉินเฟิงก็อดบ่นอุบอิบออกมาไม่ได้ นับว่าโชคยังเข้าข้างที่ครั้งนี้เหยื่อเป็นแค่นก หากเป็นสัตว์อสูรที่มีพลังโจมตีสูงกว่านี้ เขาคงได้กลายเป็นศพนอนเฝ้าบ่อปลาไปแล้ว

แต่เมื่อความเหนื่อยล้าจางหาย ความปิติยินดีก็เข้ามาแทนที่ ประการแรกคือ 'ระบบตกปลาแดนบรรพกาล' นี้ใช้งานได้จริง เท่ากับว่าหนทางสู่ความร่ำรวยเปิดรอเขาอยู่แล้ว

ประการที่สอง เมื่อมองดูร่างมหึมาของวิหคเบญจรงค์ตรงหน้า น้ำลายของเฉินเฟิงก็แทบจะหก ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาขลุกอยู่แต่กับการเลี้ยงปลา อาหารการกินส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นปลาตายที่คัดทิ้ง เนื้อนกถือเป็นของดีหายากที่นานทีปีหนจะได้ลิ้มรส แต่วันนี้กลับมีนกยักษ์ตัวเป็นๆ มากองอยู่ตรงหน้า แค่ตัวเดียวคงพอให้เขาเก็บไว้กินได้เป็นอาทิตย์

เฉินเฟิงแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะลากร่างเจ้านกยักษ์กลับเข้าไปในบ้าน แต่ถึงจะดีใจแค่ไหน เขาก็ไม่ลืมสมบัติล้ำค่าอีกชิ้น รีบชำเลืองมองไปที่โอ่งน้ำ เมื่อเห็นว่าเจ้าปลามังกรแดงโลหิตยังแหวกว่ายอยู่ดี เขาจึงวางใจและลากเหยื่อตัวใหญ่เข้าบ้านไป

"เฮ้อ!"

ทันทีที่ทิ้งร่างนกยักษ์ลงกับพื้นบ้าน เฉินเฟิงก็ต้องยืนหอบอีกครั้ง เจ้านกตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่ตัวใหญ่ แต่น้ำหนักของมันยังไม่ธรรมดา กะคร่าวๆ น่าจะหนักไม่ต่ำกว่าห้าสิบจินเลยทีเดียว

จากนั้นเฉินเฟิงก็เริ่มลงมือจัดการกับวิหคเบญจรงค์ หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจถอนขนมันเก็บไว้ก่อน เพราะสีสันของขนนกตัวนี้ช่างงดงามเกินกว่าจะทิ้งขว้างไปเปล่าๆ เขาคิดว่าเก็บไว้น่าจะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง

เขาต้มน้ำหม้อใหญ่จนเดือดพล่าน แล้วจับเจ้านกยักษ์ยัดลงไปทั้งตัว โชคดีที่กระทะที่บ้านเขามีขนาดใหญ่พิเศษ ไม่อย่างนั้นคงยัดไม่ลงแน่

ผ่านไปสักพักเมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว เขาก็เริ่มลงมือถอนขน ขนที่ถอนออกมาถูกเก็บรวบรวมใส่กล่องอย่างดีเพื่อรอวันนำไปใช้งาน

เมื่อจัดการถอนขนจนเกลี้ยงเกลา เผยให้เห็นเนื้อนกขาวจั๊วะน่ารับประทาน แม้จะยังไม่ได้เริ่มปรุง แต่กลิ่นหอมเฉพาะตัวของเนื้อนกที่ผ่านน้ำร้อนก็เริ่มโชยออกมาเตะจมูก ทำเอาน้ำย่อยในกระเพาะของเฉินเฟิงเริ่มทำงานอย่างหนัก

เขาไม่รอช้า รีบงัดเอาเครื่องปรุงทุกอย่างที่มีในครัวออกมา จัดการปรุงเมนูเด็ดจากเนื้อนกยักษ์อย่างพิถีพิถัน ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ในที่สุดเนื้อนกตุ๋นรสเลิศก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน

ข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงเตรียมไว้ถูกตักใส่ชาม เฉินเฟิงตักเนื้อนกเข้าปากคำโต รสสัมผัสของมันช่างแตกต่างจากเนื้อนกทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แม้รสชาติพื้นฐานจะคล้ายคลึงกัน แต่ความหอมหวานกลมกล่อมและความนุ่มละมุนลิ้นที่แผ่ซ่านในปาก ทำเอาเฉินเฟิงแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย ความอร่อยล้ำนี้ทำให้เขาไม่อาจหยุดตะเกียบได้เลย

หลังจากจัดการมื้อใหญ่อย่างอิ่มหนำสำราญ เฉินเฟิงก็เอนกายพิงพนังอย่างมีความสุขพลางเรอออกมาเสียงดัง แม้ใจจริงจะยังอยากกินต่อ แต่พื้นที่ในกระเพาะประท้วงว่ารับไม่ไหวแล้ว สุดท้ายเขาจึงต้องจำใจเก็บเนื้อนกที่เหลือเข้าที่เข้าทาง

โชคดีที่อากาศช่วงนี้เริ่มเย็นลงเพราะพ้นหน้าร้อนมาแล้ว เนื้อสัตว์จำนวนมากขนาดนี้จึงพอจะเก็บรักษาไว้ได้สักระยะ ดูท่าเขาคงต้องเริ่มมองหาตู้เย็นมาติดบ้านไว้สักเครื่องแล้ว

เมื่อคิดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ภาพของปลามังกรแดงโลหิตก็แวบเข้ามาในหัว นั่นคือขุมทรัพย์เคลื่อนที่ชัดๆ พรุ่งนี้เขาจะต้องหาทางขายมันออกไปให้ได้

ท้องฟ้าภายนอกเริ่มมืดสนิท เฉินเฟิงจึงล้มตัวลงนอนบนเตียงเตา จิตใจล่องลอยไปกับจินตนาการถึงเม็ดเงินที่จะได้จากการขายปลาในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะค่อยๆ ผล็อยหลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินเฟิงจัดการจับปลาใส่กะละมังแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

เมื่อมาถึงตลาดในตัวเมือง เขาเลือกทำเลเหมาะๆ แล้วนั่งลง วางกะละมังใส่ปลามังกรแดงโลหิตไว้ตรงหน้า แล้วนั่งนิ่งๆ เล่นนิ้วตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น

ของหายากระดับนี้ คนทั่วไปย่อมไม่รู้จัก ถึงจะตะโกนเรียกลูกค้าไปก็เปล่าประโยชน์ สู้รอให้คนที่ "ตาถึง" เดินผ่านมาเห็นเองจะมีโอกาสขายได้มากกว่า

"นี่พ่อค้า ปลาตัวนี้สีสวยดีนี่หว่า ขายยังไงล่ะ?"

จู่ๆ ชายหนุ่มท่าทางยียวนกวนประสาท แต่งตัวเหมือนพวกจิ๊กโก๋ก็เดินเข้ามาทัก ดูจากโหงวเฮ้งแล้วไม่ใช่ลูกค้าเกรดพรีเมียมแน่นอน เฉินเฟิงไม่อยากจะเสวนาด้วยเท่าไหร่ แต่ครั้นจะไม่ตอบเลยก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป

"แปดหมื่น"

เฉินเฟิงเอ่ยตอบสั้นๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ยังคงก้มหน้าเขี่ยเล็บเล่นต่อไปอย่างไม่ยี่หระ

"อะไรนะ? ทะ...เท่าไหร่นะ?"

เจ้าจิ๊กโก๋ได้ยินราคาถึงกับตาถลน มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะตะโกนถามเสียงดังลั่น

เสียงเอะอะโวยวายของเจ้าจิ๊กโก๋เรียกความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา หลายคนเริ่มหันมามองที่แผงของเฉินเฟิง แม้จะยังไม่เดินเข้ามามุง แต่ต่างก็เงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

"แปดหมื่น"

เฉินเฟิงเห็นปฏิกิริยาของผู้คนก็ลอบยิ้มที่มุมปาก คราวนี้เขาจงใจตะโกนตอบกลับด้วยเสียงอันดังฟังชัด เดิมทีกังวลว่าจะไม่มีใครสนใจ แต่ในเมื่อมีคนมาช่วยโฆษณาให้ฟรีๆ แบบนี้ มีหรือเขาจะปฏิเสธ พูดย้ำจบเขาก็ก้มหน้าเล่นนิ้วต่ออย่างสบายใจเฉิบ

"ฮ่าๆๆๆ มึงล้อกูเล่นรึเปล่าเนี่ย? ปลาเน่าๆ ตัวเดียวมึงจะขายแปดหมื่น? มึงไม่ไปปล้นธนาคารเลยล่ะวะ!"

เจ้าจิ๊กโก๋หัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่งเมื่อแน่ใจว่าหูไม่ได้ฝาด ตะคอกใส่หน้าเฉินเฟิงอย่างเหลืออด

"แปดหมื่นเชียวเหรอ? ไหนขอไปดูหน่อยซิปลาอะไรมันจะแพงบรรลัยขนาดนั้น"

"ฉันว่าไอ้หมอนี่ต้องเป็นพวกสิบแปดมงกุฎแน่ๆ อย่าไปสนใจมันเลย เดี๋ยวนี้พวกต้มตุ๋นมันเยอะจะตาย คิดว่าคนอื่นโง่หรือไง"

...

ฝูงชนเริ่มทยอยเข้ามามุงดูตามเสียงโวยวายของเจ้าจิ๊กโก๋ ด้วยความที่ปลามังกรแดงโลหิตเป็นสัตว์หายาก การที่ชาวบ้านร้านตลาดจะไม่เคยเห็นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก อันที่จริงเฉินเฟิงก็เผื่อใจไว้แล้วว่าวันนี้อาจจะขายไม่ออก เพราะการจะเจอเศรษฐีตาถึงในตลาดสดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ เฉินเฟิงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก ไม่คิดว่าการที่มีคนมาช่วยเรียกลูกค้าจะกลายเป็นการเรียกทัวร์มาลงหาว่าเขาเป็นพวกต้มตุ๋นไปเสียได้ รู้งี้ไล่เจ้าจิ๊กโก๋ไปตั้งแต่แรกคงจะดีกว่า

"อ้าว เงียบทำไมล่ะวะ คิดว่าพวกกูโง่รึไง วันนี้ถือว่ามึงโชคดีที่ป๋าอารมณ์ดี ไม่งั้นกูแจ้งตำรวจมาลากคอมึงไปนอนคุกแล้ว!"

เมื่อเห็นเฉินเฟิงเอาแต่ก้มหน้านิ่ง เจ้าจิ๊กโก๋ยิ่งได้ใจ นึกว่าอีกฝ่ายจนมุมเพราะถูกจับไต๋ได้ จึงพูดจาข่มขู่ด้วยน้ำเสียงลำพอง

"ฉันว่าแจ้งตำรวจมาจับมันไปเลยดีกว่า ปล่อยไว้เดี๋ยวก็ไปหลอกคนแก่ตาดำๆ อีก เป็นภัยสังคมชัดๆ!"

ทันใดนั้น ป้าวัยกลางคนคนหนึ่งก็แทรกตัวออกมาจากฝูงชน ชี้นิ้วด่าทอเฉินเฟิงด้วยความเกรี้ยวกราดผสมโรงไปกับเจ้าจิ๊กโก๋

"นั่นสิ แจ้งตำรวจเลยดีไหม ขืนปล่อยไปเดี๋ยวไปหลอกคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวจะทำยังไง"

พฤติกรรมอุปทานหมู่เริ่มทำงาน ทันทีที่มีคนเปิดประเด็น คนอื่นๆ ก็เริ่มผสมโรงด่าทอตามน้ำกันไปอย่างสนุกปาก โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง

จบบทที่ บทที่ 4 ลิ้มรสวิหคเบญจรงค์

คัดลอกลิงก์แล้ว