บทที่ 106 โรงเตี๊ยมอันผิง (ฟรี)
บทที่ 106 โรงเตี๊ยมอันผิง (ฟรี)
พวกเขากลับมาจากที่ทำงานของลูกค้า แต่สมองของเจ้าอ้วนก็ยังว่างเปล่า เขาเหลือบมองคุณหมอที่กำลังต่อสู้เงียบๆ กับปลารสเปรี้ยวหวาน ลำคอเขาสั่นไหว
เขาไม่ใช่มนุษย์… อย่างน้อยก็ไม่ใช่ใครสักคนที่เขาจะเข้าใจได้ง่ายๆ หลังมื้อค่ำ เจียงเฉิงกลับลุกขึ้นถลกแขนเสื้อแล้วเก็บล้างจาน เรื่องนี้ทำเอาเจ้าอ้วนตกใจจนรีบห้ามพลางร้องลั่น “คุณหมอ! กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?” ความรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกแทนที่แล่นวาบเข้ามา
“ล้างเสร็จก็ไปนอนซะ” เจียงเฉิงเว้นจังหวะคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสริม “เราจะนอนด้วยกัน นายต้องตั้งนาฬิกาปลุก แล้วปลุกฉันตอนเที่ยงคืน”
“จะออกไปดึกๆ ดื่นๆ แบบนั้นหรอ?” เจ้าอ้วนงงงัน แต่เขาก็ชินแล้วที่เจียงเฉิงไม่เคยอธิบายอะไร หลังจากจัดการล้างจานเสร็จ ทั้งสองก็ขึ้นไปชั้นบนเพื่อพักผ่อน เจ้าอ้วนคิดว่าตัวเองมีโอกาสได้นอนในห้องนอน เลยเปลี่ยนเป็นชุดนอนใหม่เอี่ยมทันที เจียงเฉิงเหลือบตามองชุดนอนใหม่นั้นแล้วส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ก่อนจะปิดประตูห้องนอนดังปัง
กฎข้อแรกของการเอาชีวิตรอดของเจ้าอ้วนก็คือ ต้องฟังคุณหมอเสมอ และเขาก็ทำตามนั้นในชีวิตจริงด้วย เขาตั้งนาฬิกาปลุกไว้สองเรือนก่อนจะหลับไป ขณะที่สมองยังพร่ามัว เขาก็ถูกปลุกด้วยเสียงนาฬิกา เขาสะบัดหัวเรียกสติ แล้วเดินไปเคาะประตูห้องของเจียงเฉิง ทว่าน่าแปลกที่ประตูไม่ได้ล็อก เพียงแค่ผลักเบาๆ มันก็เปิดออก เจ้าอ้วนไม่ได้ก้าวเข้าไป แต่ยืนรออยู่อย่างเชื่อฟังตรงนอกห้อง
“คุณหมอ” เขาเหยียดคอเข้าไปกระซิบ “ถึงเวลาแล้ว ตื่นหรือยัง?”
เจียงเฉิงนอนราบบนที่นอน สีหน้าสงบเสียจนเหมือนศพ
“ยัง” ดวงตายังคงปิด แต่ริมฝีปากขยับ “ฉันยังหลับอยู่”
เจ้าอ้วน “...”
แต่เจ้าอ้วนก็รู้ดีว่าคุณหมอไม่เคยกำหนดเวลาแบบนี้โดยไร้เหตุผล เขากลืนน้ำลายก่อนถามต่อ “มีใครจะมาเหรอ?”
เจียงเฉิงยังคง ‘นอนหลับ’ อยู่
“ลูกค้า?” เจ้าอ้วนลองเดาตามความคิด… แล้วตาของเขาก็สั่นไหวทันที ลูกค้าแบบไหนกันที่ไม่มาหากลางวัน แต่กลับต้องมาตอนกลางคืน?
เจ้าอ้วนพลันนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้น หนังสือที่รวมรายชื่อพวกคุณหญิงไฮโซทั้งหลาย คุณหมอเคยบอกว่ามันคือบัญชีรายชื่อคนที่กำลังจะล้มป่วยเพราะความโดดเดี่ยวในยามราตรี สายตาที่เขามองเจียงเฉิงก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที
เจียงเฉิงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขาพลิกผ้าห่มแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น จากนั้นก็ยืนขึ้น ขณะที่เจ้าอ้วนยังยืนอยู่ตรงนั้น เขาถอดชุดนอนออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดวอร์มทันที
เจ้าอ้วนจ้องเขาด้วยความมึนงง กระทั่งค่อยๆ คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาเบิกกว้าง “คุณหมอ… เรากำลังจะ…”
“นายนอนเต็มอิ่มแล้วใช่ไหม?” เจียงเฉิงเหลือบตามองขณะคุกเข่าลงผูกเชือกรองเท้า “หวังว่านายจะเต็มอิ่มนะ เพราะคืนนี้เราจะไม่ได้นอนอีกแล้ว”
“พวกเราเพิ่งออกมาจากฝันร้ายเองนะ!” เจ้าอ้วนแทบจะทรุดลงตรงนั้น
“ใจเย็น” เจียงเฉิงลุกขึ้น แล้วหยิบกระดาษสีเหลืองออกมา ตรวจดูก่อนเก็บใส่เข้ากระเป๋า “ฉันไม่ได้คิดจะพานายไปด้วยซะหน่อย”
“คุณหมอ ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผมหมายถึงคือ คุณ…”
“พอแล้ว” เจียงเฉิงกลับไปคลานขึ้นเตียง ความอบอุ่นทำให้เขาเผลอครางเบาๆ เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคาง “ฉันจะนอนต่อแล้ว”
เจ้าอ้วนรู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางหยุดเจียงเฉิงได้ บางที… คุณหมออาจมีแผนของตัวเองอยู่แล้ว
“คุณหมอ คุณต้องระวังนะครับ” เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือน “แล้วก็… คราวนี้อย่าพยายามช่วยใครอีกเลย ดูแลตัวเองก็พอ”
“ฉันรู้แล้ว” เจียงเฉิงค่อยๆ หลับตาลง “เจ้าอ้วน ปิดประตูด้วยนะตอนออกไป ฉันจะนอนแล้ว”
ในความมืด เสียงลมหายใจของเจียงเฉิงช้าและสม่ำเสมอ ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไปจริงๆ ในความฝัน เขาฝันว่าตัวเองค่อยๆ ลุกขึ้น เดินลงบันได แล้วเปิดประตูเหล็กสีดำบานนั้นอีกครั้ง
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ฉากรอบตัวก็เปลี่ยนไป มีตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสลัวแขวนอยู่เหนือศีรษะ อาจเพราะลม หรือไส้ตะเกียงที่สั่นไหว เปลวไฟจึงพลิ้วกระพริบ
เพดานเตี้ยมาก ภายใต้แสงจากตะเกียง เจียงเฉิงเห็นใยแมงมุมปกคลุมอยู่เต็มห้อง โชคดีที่ไม่เห็นแมงมุม เขาไม่ชอบเจ้าสิ่งที่มีขามากมายและลำตัวปกคลุมด้วยขนฟูพวกนั้นเอาเสียเลย
ที่นี่ทั้งแคบและมืด กลิ่นแปลกๆ ลอยมากระทบจมูก เขาไม่รู้ว่ามันคือกลิ่นของอะไร…แต่มันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงเพื่อยืนยันตำแหน่งที่ตัวเองอยู่
“...”
เขาอยู่ในห้องน้ำที่คับแคบ และยังสกปรกมากด้วย ผนังรอบด้านเต็มไปด้วยคราบเหลืองประหลาดที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร
ตรงหน้าคือประตูไม้เก่าๆ บอบบาง ส่วนล่างของบานประตูมีร่องรอยถูกไฟไหม้ เขากลั้นหายใจ ดันประตูออกแล้วก้าวเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก็พบประตูสีเขียวบานหนึ่ง เขาเปิดมันออก และเดินเข้าสู่สถานที่ที่ดูเหมือนเป็นโถงรับแขก
พื้นเป็นสีดำ น่าจะเป็นซีเมนต์… หรืออาจเป็นวัสดุอื่น ไม่ว่ามันจะคืออะไร มันทั้งหยาบและราคาถูก
โต๊ะกับเก้าอี้ต่างเก่าโทรม โต๊ะที่อยู่ใกล้เขาที่สุดมีรอยแตก แถมยังเปื้อนคราบสกปรกที่ต่อให้ขัดถูอย่างไรก็ลบไม่ออก
ในความทรงจำของเจียงเฉิง เขาไม่เคยมาอยู่ในสถานที่แบบนี้มาก่อนเลย เขาเคยเห็นมันแค่ในหนังหรือละครเท่านั้น มักจะเป็นฉากที่ว่าด้วยเรื่องราวในยุคทศวรรษ 70 หรือ 80 …แต่ครั้งนี้ เขากลับย้อนเวลาไปไกลกว่านั้นอีกมาก
เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วกวาดตามองไปรอบๆ ตรงนี้คือโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่พอสมควร ชั้นที่เขาอยู่เป็นส่วนของร้านอาหารในโรงเตี๊ยมนั้น เขาเหลือบไปเห็นชื่อโรงเตี๊ยมที่ถูกแขวนไว้ในตำแหน่งเด่นชัด โรงเตี๊ยมอันผิง
เมื่อยืนยันสภาพแวดล้อมรอบตัวได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปพบกับเพื่อนร่วมทีมในภารกิจครั้งนี้ พวกเขาน่าจะอยู่แถวๆ โรงเตี๊ยมนี้เอง มีลูกค้าอยู่ไม่มากนัก มีเพียงสามโต๊ะที่มีคนนั่งจากทั้งหมดสิบโต๊ะ เขากวาดตามองไป ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่มีใครสนใจเขาเลย
เขาเดินตรงไปทางหนึ่ง ที่นั่นไม่มีประตู มีเพียงผ้าม่านสีขาวกั้นไว้ เป็นห้องส่วนตัวเพียงห้องเดียวของร้านอาหารนี้ การตกแต่งเรียบง่ายและหยาบกร้านมาก เขาเอื้อมมือดึงม่านออก สายตาทั้งเจ็ดคู่ก็หันมาจ้องเขาทันที
เจียงเฉิงไม่รู้สึกกระดาก เขาเดินเข้ามาอย่างสงบ ดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง
คนที่อยู่ข้างในแต่งกายต่างออกไปจากผู้คนในยุคนี้ พวกเขาเหมือนกับเจียงเฉิง… ที่มาจากหลายสิบปีให้หลัง
รวมเจียงเฉิงแล้ว ที่นี่มีทั้งหมดแปดคน ชายห้าคนและหญิงสามคน