บทที่ 65 อยากมีชีวิตรอดไหม?
บทที่ 65 อยากมีชีวิตรอดไหม?
โหลวอี้ครุ่นคิดตามคำพูดของคู่หู ก่อนจะก้มมองแม่กุญแจยักษ์ตรงหน้า “แต่ว่า… ใครกันที่จับเขามาขังไว้ที่นี่ แล้วทำไปเพื่ออะไร?”
“ต้องเป็นพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังแน่” เจินเจี้ยนเหรินตอบ “ส่วนเหตุผล… คงต้องถามจากปากเขาเอง”
“ตอนนี้เลยหรอ?” โหลวอี้ย่นคอถามเสียงแผ่ว
เจินเจี้ยนเหรินพยักหน้า “ใช่”
“เดี๋ยว!” โหลวอี้หันมาขมวดคิ้วใส่เขา “ถ้าเขาถูกขังอยู่จริงๆ ทำไมถึงไม่หนีออกไป หรือโทรแจ้งตำรวจล่ะ?”
เจินเจี้ยนเหรินชะงักไปชั่วครู่ เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้ทำให้เขานึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ สองสามวินาทีต่อมา เขาก็เม้มปากแน่นแล้วปรายตามองลานว่างเปล่าด้านนอก “ฉันว่าฉันรู้แล้วว่าทำไมตาแก่นั่นถึงเดินกะเผลก…”
โหลวอี้ได้ยินก็ขนลุกวาบ
…
โจวไท่ฝูอุ้มเสื้อผ้าที่ขอยืมมาติดตามอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางระมัดระวัง ส่วนจางอิ้นอิ้นเดินห่างออกไปไม่มาก
“หนาวชะมัด…” โจวไท่ฝูบ่นพึมพำ แต่พอปรายตาไปเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าขมวดคิ้ว เขาก็รีบเงียบเสียงไป ทั้งสามเดินทางต่อโดยไม่มีใครพูดอะไร โจวไท่ฝูไม่ได้กินมื้อเช้า ร่างกายจึงทั้งหนาวทั้งหิว พอเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ เขาก็รีบแวะเข้าไปซื้อน้ำเต้าหู้ร้อนๆ สามแก้ว พอเดินออกมาถือแก้วออกมา สาวๆ ที่ต่อคิวอยู่ก็จ้องมองเขาด้วยสายตาประหลาด
โจวไท่ฝูจิบไปหนึ่งอึก ใบหน้าเขาพลันกลับมามีสีสันอีกครั้ง “คุณสวี่” เขาเอ่ยอย่างเกรงๆ “ว่าแต่…พวกเราไปห้องดนตรีกันแบบนี้มันจะไม่อันตรายไปหน่อยเหรอ? ทำไมเราไม่ชวนเฟิงหลานมาด้วยล่ะ?” เฟิงหลานดูเหมือนจะรู้เรื่องราวของโรงเรียนนี้ดี อีกทั้งก่อนหน้านี้เจินเจี้ยนเหรินก็เคยลองทดสอบเธอด้วยกล้องแล้ว และยืนยันว่าเธอไม่ใช่ผี
สวี่เหวินเหยียบขึ้นบันไดอย่างระวัง ไม่ให้เท้าเปียกน้ำจากแอ่งข้างทาง เธอเกลียดความเปียกชื้น เพราะมันทำให้เธอนึกถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ชีวิตในป่าฝนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเพื่อนร่วมทีม
โจวไท่ฝูคิดว่าคำพูดของตัวเองถูกเมินไปแล้ว แต่ไม่นานเสียงของสวี่เหวินก็ดังขึ้น “ผีในภารกิจนี้มันเปลี่ยนไปแล้วนะ เฟิงหลานเมื่อวานอาจจะไม่ใช่ผี… แต่ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เธอจะไม่ใช่”
โจวไท่ฝูตะลึง “มะ… มันเปลี่ยนได้ด้วยเหรอ?”
จังหวะนั้น สวี่เหวินที่เดินนำอยู่ก็หยุดกะทันหัน แล้วค่อยๆ แหงนหน้ามองขึ้นไปข้างหน้า ตึกตรงหน้าเป็นตึกที่ไม่คุ้นตา ดูใหญ่โตโอ่อ่ากว่าอาคารซีที่มีห้องดนตรีอยู่
พอโจวไท่ฝูตั้งหลักได้เขาก็ขมวดคิ้วมองตึกนั้นอย่างงุนงง “นี่เรามาที่ไหนกัน?” เขาหันไปถามสวี่เหวิน “ไม่ใช่ว่า… เราจะไปห้องดนตรีกันหรอ?” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดเสริม “ที่อาคารซี”
“ดูเหมือนพวกเราจะเดินผิดทาง” จางอิ้นอิ้นหัวเราะเบาๆ แต่ในเสียงหัวเราะนั้นมีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
โจวไท่ฝูหันมามอง และก็เห็นว่าเธอกำลังจ้องมองเขาเช่นกัน
“งั้นคุณก็ไปอาคารซีเองเถอะ” จางอิ้นอิ้นถอดหมวกฮู้ดลายไดโนเสาร์ออก เผยผมบ๊อบสั้นที่คมกริบ ความหวานและความไร้เดียงสาบนใบหน้าหายไปจนหมด “ยังไงซะ… เราก็มาถึงที่หมายแล้ว”
ถึงจะไม่ค่อยฉลาดนัก แต่โจวไท่ฝูก็พอจะเข้าใจในที่สุด เขาจ้องจางอิ้นอิ้นด้วยความตกใจ “นี่… พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะไปห้องดนตรีกันตั้งแต่แรกเหรอ?”
สวี่เหวินหันกลับมาช้าๆ สายตาของเธอผ่านเลยโจวไท่ฝูไปจับจ้องอยู่ที่จางอิ้นอิ้น สุดท้ายเธอจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เธออยากมีชีวิตรอดไหม?” น้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกใดๆ
“เธอเป็นใครถึงมาถามฉันแบบนั้น?” จางอิ้นอิ้นสวนกลับทันที “เอาของมาซะ แล้วฉันอาจจะยอมร่วมมือด้วย แบบนั้น… พวกเราทุกคนก็จะได้รอด”
สวี่เหวินส่ายหน้า “ฉันถามว่า… เธออยากรอดไหม?”
สีหน้าของจางอิ้นอิ้นพลันแข็งกร้าวและเย็นชา ผู้หญิงตรงหน้านี้รับมือได้ยากกว่าผู้หญิงในชุดกี่เพ้ามาก
“หมายความว่ายังไง?” เธอถามเสียงต่ำอย่างไม่พอใจ
สวี่เหวินยังคงสีหน้าเยือกเย็นไม่เปลี่ยน “ฉันมีเรื่องสำคัญต้องทำ เป็นเรื่องอันตรายมาก ไม่สามารถให้เกิดข้อผิดพลาดได้แม้แต่น้อย ฉันพาเธอไปด้วยได้” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย “ถ้าเธออยากมีชีวิตรอด”
จางอิ้นอิ้นหัวเราะในลำคออีกครั้ง “เธอคิดว่าเป็นใครกัน ถึงกล้าคิดว่าฉันจะยอมอยู่ใต้อำนาจเธอ?”
“งั้นก็แปลว่า…” สวี่เหวินถาม “เธอไม่อยากมีชีวิตรอดสินะ?”
“อย่าคิดว่า…” จางอิ้นอิ้นชะงักไป ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองพลันแข็งค้างในทันที วินาทีถัดมา เลือดทะลักออกจากปาก กลืนคำพูดกลับลงคอ เธอหันกลับไปช้า ๆ… และพบใบหน้าของฆาตกรที่กำลังจ้องมองมาอยู่ตรงหน้า
“แก…” แววตาเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
โจวไท่ฝูเช็ดคมมีดกับเสื้อกล้ามราวกับเป็นเรื่องปกติ ราวกับเพิ่งเชือดไก่ ไม่ใช่ฆ่าคน จางอิ้นอิ้นโอนเอนก่อนร่างจะทรุดลง สติเลือนราง เลือดเอ่อทะลักออกจากบาดแผล
“เราจะทำยังไงกับศพดี?” โจวไท่ฝูเก็บมีดเข้าที่ มองไปทางสวี่เหวิน “ค้นตัวดีไหม?”
สวี่เหวินก้มมองร่างไร้ลมหายใจของจางอิ้นอิ้น ชุดไดโนเสาร์ที่เธอสวมอยู่กำลังจะถูกย้อมด้วยเลือด
“ไม่จำเป็น” สวี่เหวินส่ายหน้า “ที่นี่เปลี่ยวมากพอ เดี๋ยวศพก็จะหายไปเองในไม่ช้า” แล้วเธอก็เสริม “เมื่อกี้นายไม่ได้ยินหรือไง? เธอคิดว่าของอยู่ที่ฉัน”
โจวไท่ฝูขมวดคิ้ว “แล้วใครกันที่มีของ?” ตอนนี้เหลือเพียงสองทีม เจียงเฉิงกับเจ้าอ้วน และเจินเจี้ยนเหรินกับโหลวอี้
“ไม่สำคัญ” สวี่เหวินยักไหล่ “ยังไงพวกนั้นก็คงล้มเหลวและตายกันหมด”
“เราอาจไม่ได้เปรียบในครั้งนี้ แต่พอพวกมันตายหมด” แววตาเธอเย็นเยียบ “ของก็จะตกเป็นของเราในครั้งหน้า”
โจวไท่ฝูเงยหน้าตรง ยอมรับอย่างไม่เต็มใจ “ก็จริง” ตลอดภารกิจนี้ โจวไท่ฝูมักงอโค้งหลัง ทำให้ดูทั้งขี้ขลาดและเสแสร้ง แต่เมื่อยืดตัวเต็มความสูง กล้ามเนื้อรอบแขนขากลับปรากฏชัด
“ฉันว่าควรลากศพเธอไปทิ้งในป่า” เขาเลียริมฝีปาก พลางเหลียวมองรอบ ๆ “กลัวว่าถ้ามีเด็กนักเรียนหรือครูมาเจอ จะทำให้เราเดือดร้อน”
สวี่เหวินส่ายหน้าอีกครั้ง เธอกวาดตามองรอบตัวแล้วเอ่ย “ไม่จำเป็น ได้สังเกตหรือเปล่าว่าจำนวนนักเรียนกับเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน… กำลังลดลงเรื่อย ๆ”