บทที่ 64 ล็อก
บทที่ 64 ล็อก
“เที่ยงคืน?” โจวไท่ฝูถึงกับอ้าปากค้าง เจินเจี้ยนเหรินพูดถูกแล้ว เวลาของพวกเขาใกล้หมดเต็มที การซ้อมครั้งที่สามคือโอกาสสุดท้าย
“ตอนนี้เรามีเบาะแสอยู่สามจุด” สวี่เหวินอธิบาย “หนึ่ง คือหัวหน้าแผนกหลี่ เราไม่เคยเจอตัวเธอ แต่เธอคอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของเราทุกฝีก้าว ฉันเชื่อว่าเธอรู้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนั้น”
“สอง คือห้องดนตรีในตึก C นั่นคือที่แรกและที่เดียวที่เราถ่ายติดผีได้ ที่นั่นต้องมีความพิเศษบางอย่างสำหรับผีตัวนี้
“สาม คือห้องเก็บอุปกรณ์” สวี่เหวินหันไปมองเจียงเฉิง “คุณห่าวบอกว่าเคยเจอผีวาดรูปที่นั่น…”
“ใช่แล้ว” เจียงเฉิงพยักหน้าอย่างจริงจังพลางชี้ไปที่เจินเจี้ยนเหริน “แล้วเขาก็คือแบบให้ผีวาด! ว่าแต่ผีนั่นฝีมือใช้ได้เลยนะ”
เจินเจี้ยนเหรินถลึงตาใส่ “ช่วยหยุดชี้หน้าคนอื่นจะได้ไหม?”
สวี่เหวินเริ่มหมดความอดทนกับสองคนนี้ เธอกล่าวต่ออย่างจริงจัง “เบาะแสน่าจะอยู่ในสามจุดนี้ เราไม่มีเวลามากแล้ว ต้องแยกกันไป”
ข้อเสนอของสวี่เหวินถือว่ามีเหตุผล เจียงเฉิงกับเจ้าอ้วนจะไปหาหัวหน้าแผนกหลี่เพื่อตามหาข้อมูลเพิ่ม สวี่เหวินจะนำกลุ่มไปลอบสำรวจห้องดนตรีตอนที่ไม่มีคนใช้ ส่วนเจินเจี้ยนเหรินกับโหลวอี้จะไปค้นห้องเก็บอุปกรณ์ ภารกิจใกล้ถึงจุดจบแล้ว ไม่มีใครสนใจว่าที่ไหนอันตรายกว่า เพราะถ้าไม่จบภารกิจก่อนเที่ยงคืนที่จะมาถึงนี้ ทุกคนจะต้องตาย
หลังจากนั้น กลุ่มของสวี่เหวินก็ออกไป
เมื่อเจินเจี้ยนเหรินเดินมาถึงประตู เขาหยุดกึก แล้วหันไปมองห้อง 404 ราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ ความสับสนเริ่มปรากฏขึ้นในดวงตา เขาขมวดคิ้ว… เหมือนมีอะไรบางอย่างหายไป
“พี่เทวดาผู้พิทักษ์!” เจียงเฉิงตะโกนตามอย่างเป็นมิตร “ถ้าหาภาพวาดเหมือนของตัวเองเจอ อย่าลืมดูตรงมุมล่างขวาด้วยนะ!”
ความคิดของเจินเจี้ยนเหรินถูกขัด เขาหน้าเสียทันที “หมายความว่ายังไง?” โหลวอี้ก็หันมามองเจียงเฉิงอย่างแปลกใจเช่นกัน
เจียงเฉิงสูดลมหายใจลึกแล้วนั่งตัวตรง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังจนเจินเจี้ยนเหรินรู้สึกไม่สบายใจ ส่วนเจ้าอ้วนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย
“บางที นายอาจจะเจอชื่อของผีที่นั่น” เจียงเฉิงพูดขึ้น
ม่านตาของเจินเจี้ยนเหรินหรี่แคบลง ก่อนจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้น
“นายหมายความว่า… ภาพวาดนั่นอาจจะมีลายเซ็น?” เขาพึมพำกับตัวเอง “ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จะได้รู้ชื่อของผู้หญิงคนนั้น! และจากนั้น…”
เจียงเฉิงส่ายหัว “ไม่ใช่หรอก ฉันก็แค่หวังว่านายจะตายไปโดยที่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
…
ทางเดินหลังฝนตกเต็มไปด้วยโคลน เสียงรองเท้าของเจินเจี้ยนเหรินย่ำดังแฉะทุกย่างก้าว ตั้งแต่เจียงเฉิงเอ่ยถึงภาพวาด ภาพนั้นก็เกาะติดอยู่ในหัวเขาเหมือนฝันร้าย
“เราจำเป็นต้องไปจริง ๆ เหรอ?” โหลวอี้เอ่ยถาม
เจินเจี้ยนเหรินจ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่หันมามอง “ต้องให้มานั่งคิดกันอีกเหรอ?”
โหลวอี้จึงเงียบไป
พอเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ ทั้งคู่ก็แวะซื้อขนมปัง น้ำดื่ม และแฮมมากินระหว่างทาง พวกเขาหิวมาตั้งแต่เมื่อคืน เจินเจี้ยนเหรินยกมือขึ้นนวดขมับ ตั้งแต่เมื่อวานเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ เหมือนมีใครคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลา
ห้องเก็บอุปกรณ์ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวติดกับสนามเก่า สนามนั้นถูกทิ้งร้างมานาน หลังฝนตกมันก็กลายสภาพเป็นบึงโคลน พวกเขาเดินอ้อมไปรอบสนาม พยายามหาทางที่สะอาดที่สุด แต่รองเท้าก็ยังเปรอะอยู่ดี จนในที่สุดพวกเขาก็หยุดเดิน
เจินเจี้ยนเหรินเงยหน้ามอง ป้ายยังเขียนชัดเจนว่า “ห้องเก็บอุปกรณ์”
ประตูหน้าถูกเปิดอ้าไว้ แต่รอบ ๆ ไม่มีคนเลย
“ไม่มีใครอยู่เหรอ?” โหลวอี้ขมวดคิ้วมองไปรอบ ๆ “เวลานี้พวกเขาน่าจะอยู่ที่โรงอาหารกัน”
เจินเจี้ยนเหรินคิดครู่หนึ่งก่อนส่ายหัว
“คงไม่ใช่ ตามที่สวี่เหวินเล่า ชายชราคนนั้นหน้าซีด แถมเดินกะเผลก ที่นี่อยู่ไกลจากโรงอาหารมาก แถมถนนก็ลื่น เขาคงไม่ไปที่นั่น”
“หมายความว่า… เขายังอยู่ที่นี่?!”
“ก็มีความเป็นไปได้สูง”
โหลวอี้สีหน้าเคร่งขึ้น “ชายชราคนนี้ไม่น่าใช่ NPC ธรรมดา ขาต้องเป็นตัวละครสำคัญแน่ ๆ”
พวกเขาเดินสำรวจรอบอาคารและพบว่ามีทางเข้าเพียงทางเดียว มีประตูเล็กอยู่ด้านข้าง แต่ถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้ พอวกกลับมาที่ประตูหน้า พวกเขาไม่ได้เข้าไป แต่กลับยืนอยู่ด้านนอกคอยสังเกต อีกทั้งที่ประตูยังมีแม่กุญแจล็อกเอาไว้ พวกเขาจึงเฝ้ารออย่างกลั้นใจ สถานที่นี้เงียบกริบราวกับไร้ชีวิต
“ทำยังไงต่อดีล่ะ?” โหลวอี้กระซิบถาม
เจินเจี้ยนเหรินยิ่งยืนอยู่นานก็ยิ่งรู้สึกกังวล
สวี่เหวินบอกว่ามีชายชราพักอยู่ที่นี่ และจนถึงตอนนี้ เขาคือผู้ชายเพียงคนเดียวที่พวกเขาเจอในโรงเรียนแห่งนี้
เจินเจี้ยนเหรินเหลือบมองประตูหน้า เห็นโซ่เส้นหนาพันไว้กับแม่กุญแจสีดำ โหลวอี้เองก็เริ่มประหม่า ภาพผีในภาพวาดและรอยมือเลือดผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่
“แปลก…” เจินเจี้ยนเหรินพึมพำ
โหลวอี้ลดเสียงถาม “อะไรแปลก?”
“ชายชราคนนั้นปกติพักอยู่ที่ไหน?”
“ก็คงพักอยู่ที่นี่แหละ” โหลวอี้กวาดตามองไปรอบ ๆ ตอนที่พวกเขาสัมภาษณ์นักเรียน เคยได้ยินว่าครูบางคนเลือกอยู่ที่โรงเรียนต่อหลังเกษียณด้วยเหตุผลหลายอย่าง แล้วก็เปลี่ยนมาทำงานอย่างอื่น เช่น เป็นผู้ดูแลหอพัก บรรณารักษ์ อะไรทำนองนี้ ชายชราคนนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น
“แต่…” เจินเจี้ยนเหรินชี้ไปที่ประตู “กุญแจดันล็อกจากด้านนอก”
โหลวอี้ชะงักไป ก่อนจะขมวดคิ้ว
มันน่าสงสัยจริง ๆ ถ้าชายชราพักอยู่ข้างใน กุญแจควรล็อกจากด้านใน แล้วทำไมถึงล็อกจากด้านนอก?
เว้นแต่ว่า…
เจินเจี้ยนเหรินนึกถึงประตูด้านข้างขึ้นมา
มันถูกตอกปิดจากด้านนอก เต็มไปด้วยตะปูขนาดเล็กเท่านิ้ว
“เขาไม่ได้เต็มใจที่จะอยู่ที่นี่” เจินเจี้ยนเหรินหันไปบอกโหลวอี้อย่างมั่นใจ “เขาถูกกักขังอยู่ในนี้ต่างหาก”