บทที่ 53 ค่ำคืน
บทที่ 53 ค่ำคืน
หลังออกจากหอพัก กลุ่มของสวี่เหวินก็เดินมุ่งหน้าไปยังด้านทิศใต้ของโรงเรียน โดยมีจางอิ้นอิ้นเดินตามอยู่ห่าง ๆ อย่างระมัดระวัง บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างเปลี่ยว พวกเขาไม่เจอใครเลยนอกจากเด็กผู้หญิงไม่กี่คนที่กำลังวิ่งออกกำลังกายยามเช้า เด็กสาวเหล่านั้นดูไม่ได้สนใจจางอิ้นอิ้นกับสวี่เหวิน แต่กลับไปจ้องมองโจวไท่ฝูแทน ชายหนุ่มถึงกับตัวสั่น
“พวกเธอ…จะทำอะไรกันแน่?” โจวไท่ฝูที่ใส่แค่เสื้อกล้าม หน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ เอ่ยขึ้นอย่างตื่นกลัว โชคดีที่เด็กสาวพวกนั้นแค่ยืนมองอยู่ห่าง ๆ ไม่ได้เข้ามาทำอะไรผิดปกติ โจวไท่ฝูกลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ โลกนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว ถ้าเขาต้องมาอยู่คนเดียวล่ะก็…เขาไม่กล้าคิดต่อเลยด้วยซ้ำ
พวกเขาหยุดเมื่อเดินมาถึงสุดถนน เบื้องหน้าเป็นสนามวอลเลย์บอล รั้วรอบสนามนั้นขึ้นสนิมไปหมด ไม่มีใครอยู่ที่นั่น ฝุ่นลอยละล่องอยู่ในอากาศใต้แสงแดดยามเช้า กลิ่นอับชื้นคลุ้งไปทั่ว เหมือนเมื่อคืนเพิ่งมีฝนตก
พื้นสนามทำจากปูนเก่า ๆ เส้นแบ่งเขตที่เคยทาด้วยสีขาว ตอนนี้จางหายไปเกือบหมด ตาข่ายก็ขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือ จะเหลือก็เพียงเสาโลหะเปลือยเปล่า ด้านข้างรั้วมีเก้าอี้พลาสติกวางอยู่ หลายตัวแตกร้าวจากการตากแดดตากฝนมานาน ดูก็รู้ว่าที่นี่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานมากแล้ว
โจวไท่ฝูเหลือบตามองสวี่เหวินที่เป็นคนพาพวกเขามาที่นี่ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย จางอิ้นอิ้นดูเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา แต่สีหน้ากลับเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นว่าสวี่เหวินหันเลี้ยวเข้าไปในตรอกด้านหนึ่ง ในตรอกนั้นแทบจะเรียกว่าถนนไม่ได้ด้วซ้ำ มันเป็นแค่ทางเดินเล็ก ๆ ที่โรยด้วยกรวด ขนาดกว้างพอให้คนเดินได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็เงยหน้าขึ้น ได้เห็นอาคารหลังหนึ่งที่เหมือนกับหอพักของพวกเขาทุกกระเบียดนิ้ว โจวไท่ฝูกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่าทันที
ที่แตกต่างจากหอพักของพวกเขาคือ อาคารนี้ไม่ได้ถูกทิ้งร้าง หน้าต่างบางบานประดับด้วยกระถางต้นไม้ บางห้องมีราวตากผ้า นั่นแสดงว่ามีคนอาศัยอยู่
ภายในอาคารดูคล้ายกับหอพักของพวกเขา สวี่เหวินหาเส้นทางได้อย่างง่ายดาย เธอเดินไปหยุดที่หน้าห้องหนึ่งแล้วเคาะประตู เสียงเคาะสะท้อนก้อง ประตูเก่าเปิดดังเอี๊ยด แล้วใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งก็โผล่ออกมาอย่างน่าประหลาดใจ เป็นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ซึ่งตัดกับบรรยากาศรอบข้างโดยสิ้นเชิง หญิงสาวมองพวกเขาด้วยความตกใจ
“พวกคุณ?!”
สวี่เหวินยิ้มบาง “คุณครูเฟิง ขอโทษที่รบกวนนะคะ” เธอคือหญิงสาวจากตอนซ้อมละคร หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่ประตู สีหน้าเหมือนกำลังลังเลว่าจะเชิญพวกเขาเข้าห้องดีหรือไม่
“คุณครูเฟิง” สวี่เหวินชี้เข้าไปในห้อง “พวกเราขอเข้าไปพักขาหน่อยได้ไหมคะ?”
“เอ่อ…” หญิงสาวดูมีท่าทีลำบากใจ
“ขอบคุณค่ะ” สวี่เหวินพยักหน้าแล้วเดินเข้าไป หญิงสาวเผลอก้าวหลบอย่างไม่รู้ตัว จางอิ้นอิ้นตามเข้าไป และคนสุดท้ายคือโจวไท่ฝู
เขาสำรวจรอบห้อง ห้องนี้คล้ายกับของพวกเขา แต่กลับมีเพียงหญิงสาวคนเดียวที่พักอยู่ มีเตียงเพียงเตียงเดียว พื้นที่ที่เหลือเต็มไปด้วยของใช้ส่วนตัวของเธอ ตรงตู้เสื้อผ้ามีไม้แขวนติดอยู่ เสื้อชั้นในบางตัวแขวนอยู่บนราว ดูเหมือนจะเพิ่งซักเสร็จ บนพื้นปูนสีเข้มมีคราบน้ำที่ยังไม่แห้ง
หญิงสาวนั่งลงบนเตียง มองทั้งสามคนอย่างระวัง ขณะที่สวี่เหวินกำลังจะเอ่ยอะไรออกไป หญิงสาวกลับพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“ฉันรู้ว่าพวกคุณอยากจะถามอะไร”
โจวไท่ฝูถึงกับอึ้ง
จากนั้น หญิงสาวก็ลดเสียงลงราวกับเกรงว่าบางสิ่งจะได้ยิน “พวกคุณ… เจอ ‘พวกมัน’ แล้วใช่ไหม?”
“พูดต่อได้เลยค่ะ” สวี่เหวินไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธคำพูดนั้น ก่อนจะหยิบสมุดโน้ตออกมา แต่ดูเหมือนคำตอบของเธอจะทำให้หญิงสาวมั่นใจบางอย่างเข้าเสียแล้ว เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“แล้ว… เขายังปลอดภัยอยู่หรือเปล่าคะ?”
สวี่เหวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้… พวกเขาไม่เหลือกรามแล้ว เพราะงั้น… แต่เพื่อไม่ให้เรื่องยุ่งยาก เธอพยักหน้า
“เขายังปลอดภัยดีค่ะ”
“ขอบคุณพระเจ้า… งั้นเขานับว่าโชคดีจริง ๆ” หญิงสาวกำเสื้อผ้าแน่นด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะเหลือบมองสวี่เหวินแล้วเอ่ยอย่างระวัง
“หลังจากซ้อมละครเสร็จเมื่อวาน ฉันก็เริ่มสงสัยว่าเกิดเรื่องขึ้น เพราะพวกคุณดูวุ่นวายกันมาก… ที่จริงแล้วครูหลายคนที่นี่ก็เคยเจอ ‘พวกมัน’ มาแล้วเหมือนกัน…” น้ำเสียงเธอค่อย ๆ เบาลง
สวี่เหวินหยุดจดแล้วเงยหน้าขึ้น “รวมถึงคุณด้วยใช่ไหมคะ ครูเฟิง?”
หญิงสาวตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด เธอเล่าต่อ
“ใช่ค่ะ… มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปีแรกที่ฉันมาสอนที่นี่ วันนั้นเป็นวันธรรมดาทั่วไป พอเลิกเรียน ฉันก็เดินออกจากสำนักงานพร้อมครูคนอื่น ๆ ปกติฉันไม่ได้อยู่ในเมืองนี้ จึงขอพักที่หอพักครู ส่วนเรื่องอาหารก็มีโรงอาหารจัดการให้เรียบร้อย แต่วันนั้นหลังจากไปกินข้าวที่โรงอาหารแล้ว พอกลับถึงหอพัก ฉันถึงรู้ว่าลืมกุญแจไว้ในลิ้นชักที่ทำงาน ฉันตกใจมากเพราะตอนนั้นฟ้ามืดแล้ว”
พูดถึงตรงนี้ เธอหยุดเล็กน้อยก่อนอธิบายเพิ่มเติม “โรงเรียนนี้มี ‘กฎที่ไม่มีใครพูดถึง’ อยู่หลายข้อ หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ห้ามเดินเพ่นพ่านในโรงเรียนตอนกลางคืน’ โดยเฉพาะบริเวณอาคาร C แต่…” ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดลง “ห้องทำงานของฉัน… อยู่ในอาคาร C นั่นแหละค่ะ”
โจวไถ่ฝูตัวสั่นอย่างไม่รู้ตัว
“ตอนนั้นฉันเพิ่งย้ายมาสอนที่นี่ได้ไม่นาน” หญิงสาวพูดต่อ “ฉันเคยได้ยินคำเตือนพวกนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงห้าม ฉันเคยถามครูคนอื่นนะคะ แต่พวกเขาไม่ยอมอธิบายอะไรให้ฟัง บอกแค่ว่า ‘ให้ทำตามกฎ’ ก็พอแล้ว”
“แต่คุณก็ยังกลับไปเอากุญแจอยู่ดี” สวี่เหวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว
ท้ายที่สุดแล้ว…เนื้อเรื่องต้องดำเนินต่อไป
“ใช่ค่ะ” หญิงสาวถอนหายใจยาว แล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง ราวกับไม่ต้องการให้ใครมองเห็นความรู้สึกในดวงตา “ตอนที่ฉันไปถึงอาคาร C ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “และตัวอาคาร… ก็มืดสนิทเหมือนกัน
“มันเป็นความมืดที่แปลกมาก ราวกับมีบางสิ่งกำลังดูดกลืนแสงสว่างเข้าไป… คุณเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นไหม?” หญิงสาวหันกลับมาจ้องตาสวี่เหวิน แล้วจู่ ๆ ก็ดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “อาคารนั่น… มันมีชีวิต! มันกำลังรออยู่… รอให้ฉันเดินเข้าไปข้างใน!”
“ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะ” สวี่เหวินไม่หลงไปกับอารมณ์ของเธอ เธอยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ “ตอนนี้ยังเช้าอยู่ และคุณก็ไม่ได้อยู่ที่อาคาร C คุณปลอดภัยแล้วค่ะ”
ผ่านไปพักใหญ่ หญิงสาวถึงค่อย ๆ หลุดออกจากพันธนาการของความทรงจำนั้น เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ