บทที่ 15 เวลา
บทที่ 15 เวลา
เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดข้างนอกจ้าจนแสบตา แต่เขารู้จากการคำนวณก่อนหน้านี้ว่า เวลาเช้านี้จะคงอยู่แค่สามชั่วโมงเท่านั้น และตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อถึงยามค่ำคืนอีกครั้ง โลกใบนี้จะไม่มีวันได้พบกับแสงตะวันอีกเลย
“เราไม่มีเวลาแล้ว ต้องแยกกันไป” เจียงเฉิงกวาดตามองไปรอบๆ “หมานลี่ ไปคนเดียวเลย ส่วนเจ้าอ้วนมากับฉัน เราต้องรีบ แล้วก็คอยมองหากุญแจด้วย อาจจะมีเบาะแสอยู่หลังประตูเหล็กที่ล็อคบนชั้นสามนั่น ฉันลองมาทุกวิธีแล้ว ถ้าไม่มีกุญแจก็เปิดไม่ได้แน่ๆ”
“โอเค”
ทั้งสองทีมแยกย้ายกันทำหน้าที่
เนื่องจากกลุ่มของเจียงเฉิงมีคนมากกว่า พวกเขาจึงรับหน้าที่สำรวจชั้นหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างกว่า ส่วนหมานลี่ขึ้นไปตรวจดูชั้นสอง ไม่นานก็เริ่มมีได้เบาะแส เจียงเฉิงเจอเชือกเส้นหนึ่งอยู่ตรงมุมที่ไม่ค่อยสะดุดตา มันอยู่ด้านหลังบันได หนึ่งในปลายเชือกผูกติดกับมุมบันไดชั้นสอง ส่วนอีกปลายพาดลงไปถึงชั้นล่าง
เจียงเฉิงวิ่งขึ้นบันไดไปดูปมเชือกตรงมุมที่เขาเคยซ่อนตัวกับเจ้าอ้วนเมื่อคืนก่อน แต่เมื่อวานไม่มีเชือกนี่อยู่ตรงนี้
พอได้ยินเสียงฝีเท้าพวกเขาวิ่งขึ้นมา หมานลี่ก็ออกมาจากห้องทำงาน
“มีอะไร?”หมานลี่ถาม เจียงเฉิงชี้ไปที่เชือก
จากนั้นพวกเขาก็กลับลงมาชั้นล่างแล้วไล่ตามแนวเชือกไปเรื่อยๆ จนไปถึงสุดปลายห้องนั่งเล่น จนพบประตูห้องเล็กที่ใช้เก็บฟืนเปิดอ้าอยู่ สีหน้าหมานลี่เปลี่ยนทันที
“ฉันจำได้ว่าผูกเชือกไว้ระหว่างลูกบิดกับตะปูข้างประตู…แล้วเชือกมันหายไปไหน?”
เจ้าอ้วนเดินเข้าไปในห้องแล้วหยิบเชือกเส้นหนึ่งจากหลังกองไม้ มันถูกตัดเป็นสองท่อน และรอยตัดเรียบสนิท
หมานลี่รับเชือกมาแล้วลูบเบาๆ “ถูกตัดด้วยของมีคม...น่าจะเป็นมีดสั้น”
ในห้องเล็กนั้นมีประตูอยู่อีกบานหนึ่ง ฟืนที่เคยวางขวางหน้าประตูถูกย้ายออกไปแล้ว เจียงเฉิงเดินไปผลักประตูดู แต่มันก็ไม่ขยับ เขามองผ่านกระจกที่ติดอยู่ตรงประตู ด้านหลังเป็นลานหลังบ้าน มีใบไม้ร่วงกระจัดกระจายเต็มพื้น แต่ฝนที่ตกก่อนหน้านี้ทำให้ดินแฉะ และมีรอยล้อรถชัดเจนฝังอยู่ในโคลน
“รอยรถบัสนี่” เจ้าอ้วนถึงกับอุทาน “แต่พวกเราถูกล้อมรอบด้วยป่านะ รถบัสจะเข้ามาได้ยังไง…”
แม้มันจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าพี่เหนียนกับหญิงสาวคนนั้นหายไปได้อย่างไร
เจ้าอ้วนเอามือกระแทกประตูแบบเจียงเฉิง “ทำไมมันเปิดไม่ได้”
“อย่าทำเลย” เจียงเฉิงเตือน “มันเปิดไม่ออกหรอก”
เจ้าอ้วนชะงักไป ก่อนจะถาม “ถ้าประตูเปิดไม่ออก แล้วพวกเขาออกไปได้ยังไง?” หมานลี่พูดขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เป็นเรื่องของเวลา”
“…เวลา?”
“ใช่” หมานลี่หันไปมองเจ้าอ้วนที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในหัว
“เรามาผิดเวลา รถบัสกับประตูจะเปิดแค่ตอนที่ถึง ‘เวลา’ เท่านั้น”
“ตีสามเจ็ดนาที” เจียงเฉิงเอ่ยขึ้น
หมานลี่หันมามองเขาด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้า “นายคิดเหมือนกันสินะ”
“พูดอะไรกัน?” เจ้าอ้วนกระพริบตาปริบๆ “ทำไมต้องตีสามเจ็ดนาที?”
“จำเวลาตายของเซี่ยอวี่ได้มั้ย?” เจียงเฉิงว่า “ตอนนั้นฉันมองนาฬิกา มันหยุดที่ตีสามเจ็ดนาทีพอดี”
เจ้าอ้วนสะดุ้งเฮือก “แต่ในโลกนี้มันมั่วไม่ใช่หรอ?”
หมานลี่พูดต่อ “นั่นก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าใช้เป็นจุดอ้างอิงไม่ได้ คืนที่เวี่ยอวี่ตาย ฉันได้ยินเสียงประหลาด แล้วฉันก็ดูนาฬิกาเหมือนกัน” เขาหยิบนาฬิกาพก ออกมาแล้วเขย่าเบาๆ ให้เจ้าอ้วนดู “ตอนนั้นก็ขึ้นตีสามเจ็ดนาทีเหมือนกัน”
“แต่เมื่อกี้ฉันเพิ่งดูเวลา มันขึ้นว่าหกโมงเช้า นั่นหมายความว่า จะมีจังหวะหนึ่งที่ทุกนาฬิกาในที่นี่จะกลับไปที่ตีสามเจ็ดนาที”
ดวงตาเจ้าอ้วนเบิกกว้าง เขาหันขวับไปหาเจียงเฉิง “งั้นเมื่อคืน นายถึงรออยู่ในห้องทำงานจนถึงตีสามเจ็ดนาที! เพราะตอนนั้น...ผีจะปรากฏตัว” เจียงเฉิงไม่ตอบอะไร แต่เจ้าอ้วนพูดต่อ “แต่พอผีไม่ปรากฏตัว นายก็เลยไปแอบจับตาดูพี่เหนียนใช่มั้ย พอเห็นว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ นายก็เลยคิดว่าหมานลี่เป็น...” เขาชะงัก ไม่กล้าพูดต่อ เพราะหมานลี่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
เรื่องหลังจากนั้นก็ดูง่ายขึ้น พวกเขากลับมานั่งในห้องนั่งเล่น เจียงเฉิงนั่งลงบนโซฟา หมานลี่นั่งใกล้เตาผิง ส่วนเจ้าอ้วนเข้าไปทำอาหาร พออิ่มกันแล้ว ทุกคนก็มานั่งรวมกัน
หมานลี่เล่าว่า เขาเห็นรอยล้อหกล้อหลังบ้าน นั่นหมายความว่ารถบัสคันนั้นมาที่นี่ทุกคืนตลอดสามคืนที่ผ่านมา
และพวกเขา...ก็ติดอยู่ในบ้านหลังนี้มาสามคืนแล้ว
ฟ้าข้างนอกมืดสนิท หมานลี่ก้มดูนาฬิกา ไม่นานหลังจากที่เจ้าอ้วนเพิ่งงีบ เจียงเฉิงก็ลุกขึ้นพูดว่า “ถึงเวลาแล้ว”
หมานลี่ลุกขึ้นตามแล้วเก็บนาฬิกาพกใส่กระเป๋า ทุกคนเดินตรงไปยังห้องเก็บของที่มุมห้องนั่งเล่น เจียงเฉิงกับหมานลี่ระวังตัวมาก เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีผีโผล่ออกมาในนาทีสุดท้ายหรือเปล่า และแล้ว...เมื่อพวกเขาเข้าไปในห้องเก็บของ พื้นที่ว่างด้านหลังบ้านก็ค่อยๆ สว่างขึ้น
รถบัสคันหนึ่งแล่นมาแต่ไกล แล้วหยุดอยู่ห่างจากตัวบ้านประมาณยี่สิบเมตร หมานลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะวางมือลงบนลูกบิดประตู แล้วผลักออก
ประตูเปิด
เจ้าอ้วนตื่นเต้นจนเกือบร้องไห้ หมานลี่เดินออกไปก่อน ตามด้วยเจ้าอ้วน แล้วก็เจียงเฉิงตามมาเป็นคนสุดท้าย
บ้านหลังนี้อบอุ่นมาก พอพวกเขาก้าวเท้าออกมา ลมหนาวก็ปะทะใบหน้าเข้าอย่างแรง หมานลี่รีบกระชับเสื้อคลุม เจียงเฉิงก็ทำแบบเดียวกัน เจ้าอ้วนทำได้แค่กอดตัวเองแน่น
ทั้งสามค่อยๆ เดินไปที่รถบัส คนขับกับผู้โดยสารยังเป็นกลุ่มเดิม คู่รักหนึ่งคู่ แม่ลูกอีกคู่ ทั้งหมดนั่งอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยน
ไกด์เจิ้งยืนอยู่บนรถบัส ต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ขอโทษที่ให้รอนะคะนักเดินทางทุกคน ตอนนี้เรากำลังจะกลับบ้านกันแล้ว”
กลับบ้าน... คำคำนั้นช่างหวานหูเหลือเกิน
เจ้าอ้วนกำลังจะก้าวขึ้นรถบัส แต่จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งคว้าตัวเขาไว้ แล้วหมานลี่ก็เดินผ่านเขาขึ้นรถไปก่อน
เจ้าอ้วนหันกลับไปมอง เห็นเจียงเฉิงยืนอยู่ข้างหลัง มองรถบัสด้วยแววตาเรียบเฉย
“เป็นอะไรไป?” เจียงเฉิงไม่ตอบ
“นักเดินทางคะ ไม่อยากกลับบ้านกันเหรอ?” ไกด์เจิ้งเอียงคอยิ้ม พลางโค้งเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยสักรูปกุหลาบสีสดบนต้นแขนเรียว “ถ้าช้าไป คุณอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลยก็ได้นะคะ”