บทที่ 12 กล่อง
บทที่ 12 กล่อง
หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานกันไปแล้ว พวกเขาก็เริ่มค้นหากันอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น เจ้าอ้วนเกาะติดเจียงเฉิงแจ จนหมานลี่บ่นว่าไอ้ตัวใหญ่นี่บังสายตาคนอื่นไปหมด แล้วก็โดนด่าไปหลายที แต่เจ้าอ้วนก็ทำเป็นไม่สนใจ ยังไงคนอื่นก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี
ไม่นาน พวกเขาก็เจออะไรบางอย่างในห้องนอนใหญ่
มีกรอบรูปไม้แขวนอยู่บนผนัง ข้างในเป็นภาพถ่ายเก่าๆ ที่เปียกน้ำจนพื้นหลังเหลืองซีด มองเห็นเพียงครอบครัวสี่คนที่ยืนอยู่ตรงกลางรูป
เจ้าของบ้านชายหญิงยืนอยู่ตรงกลาง ผู้หญิงเอามือวางบนไหล่เด็กผู้หญิงผูกเปียสองข้าง เด็กหญิงยืนอยู่ตรงหน้ามารดาอย่างเรียบร้อย ส่วนอีกคนที่ตัวสูงกว่า ดูจะมีท่าทีต่อต้านมากกว่า เธอพับขากางเกงกับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นแขนผอมบางที่เต็มไปด้วยรอยสัก ยืนอยู่ข้างพ่อและเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ดูเหมือนนี่จะเป็นครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่
สิ่งแปลกคือ ใบหน้าทุกคนในภาพกลับพร่าเบลอ พื้นหลังก็เช่นกัน มองไม่ออกเลยว่าภาพนี้ถ่ายที่ไหน
เฉินเสี่ยวเหมิงจ้องภาพอย่างตะลึง ก่อนจะร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“ฉันจำได้ว่ารูปนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้ตอนเช้านะ! ผนังตรงนี้ตอนเช้าก็ยังโล่งอยู่เลย!”
พี่เหนียนยังวางท่าทีคงสงบ เธอคุ้นชินกับเรื่องแปลกๆ ในแดนฝันอยู่แล้ว
“น่าจะเพราะเราหาเบาะแสเจอ เลยไปกระตุ้นเนื้อเรื่องให้เดินต่อ” หมานลี่อธิบาย
เจียงเฉิงหันไปมองเขา “เหมือนเกมงั้นหรอ?”
“ก็ประมาณนั้น”
ต่อจากนั้น พวกเขาก็เจอคีมอยู่ในห้องที่พบศพของเซี่ยอวี่ ข้างๆคีมมีกล่องเหล็กบุบๆ ใบหนึ่ง เป็นกล่องแบบที่เอาไว้ใส่ลูกอม เจ้าอ้วนหยิบขึ้นมาแล้วเขย่าดู มีเสียงอะไรบางอย่างกระทบกันอยู่ข้างใน
“อะไรอยู่ในนี้?”
เขากำลังจะใช้มือใหญ่ๆ ง้างฝากล่องออก แต่เจียงเฉิงรีบยื่นมือมาห้ามไว้ เขาจับแขนเจ้าอ้วนแล้วจ้องไปที่คีม หน้าของเขาเริ่มถอดสี
“เป็นอะไรไป?” เจ้าอ้วนตกใจ
เจียงเฉิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนสีหน้าจะกลับมาเหมือนเดิม
“ไม่มีอะไร แค่พอคิดขึ้นได้ว่าบางทีในห้องน่าจะยังมีเบาะแสอื่นอยู่ เดี๋ยวฉันไปดูเอง”
“อ๋อ โอเค” เจ้าอ้วนพยักหน้า เขาอยากจะตามไปด้วยแต่ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่า พอเจียงเฉิงออกไปได้แค่สามวินาที เขาก็บิดกล่องเปิดออกจนได้ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความสับสนและสุดท้ายคือความหวาดกลัว “อ๊า..!?”
ตอนเจียงเฉิงกลับมาโดยเอามืออุดหูไว้ เจ้าอ้วนก็เงียบไปแล้ว หมานลี่เอามือปิดปากเจ้าอ้วนไว้แล้วผลักเขาไปที่มุมห้องอย่างรำคาญ เจียงเฉิงชะโงกหน้าไปมอง เห็นกล่องตกอยู่บนพื้น ปุ่มเล็กๆ สีขาวขุ่นกระจายอยู่รอบๆ
“ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นฟัน” เจียงเฉิงพยักหน้าอย่างพอใจ
หมานลี่กับพี่เหนียนดูจะเดาได้เหมือนกัน เพราะสีหน้าพวกเขาแทบไม่เปลี่ยน แต่เฉินเสี่ยวเหมิงกลับหน้าซีดจนฟันกระทบกัน
“พวกผู้ชายก็เหมือนกันหมด” พี่เหนียนเอ่ยเสียงเย็น “ทำตัวเหมือนสัตว์”
เจียงเฉิงได้ยินก็หันไปมองหมานลี่ หมานลี่สะดุ้ง แล้วโวยขึ้นว่า “มองฉันทำไมวะ?”
เจียงเฉิงยักไหล่ ก่อนจะหันไปมองเจ้าอ้วนที่นั่งหงอยอยู่มุมห้อง พอสบตากับสายตากล่าวหาของเจ้าอ้วน เขาก็หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วนแล้วเบือนหน้าหนีไปเงียบๆ
พอไม่มีเบาะแสอื่นแล้ว เจียงเฉิงก็เสนอให้ไปดูประตูชั้นสามที่ยังไม่ได้เปิด แต่หมานลี่ห้ามไว้แล้วชี้ไปที่หน้าต่าง “ใกล้มืดแล้ว” การสำรวจพื้นที่ใหม่ตอนกลางคืนไม่ใช่ความคิดที่ดี ดังนั้นทุกคนจึงตกลงกันว่าควรจะพักกันก่อน
เจ้าอ้วนคิดว่าเหตุการณ์เมื่อคืนจะทำให้ทุกคนเลือกนอนรวมกัน แต่พี่เหนียนไม่คิดแบบนั้น เธอถึงขั้นเตะหมานลี่ออกจากห้องแล้วปิดประตูใส่หน้า
หมานลี่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนใหญ่พร้อมหมอนและผ้าห่มในมือ เหมือนผัวโดนเมียไล่ออกจากบ้าน
“ไม่เป็นไรพี่ มานอนกับพวกเราก็ได้” เจ้าอ้วนปลอบ
“ไม่จำเป็น ฉันจะนอนข้างล่าง” หมานลี่ตอบ ก่อนจะเดินลงบันไดไป เสียงฝีเท้าดังสะท้อนก้อง เจียงเฉิงหันกลับเข้าไปในห้อง เจ้าอ้วนลังเลอยู่สักพักก็เดินตามเข้าไป
เจียงเฉิงเปิดไฟทุกดวง แล้วไปยืนพิงประตูเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวข้างนอกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะผละออกมานั่งที่โซฟา
“พี่...คืนนี้เรายังจะนอนที่นี่กันอีกเหรอ?” เจ้าอ้วนหน้าซีดเขียว สายตากลอกไปมาที่เตียง เพิ่งจะมีวิญญาณโผล่ออกมาจากเตียงนั่นเมื่อคืนนี้
“แน่นอนว่าไม่” เจียงเฉิงตอบตรงๆ “เดี๋ยวฉันจะไปห้องทำงาน”
“ผมไปด้วย!”
ประมาณสิบกว่านาทีต่อมา ท้องฟ้าก็มืดสนิท เจียงเฉิงมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะค่อยๆ ย่องไปที่ประตู เปิดแล้วแทรกตัวออกจากห้อง จากนั้นก็แอบย่องเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง เจ้าอ้วนก็ตามติดมาติดๆ
หลังจากปิดประตู ทั้งสองก็มองหาที่นั่ง เจ้าอ้วนจะเปิดไฟแต่เจียงเฉิงห้ามไว้
เจ้าอ้วนมองความมืดรอบตัวแล้วขนลุกจนทนไม่ไหว “ขอเปิดไฟหน่อยไม่ได้เหรอ ไแบบนี้มันทำให้รู้สึกเหมือนมีผีอยู่รอบตัวเลย”
เจียงเฉิงถอนหายใจ “ก็ได้”
เจ้าอ้วนคลำไปทั่วกำแพงจนเจอสวิตช์ไฟ ก่อนจะกด เจียงเฉิงพูดเบาๆ จากด้านหลังว่า
“แบบนี้ล่ะก็ รับรองว่าผีหาเจอแน่”
ที่เตียงในห้องนอนใหญ่ เฉินเสี่ยวเหมิงกอดหมอนแน่น พลางสะอื้นเบาๆ ผีในภารกิจนี้น่ากลัวกว่าภารกิจที่แล้วของเธอมาก แค่คิดถึงคีม กับฟันในกล่องเธอก็ตัวสั่นแล้ว
พี่เหนียนนั่งอยู่ที่โซฟา ครั้งนี้เธอไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทางเย็นชาเหมือนเคย เมื่อเธอมองเฉินเสี่ยวเหมิงทำให้รู้สึกเหมือนเธอเห็นตัวเองในอดีต
“พอได้แล้ว อย่าร้องเลย” เธอปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เธอก็น่าจะดูออกแล้วว่าผีที่นี่เล่นงานแต่ผู้ชาย พอเราไล่หมานลี่ออกไป เราก็น่าจะปลอดภัย”
เฉินเสี่ยวเหมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ “นั่นหมายความว่า...สามคนนั้นจะเป็นอันตรายน่ะสิ”
“อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลย” พี่เหนียนพูดพลางหันไปมองประตู สีหน้าเธอมืดมนลง จากนั้นเธอก็หันกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“จำไว้ ในแดนฝันร้าย สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ผี...แต่คือมนุษย์ด้วยกันต่างหาก”