บทที่ 8 นายแบบหนุ่ม
บทที่ 8 นายแบบหนุ่ม
“อาจจะเป็นของเด็กคนนั้นก็ได้นะ?” เด็กสาวหน้าตาไร้เดียงสานั่งวิเคราะห์สถานการณ์ “เธอถูกทรมานจนตาย แล้วก็กลายเป็นผี… เป็นเธอนั่นแหละที่ฆ่าชายวัยกลางคนก่อนฟ้าจะสาง”
สิ่งที่เธอพูดฟังดูสมเหตุสมผล
“ก็ดูเป็นไปได้… แต่เราต้องมีหลักฐานมารองรับก่อน”
ชายร่างใหญ่นั้น พอออกจากห้องน้ำกลับดูเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก เจียงเฉิงรู้ทันทีว่าหมอนี่ไม่ได้ใจเย็นอย่างที่แสดงออกเลย
“เราพักกินข้าวก่อนดีมั้ย” มีคนเสนอขึ้นมา
หน้าที่ทำอาหารตกเป็นของเจ้าอ้วน ส่วนเด็กสาวก็ช่วยเตรียมวัตถุดิบ ไม่นานอาหารก็เสร็จเรียบร้อย ถึงจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ทุกคนก็กินจนเกลี้ยง นั่นแสดงให้เห็นว่าฝีมือทำอาหารของเจ้าอ้วนไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
“นายเคยเป็นพ่อครัวมาก่อนเหรอ?” ชายร่างใหญ่พูดกับเจ้าอ้วนด้วยน้ำเสียงอ่อนลงหลังซดน้ำซุปอุ่น ๆ ไปคำหนึ่ง
“เปล่าหรอก” เจ้าอ้วนเกาหัว “ทำงานจิปาถะน่ะ ลองมาหลายอย่างแล้ว”
“แต่ละคนทำอะไรกันในโลกจริงกันบ้าง… พอมาคิดดูแล้ว การที่เรามาเจอกันที่นี่ มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกมั้ง” ชายร่างใหญ่พูดพลางวางชามลง แล้วแนะนำตัวอีกครั้ง
“ฉันชื่อหมานลี่ เป็นบอดี้การ์ด”
“ฉะ… ฉันชื่อเซี่ยอวี่ ทำงานบริษัทประกัน…” เจ้าหนุ่มพนักงานชายพูดเบา ๆ
“ฉันชื่อเฉินเสี่ยวเหมิง เรียนกฎหมายอยู่มหาลัยค่ะ” เด็กสาวพูด ส่วนผู้หญิงที่มีไฝตรงมุมปาก ถึงคราวเธอแนะนำตัว ทุกคนคิดว่าเธอคงจะพูดประชดแน่ ๆ แต่เธอกลับเอ่ยช้า ๆ ว่า
“เรียกฉันว่าพี่เหนียนก็ได้ ฉันน่าจะแก่สุดในนี้แล้วล่ะ ทำงาน….”
เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างมีลับลมคมใน “เป็นเซลส์จ้ะ”
ทุกคนหันไปมองเธอ ผู้หญิงคนนี้ดูไม่เหมือนแม่ค้าธรรมดาๆแบบที่เธอบอก ใครจะไปรู้ล่ะว่าเธอขายของประเภทไหนกันแน่ แต่ก็ไม่ได้มีใครพูดอะไรต่อ ทุกคนหันไปหาเจียงเฉิงแทน พวกเขาสนใจเขามากกว่าพี่เหนียนเสียอีก
เจียงเฉิงนั่งตัวตรงแล้วพูดว่า “ฉันชื่อห่าวฉ่วย ทำอาชีพนายแบบ”
“นายแบบ?” เด็กสาวหน้าตาใสซื่อทำหน้าสงสัย “เป็นนายแบบในช่องทีวีเหรอ?”
เจียงเฉิงค่อย ๆ หันกลับไป มองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ ที่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรกันแน่
“ฉันทำกะกลางคืน... ที่ KTV”
ทุกคนมองเขาอย่างตกใจ แต่ไม่มีใครพูดอะไร พวกเขาต่างก็มีชีวิตในแบบของตัวเอง อีกอย่าง… เจียงเฉิงก็ดูมีคุณสมบัติจะทำอาชีพแบบนั้นอยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนว่ากลางวันในโลกนี้จะสั้น พวกเขาคุยกันได้ไม่นาน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดอีกครั้ง ชายร่างใหญ่เดินไปที่หน้าต่าง มองไปรอบ ๆ ก่อนจะเดินกลับมา
“นั่นไม่ใช่เมฆฝน… ฟ้ากำลังมืดลงจริง ๆ” อย่างที่เขาว่าไว้ ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฟ้าก็มืดสนิท
พวกเขานั่งล้อมรอบเตาผิง ขณะผิงไฟก็ช่วยกันวิเคราะห์เบาะแสที่มีอยู่ เพื่อความปลอดภัย พวกเขาขนฟืนจากโรงรถเข้ามาไว้ในห้องนั่งเล่น จะได้ไม่ต้องออกไปหาเพิ่มตอนกลางคืน เจ้าอ้วนนั่งใกล้เตาที่สุด คอยโยนไม้เข้าไปเป็นระยะ เปลวไฟลุกสว่างไสว ส่วนเฉินเสี่ยวเหมิงยังยืนยันในทฤษฎีของเธอ เธอเชื่อว่าสมาชิกในครอบครัวเป็นคนทรมานเด็กสาวจนตาย
วิญญาณในบ้านหลังนี้ ต้องเป็นเด็กสาวคนนั้นอย่างแน่นอน
ดูเหมือนเธอจะยึดติดกับสมมติฐานนี้มาก พอพูดถึงเรื่องนี้เสียงเธอก็จะดังขึ้นผิดปกติ ซึ่งแตกต่างจากท่าทีอ่อนโยนในเวลาปกติของเธออย่างสิ้นเชิง เจียงเฉิงมองดูเธอพลางคิดว่า…คนแบบนี้ต้องมีเรื่องราวอยู่ในใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเธอเรียนกฎหมายด้วยแล้ว
แต่สุดท้ายการถกเถียงก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไร มีคนเริ่มหาว ดูแล้วเหมือนเจียงเฉิงจะไม่ใช่คนเดียวที่นอนไม่พอ หมานลี่ลุกขึ้นยืน บิดขาแก้เมื่อย แล้วพูดขึ้นว่า “เราควรไปนอนกันได้แล้วนะ”
ทุกคนเห็นด้วยทันที
เพราะชายวัยกลางคนตายอยู่ชั้นล่าง พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะไปนอนที่ชั้นบนแทน
เซี่ยอวี่แนะนำเสียงเบาว่าควรนอนห้องเดียวกันทั้งหมดจะได้ช่วยดูแลกันง่าย ๆ แต่ก็โดนพี่เหนียนขัดขึ้นทันควัน เธอบอกว่าแบบนั้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะพลาดบางอย่างไป
เซี่ยอวี่ได้ยินแล้วก็เบิกตาโพลงด้วยความกลัว แต่เขาก็ไม่ได้ถามพี่เหนียนต่อว่าเธอหมายถึงอะไร
แม้จะมีการพูดคุยกันไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยังหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ห้องนอนของเด็กคนนั้นอยู่ดี พวกเขาแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนอนในห้องเด็กผู้ชาย อีกกลุ่มนอนในห้องใหญ่
พี่เหนียนกับเฉินเสี่ยวเหมิงเป็นผู้หญิง จึงเลือกที่จะอยู่ด้วยกัน พวกเธอเลือกห้องใหญ่ เพราะเมื่อคืนพวกเธอก็นอนที่นั่น ส่วนเจ้าอ้วนยืนกรานจะอยู่กับเจียงเฉิง พวกเขาจึงไปนอนห้องเด็กผู้ชาย ที่เหลือคือหมานลี่กับเซี่ยอวี่ ทั้งสองอยากอยู่กับพี่เหนียน เพราะเธอดูมีประสบการณ์มากกว่า และน่าจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ สุดท้ายพี่เหนียนกับเฉินเสี่ยวเหมิงเลือกหมานลี่ พอเข้าห้อง พวกเธอก็ปิดประตูใส่หน้าเซี่ยอวี่ ปล่อยเขาทิ้งไว้เพียงลำพังในทางเดิน
ลมเย็นพัดมา เซี่ยอวี่ได้แต่กอดตัวเอง ขนลุกชันไปทั้งแขน เขาวิ่งจ้ำไปหน้าห้องเจียงเฉิงแล้วเคาะประตูรัวๆ
“ฉันเอง! เปิดหน่อย!”
เจียงเฉิงเดินตรวจห้องอยู่ พลางพูดขึ้นอย่างเย็นชา “เมื่อกี้ใครกันนะ… ที่อยากโยนฉันเข้าไปอยู่ในห้องน้ำคนเดียว? ทำไมไม่ไปนอนห้องข้างๆล่ะ”
เซี่ยอวี่หันไปมองห้องข้าง ๆ ท่ามกลางลมแรง ประตูห้องดูเหมือนจะไหวไปมา คล้ายจะมีบางอย่างกระโจนออกมาได้ทุกเมื่อ… มันคือห้องของเด็กคนนั้น
เซี่ยอวี่หน้าถอดสี เกือบร้องไห้ออกมา “ฉันขอโทษ! ฉันผิดไปแล้ว! ฉันไม่ควรพูดแบบนั้นเลย! ให้อภัยฉันเถอะ ได้โปรด!”
เจียงเฉิงนั่งลงหลังจากตรวจดูห้องเสร็จ เขาเปิดขวดน้ำแล้วจิบเบา ๆ พลางถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน “เมื่อกี้เรียกฉันว่าอะไรนะ?”
“บอสห่าว! บอสห่าว!” เจียงเฉิงพยักหน้าด้วยสีหน้าพอใจ
“บอสห่าว! บอสห่าว!”
เจ้าอ้วน: “…”
เจียงเฉิงถอนหายใจอย่างพอใจ แล้วโบกมือให้เจ้าอ้วนไปเปิดประตู ทันทีที่ประตูเปิด เซี่ยอวี่ก็พุ่งเข้ามาเหมือนลมกรรโชก แล้วปิดประตูดังปังทันที
เซี่ยอวี่ไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ เขาขดตัวเงียบ ๆ อยู่ที่มุมห้อง กลัวว่าเจียงเฉิงจะเปลี่ยนใจโยนเขาออกไปอีกรอบ
“เฮ้ นายน่ะ” เจียงเฉิงเชิดคางใส่เขา “ไปนอนที่เตียง”
“ฉะ ฉันน่ะเหรอ?” เซี่ยอวี่อุทานออกมาแบบไม่อยากเชื่อ
ห้องนี้เป็นห้องเดี่ยว มีเตียงแค่เตียงเดี่ยว นั่นหมายความว่า…จะมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะได้นอนบนเตียง ส่วนอีกสองคนต้องไปนอนพื้น หรือไม่ก็นอนเบียดกันบนโซฟา