บทที่ 6 ข้อห้าม
บทที่ 6 ข้อห้าม
หลังจากตรวจสอบศพเสร็จ ทั้งสามคนก็พากันออกมาจากห้องน้ำ ไม่มีใครรู้สึกดีนักเมื่อได้เจอกับศพที่ชวนขนลุกแบบนั้น
“เวลาตายน่าจะอยู่ในช่วงสามชั่วโมงที่ผ่านมา” ชายร่างใหญ่เหลือบดูนาฬิกาพกในมือตัวเองก่อนจะพูดอย่างมั่นใจ “ก็ระหว่างตีสองถึงตีห้า”
“คุณรู้ได้ยังไง?” เด็กสาวไร้เดียงสาถามขึ้น ชายร่างใหญ่หันไปเล่าเรื่องการแบ่งเวรยามตอนกลางคืนให้ฟัง พร้อมกับชูนาฬิกาพกให้ดู มันบอกว่าเวลาผ่านไปเจ็ดชั่วโมงแล้ว และคนที่อยู่เวรต่อจากผู้ตายก็คือเจ้าอ้วน ซึ่งควรจะเข้าเวรหลังจากออกไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็เป็นเขานั่นแหละที่พบศพเข้าโดยบังเอิญ
เจ้าอ้วนเพิ่งจะยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ทั้งที่ยังตัวสั่น เขาถามถึงชายวัยกลางคนคนนั้น ชายร่างใหญ่ได้แต่ถอนหายใจ ปิดประตูห้องน้ำ แล้วพาทุกคนกลับมานั่งรอบเตาผิง
สำหรับคนใหม่อย่างเจียงเฉิง เขาแทบไม่ได้พูดอะไรเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้แต่นั่งฟังและวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น คนที่พูดส่วนใหญ่คือหญิงมีไฝกับชายร่างใหญ่ จากบทสนทนาเหล่านั้น เจียงเฉิงค่อย ๆ เริ่มเข้าใจโลกนี้มากขึ้น ในโลกนี้ ไม่มีใครตายโดยไม่มีเหตุผล ผู้ตายต้องไปเหยียบข้อห้ามบางอย่างเข้า และ "ข้อห้าม" นั่นแหละที่น่าจะเป็นกุญแจสำคัญของภารกิจนี้
“เขาไปทำอะไรที่พวกเราไม่ได้ทำกันแน่นะ?” ชายพนักงานที่นั่งขดตัวอยู่ระหว่างเจียงเฉิงกับเด็กสาวเอ่ยขึ้นเสียงสั่น ๆ อย่างหวาดกลัว เขาไม่อยากตายโดยไม่ได้ตั้งตัวหมือนกับชายวัยกลางคนคนนั้น
เด็กสาวขมวดคิ้ว “หรือว่าเพราะเขาไปเข้าห้องน้ำชั้นล่าง? นั่นคือข้อห้ามของภารกิจนี้หรอ?”
“ไม่ใช่หรอก…” เจ้าอ้วนนั่งยอง ๆ กอดเข่าพึมพำ “ฉันก็ใช้นะ ตอนพวกเราตรวจสอบบ้านเมื่อวาน”
เจียงเฉิงหันไปมองเจ้าอ้วนแล้วพูดเสียงเรียบ “งั้นนายก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน ถึงคอนายจะหนา แต่ถ้าแรงพอ มันก็หักได้เหมือนกัน”
เจ้าอ้วนทำท่าจะร้องไห้ ชายร่างใหญ่หันมามองเจียงเฉิงอย่างไม่พอใจนัก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้แค่ส่ายหน้าเบา ๆ เพราะเอาเข้าจริง พวกเขาทุกคนก็ใช้ห้องน้ำนั่นมาแล้วทั้งนั้น มันไม่มีเหตุผลที่อยู่ดี ๆ จะมีคนตายแค่คนเดียว
“หรืออาจจะแค่ยังไม่ถึงตาพวกเรา?” หญิงมีไฝหัวเราะเบา ๆ เสียงขื่นขม “คุณก็รู้ ผีมักไม่ฆ่าซ้ำในเวลาใกล้ ๆ กันหรอก”
ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้วใส่เธอ แต่ก็ไม่ได้เถียงกลับ
“แปลว่าพวก ‘สิ่งนั้น’ มีจริง…” เจียงเฉิงเริ่มมั่นใจ ความสงสัยในใจเริ่มได้รับการยืนยัน ประตูที่เขาเห็นในฝันไม่ใช่ประตูธรรมดา และในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแบบนี้ ถ้าจะมีผี ก็ไม่ใช่เรื่องผิกปกติ
“เราต้องสู้กับผี ไม่ใช่คนใช่มั้ย?!” ชายพนักงานหน้าเสีย แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจเขาเหมือนเดิม
“ในเมื่อมีคนตายแล้ว นั่นก็หมายความว่าบ้านพักนี้แหละคือจุดหมายของพวกเรา” เด็กสาวพูดพลางมองไปรอบ ๆ “เรื่องทริปที่ว่าก็แค่หลอกลวง รถบัสนั่นถูกส่งมาเพื่อนำเรามาที่นี่ จุดที่มีปัญหาคือบ้านหลังนี้แน่ ๆ”
“แต่ปัญหาคืออะไรล่ะ?”
เด็กสาวหันไปมองเจ้าอ้วนแล้วตอบ “อาจจะมีอะไรบางอย่างไม่ดีเคยเกิดขึ้นที่นี่ก็ได้”
ตัวบ้านดูหรูหราและไม่มีร่องรอยการเสียหายใด ๆ แต่อยู่ดี ๆ ก็ถูกทิ้งร้าง มันดูแปลกเกินไป และเจียงเฉิงก็เห็นด้วยกับที่เธอพูด ชายร่างใหญ่เดินไปที่ประตูหน้า เอื้อมมือไปจับลูกบิดแล้วเขย่าแรง ๆ ประตูไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย เขาลองอีกสองสามครั้งก่อนจะหันกลับมาพูดกับทุกคน
“เราถูกขังไว้แล้วล่ะ ดูท่าที่นี่จะเป็นสถานที่ทำภารกิจของพวกเราจริงๆ ถ้าไม่คลี่คลายเรื่องนี้ให้ได้ เราคงออกไปไหนไม่ได้แน่ ๆ”
“ในเมื่อยืนยันจุดหมายแล้ว ก็ควรจะแยกย้ายกันหาหลักฐานละนะ ตอนนี้ก็เช้าแล้ว ไม่น่ามีอันตรายอะไร”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่การตายของชายวัยกลางคนก็ยังคงเป็นเหมือนระฆังเตือนภัย โดยเฉพาะกับสามมือใหม่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ พวกเขาแบ่งทีมโดยมีมือใหม่หนึ่งคนจับคู่กับผู้มีประสบการณ์ เจ้าอ้วนจับคู่กับชายร่างใหญ่ พนักงานชายอยู่กับหญิงมีไฝ ส่วนเจียงเฉิงไปกับเด็กสาว
เพื่อความปลอดภัย พวกเขาจำกัดพื้นที่ค้นหาแค่ชั้นล่าง กลุ่มชายร่างใหญ่รับผิดชอบพื้นที่หน้าบ้านและห้องนั่งเล่น หญิงมีไฝกับพนักงานชายไปตรวจที่โรงรถซึ่งอยู่ลึกเข้าไป ส่วนเจียงเฉิงกับเด็กสาวตรวจสอบห้องครัวกับห้องกินข้าว ทุกกลุ่มยังอยู่ในระยะสายตากัน เพื่อจะได้คอยระวังกันได้ หลังจากได้ประสบการณ์จากเมื่อวาน การค้นหาครั้งนี้ก็ละเอียดมากขึ้น ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทุกคนกลับมารวมตัวกันรอบเตาผิงอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกตอนนี้สว่างดีแล้ว
“เราเจอสิ่งนี้ในโรงรถ” หญิงมีไฝยื่นเชือกปอเส้นหนาออกมาให้ ดูเผิน ๆ ก็ธรรมดา แต่ตรงช่วงกลางกลับมีรอยเปื้อนสีแดงเด่นชัด
ชายร่างใหญ่รับไป กระตุกดูหนึ่งที แล้วก็ยกขึ้นดม “เป็นเลือด” เขาเงยหน้ามองหญิงคนนั้น เธอพยักหน้ารับ “ฉันยังเจอสิ่งนี้ด้วย อยู่หลังม้วนไม้” เธอแบมือซ้ายออก กลางฝ่ามือมีเข็มกลัดสีเขียวอ่อนรูปใบเมเปิ้ล ดูแล้วเหมือนของของเด็กผู้หญิงใจดีคนหนึ่ง และเด็กสาวคนนั้น เคยถูกพันธนาการไว้ที่โรงรถแห่งนี้
“แล้วพวกคุณล่ะ เจออะไร?” เธอหันไปถามชายร่างใหญ่
“ตามมาดูสิ” เขาเดินนำไปทางประตูหน้า ทุกคนเดินตามไปติด ๆ
เมื่อไปถึง ชายร่างใหญ่เริ่มลูบไล้ผนังใกล้ ๆประตู เจียงเฉิงสังเกตเห็นสวิตช์สีฟ้าอ่อนที่ซ่อนอยู่ตรงผนัง มันถูกซ่อนไว้แนบเนียนอยู่ตรงท้องฟ้าในภาพวาดน้ำมันข้างประตู พอกดเข้าไป ผนังข้างขวาของประตูก็เผยรอยแยกออกมา ภายในมีตู้เก็บรองเท้าที่ซ่อนเอาไว้อย่างดี
ตู้มีสามชั้น ชั้นล่างยังดูเรียบร้อย แต่แผ่นกั้นของสองชั้นแรกกลับถูกพังออก รองเท้าในนั้นปะปนกันมั่วไปหมด หลังจากจัดแยกดูดี ๆ ก็พบว่ามีรองเท้าหนังผู้ชายสองคู่ รองเท้าส้นสูงสีแดงหนึ่งคู่ และรองเท้าผู้หญิงแบบเรียบอีกสามคู่
หญิงมีไฝหยิบรองเท้าแบบเรียบขึ้นมาคู่หนึ่งแล้ววางข้างรองเท้าส้นสูง “คู่นี้น่าจะเป็นของคนคนเดียวกัน” ส่วนอีกสองคู่ดูเล็กกว่า น่าจะเป็นของเด็กผู้หญิง
ส่วนชั้นล่างสุด มีรองเท้ากีฬาผู้ชายอยู่หนึ่งคู่ ขนาดเล็กกว่ารองเท้าหนังชัดเจน
“ดูจากที่เรารวบรวมได้จนถึงตอนนี้ บ้านนี้น่าจะเคยมีครอบครัวหนึ่งอยู่” เด็กสาวพูดขึ้น “พ่อ แม่ ลูกชาย แล้วก็ลูกสาว มันตรงกับผังห้องนอนชั้นบน ห้องใหญ่สุดน่าจะของพ่อแม่ ส่วนสองห้องเล็กเป็นของเด็ก”