บทที่ 5 เฝ้ายามยามค่ำ
บทที่ 5 เฝ้ายามยามค่ำ
ชายวัยกลางคนหันไปมองชายร่างใหญ่ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายจ้องกลับด้วยสายตาแข็งกร้าว ทำเอาบรรยากาศระหว่างทั้งสองตึงเครียดเล็กน้อยก่อนจะจบลงอย่างเงียบๆ
ชายร่างใหญ่ลุกขึ้นแล้วเสนอตัวเป็นคนเฝ้ายามรอบแรก เขาเร่งให้คนอื่นๆ รีบเข้านอนเสีย
เขาจะเฝ้ายามตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เหลือเวลาอีก 6 ชั่วโมง จึงตกลงกันว่า เจียงเฉิงจะเป็นคนเฝ้ายามต่อจากเที่ยงคืนถึงตีสอง ชายวัยกลางคนจะรับช่วงต่อจากตีสองถึงตีสี่ และเจ้าอ้วนจะปิดท้ายช่วงตีสี่ถึงหกโมงเช้า
ชายร่างใหญ่คว้าผ้าห่มผืนหนาแล้วนั่งลงข้างเตาผิง เปลวไฟสาดแสงไหววูบไปทั่วใบหน้าเขาเป็นครั้งคราว
เจียงเฉิงนอนบนโซฟาข้างๆ โซฟาของเจ้าอ้วน ส่วนชายวัยกลางคนเลือกนอนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องนั่งเล่น ห่างจากคนอื่น
“พี่...หลับรึยัง?” เจ้าอ้วนเอียงคอมากระซิบถาม
เจียงเฉิงพลิกตัวหันหลังให้โดยไม่พูดอะไร
เขานอนไม่หลับในช่วงที่ชายร่างใหญ่เฝ้ายาม ตลอดสองชั่วโมงนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากเสียงไม้ในเตาผิงที่แตกเปรี๊ยะเป็นระยะ
เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนเวร ชายร่างใหญ่เดินมาเรียกเจียงเฉิง
“ระวังตัวด้วยเวลายามดึก ถ้ามีอะไรผิดปกติ ตะโกนปลุกพวกเราได้เลย” เขาเสริมอย่างเคร่งเครียด “ช่วงหลังเที่ยงคืน มักจะเกิดเรื่องแปลกๆ มากที่สุด”
“เรื่องแปลกๆ?” เจียงเฉิงลุกขึ้นแล้วถาม
ชายร่างใหญ่ลดเสียงลงราวกับกลัวว่าคำพูดจะเรียกบางสิ่งมา “เรื่องเหนือธรรมชาติ”
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เปลี่ยนที่กัน เจียงเฉิงเดินไปนั่งเฝ้าตรงไฟ ส่วนชายร่างใหญ่ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาแทน
รอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงกรนเบาๆ ของเจ้าอ้วนที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ ชายร่างใหญ่กับชายวัยกลางคนหลับตานิ่ง เจียงเฉิงรู้ดี พวกเขาอาจแค่แกล้งหลับ เหมือนที่เขาเคยทำ
สองชั่วโมงผ่านไป เจียงเฉิงเดินไปปลุกชายวัยกลางคน ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันมาก เจียงเฉิงกลับไปนอน ส่วนอีกคนเดินมานั่งหน้าเตาผิง หลังจากจิบน้ำจากขวดน้ำแร่สองสามอึก เขาก็โยนฟืนเพิ่มเข้าไปในกองไฟแล้วนั่งลง หน้าเขาสะท้อนเงาแสงจากเปลวไฟ
แม้ประสบการณ์ของเขาจะไม่เท่าชายร่างใหญ่กับหญิงมีไฝ แต่ชายวัยกลางคนคนนี้ก็เคยรอดจากภารกิจฝันร้ายมาแล้วถึงสองครั้ง เขารู้ดีว่า "สิ่งเหนือธรรมชาติ" ที่อีกฝ่ายพูดถึงคืออะไร และมันน่ากลัวขนาดไหน
เป็นอย่างที่เจียงเฉิงเดาไว้ ชายวัยกลางคนนอนไม่หลับแม้แต่นาทีเดียว นับตั้งแต่ชายร่างใหญ่เริ่มยาม เขารู้ดีว่าในความเงียบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
หนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไป ไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขาเติมฟืนอีกหลายครั้ง เปลวไฟยังลุกโชน มอบไออุ่นให้ร่างกาย และเหมือนช่วยไล่ความเย็นเยียบในใจออกไปด้วย
สองชั่วโมงใกล้จะหมดลงแล้ว เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายช้าๆ ก่อนหันไปมองนอกหน้าต่าง แสงจาง ๆ จากฟ้ารุ่งสางเริ่มลอดเข้ามาตามรอยแยกของผ้าม่าน
ในโลกแห่งฝันร้าย มนุษย์หวาดกลัวรัตติกาล และโหยหาแสงตะวัน เขาเองก็เช่นกัน
ระหว่างที่กำลังจะเดินไปปลุกเจ้าอ้วน เขากลับรู้สึกปวดปัสสาวะขึ้นมากะทันหัน เหมือนเพิ่งจะรู้ตัว เขาเหลือบตามองขวดน้ำในมือ ดื่มเยอะเกินไปหรือเปล่านะ?
แสงอรุณที่ใกล้เข้ามาทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขาหมุนตัว ห้องน้ำอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น ห่างออกไปไม่ถึง 20 เมตร
สายตาเขาจับจ้องที่ประตูห้องน้ำ ความหวาดระแวงที่เคยมีค่อยๆ จางลง กลายเป็นความคุ้นเคย ความอุ่นใจอย่างไร้เหตุผล เขาเลียริมฝีปาก หันไปมองเพื่อนร่วมฝันที่กำลังหลับ แล้วคำนวณในใจ เขาเข้าห้องน้ำเดี๋ยวเดียวก็น่าจะกลับมาทันเวลาปลุกเจ้าอ้วน ไม่น่ามีปัญหา
เขาดันแว่นให้เข้าที่อย่างช้าๆ แล้วเดินไปที่ห้องน้ำอย่างเงียบๆ เปิดประตูไว้แบบนั้น ไม่เป็นอะไรหรอก ก็ในห้องมีแต่ผู้ชายนี่นะ
เขาสะบัดน้ำทีหนึ่ง แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก บอกตรงๆ ว่าร่างกายเขาแทบจะหมดแรงแล้ว หลังจากอดนอนมาหลายชั่วโมง เขาไม่ใช่หนุ่มๆ อีกต่อไปแล้ว
ชายวัยกลางคนถอนหายใจ มองหน้าตัวเองในกระจก สีหน้าดูเหนื่อยล้า เขาถอดแว่น วักน้ำล้างหน้าหนึ่งครั้ง ความเย็นบาดผิวจนตาสว่างขึ้น ทว่า...ขณะกำลังจะล้างหน้าครั้งที่สอง หางตาเขาก็เห็นเงาใครบางคน...ยืนอยู่ข้างหลัง
อีกฝ่ายยืนใกล้มาก แต่ไม่มีเสียงฝีเท้าเลย
“ใครน่ะ?!”
ความตกใจวูบขึ้นมา ก่อนที่เขาจะตั้งสติกลับมาได้ แม้จะมองไม่ชัดเพราะไม่ได้ใส่แว่น แต่รูปร่างอวบอ้วนของอีกฝ่ายก็ฟ้องตัวตนได้ชัดเจน
“ฉันเอง...” เสียงของเจ้าอ้วนทำให้เขาหายตกใจไปเปลาะหนึ่ง
“อย่าโผล่มาแบบนี้อีก เข้าใจไหม?” เขาบ่นขณะเช็ดหน้าด้วยแขนเสื้อ ก่อนจะใส่แว่นกลับ แล้วหันตัว...ในจังหวะที่น้ำหยดยังเปียกอยู่
แต่ทันทีที่เขาหันหลังกลับ ความเย็นเยียบพลันแล่นขึ้นจากปลายเท้าจนถึงหัว ราวกับเลือดในร่างกลายเป็นน้ำแข็ง
ข้างหลัง...ไม่มีใครอยู่เลย
เจ้าอ้วนไปไหน?
ดวงตาของเขาแดงก่ำ มือเริ่มสั่น ไหล่กระตุก เขากำลังจะหันกลับไปดูในกระจก แต่ยังไม่ทันได้ขยับ บางสิ่งก็แตะลงบนไหล่ของเขา
พระอาทิตย์ขึ้น
บนชั้นสอง ทั้งสามคนก็มีระบบเฝ้ายามแบบเดียวเดียวกับชั้นล่าง
ชายหนุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ที่นั่งอยู่มุมห้องนอนเพิ่งจะยืดตัวบิดขี้เกียจกับหาวได้ครึ่งปาก ก็ต้องชะงักเมื่อเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้น เขาตกใจจนแทบตกจากเก้าอี้
ผู้หญิงกับเด็กสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็สะดุ้งตื่น หันมามองหน้ากันก่อนจะรีบวิ่งลงบันไดไป
เจียงเฉิงกับชายร่างกำยำยืนอยู่ข้างๆ เจ้าอ้วน เจ้าอ้วนนั่งทรุดอยู่กับพื้น ตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด เสียงกรีดร้องเมื่อครู่มาจากเขาอย่างแน่นอน
สายตาทั้งสามจับจ้องไปที่ห้องน้ำมุมห้อง
ความกลัว ความเครียด ความสับสน ปะปนอยู่ในดวงตาทุกคน
หญิงมีไฝมองไปรอบห้อง พอไม่เห็นชายวัยกลางคน ใจเธอก็เต้นแรง เธอสะบัดมือเด็กสาวออกแล้วเดินไปที่ประตูห้องน้ำด้วยตัวเอง
ประตูเปิดแง้มอยู่ เธอยืนตรงนั้น มองแวบเดียว...แล้วต้องสูดหายใจแรงอย่างฝืนกลั้น
ชายวัยกลางคนยืนตัวแข็งอยู่หน้ากระจก ร่างเขาหันหน้าออกหาประตู แต่...ศีรษะของเขาหันกลับไปทางกระจก บิดกลับไปเต็ม 180 องศา
ในกระจกสะท้อน ดวงตาเขาเบิกโพลงจนน่ากลัว เหมือนมันจะทะลักออกมาจากเบ้า
หลังจากตั้งสติได้ หญิงมีไฝกับชายร่างใหญ่เข้าไปตรวจร่าง เจียงเฉิงยืนอยู่หน้าประตู มองเข้าไปเงียบๆ
หญิงมีไฝเอามือออกจากคอของชายวัยกลางคน แล้วพูดเสียงเรียบ “กระดูกคอหักจากแรงมหาศาล”
มันเห็นได้ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ
“เขาตายทั้งที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด...” ชายร่างกำยำเสริม ขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเบิกกว้างของชายวัยกลางคน