บทที่ 4 เวลา
บทที่ 4 เวลา
พรมหนานุ่มถูกปูไว้ใต้โซฟาหรู ภายในเตาผิงมืดสนิท เหมือนมีขี้เถ้าจากไม้เผาหลงเหลืออยู่ ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความมืด ปกติในความมืดแบบนี้น่าจะมองอะไรไม่ค่อยเห็น แต่โคมไฟคริสตัลที่ห้อยอยู่บนเพดานกลับยังสว่างอยู่ แสงสะท้อนหักเหเป็นเส้นบางคมกริบ ราวกับจะเฉือนคนที่ยืนอยู่ข้างใต้ให้เป็นชิ้น ๆ
บ้านหลังนี้ยังมีไฟฟ้าใช้อยู่
“เราควรสำรวจรอบ ๆ ก่อน” ชายตัวใหญ่ละสายตาจากโคมไฟ “อยู่ด้วยกัน อย่าแยกกลุ่ม”
ไม่นานพวกเขาก็เจออาหารเต็มตู้เย็นในห้องอาหาร มีทั้งผัก ธัญพืช เนื้อ แล้วก็ขนมด้วย ลึกเข้าไปด้านในยังมีตะกร้าใส่ไข่ มันยังดูสดใหม่เหมือนเพิ่งเอามาแช่เมื่อชั่วโมงก่อน แต่เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ามองจากฝุ่นที่เกาะอยู่ทั่วพื้น
ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้สนใจในจุดนั้นเท่าไหร่ ชายร่างใหญ่ก้มลงมองอาหาร สีหน้าไม่แสดงอารมณ์อะไร เขาเพียงแค่พูดเบา ๆ “อย่างน้อยก็ไม่อดตาย”
จู่ ๆ ก็มีเสียงน้ำไหลดังขึ้นมาจากด้านหลัง เจียงเฉิงหันไปมอง เห็นผู้หญิงที่มีไฝบิดก๊อกน้ำ น้ำสะอาดไหลออกมา เธอปิดก๊อก หันมามองคนอื่น แล้วพูดขึ้นเรียบ ๆ ว่า “แล้วเราก็ไม่ต้องกลัวจะขาดน้ำด้วย”
หลังจากนั้น พวกเขาพบฟืนกองใหญ่ในห้องเล็กๆที่เหมือนห้องเก็บของ มัดเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
ชั้นสองเป็นพื้นที่อยู่อาศัย มีห้องนอนใหญ่ ห้องทำงาน แล้วก็ห้องนอนเล็กอีกสองห้อง ส่วนท้ายสุดของทางเดินมีห้องที่ถูกล็อกอยู่ เห็นได้ชัดว่าทั้งชายร่างใหญ่และหญิงสาวเจ้าของไฝดูจะสนใจห้องนั้นไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครพยายามจะงัดหรือแงะมัน
บันไดที่ขึ้นไปยังชั้นสามถูกขวางไว้ด้วยประตูเหล็กทึบสีดำ ชายร่างใหญ่ลองผลักดูแล้ว แต่มันไม่ขยับแม้แต่น้อย พวกเขาจึงกลับลงมาที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง
พวกเขาอยู่ในโลกแปลกประหลาดนี้มากกว่าครึ่งวันแล้ว ร่างกายทั้งหนาว ทั้งเหนื่อย และหิวจากการเดินป่า ชายร่างใหญ่เริ่มแจกจ่ายหน้าที่ เขากับชายวัยกลางคนจะไปเอาฟืนมาจุดไฟ ส่วนผู้หญิง เจียงเฉิง และเจ้าอ้วนจะทำอาหาร หญิงสาวหน้าตาใสซื่อกับชายหนุ่มอีกคนต้องช่วยกันทำความสะอาด
เจียงเฉิงยืนงงอยู่หน้าโต๊ะวัตถุดิบ หญิงสาวแค่ยิ้มมุมปากแล้วเดินจากไป โชคดีที่เจ้าอ้วนทำกับข้าวเก่ง เขาสับและหั่นคล่องมือ แล้วยังใจดีทำไข่ทอดสำหรับทุกคนด้วย ไม่นานนักอาหารหอมฉุยก็วางเต็มโต๊ะ
บริเวณรอบโซฟาในห้องนั่งเล่นถูกปัดกวาดจนสะอาด พวกเขานั่งล้อมเตาผิง ถือถ้วยคนละชาม กินไปฟังเสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะในเตาไป หลังทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันเรื่องภารกิจ แต่บทสนทนาจบลงด้วยการเถียงกันระหว่างชายร่างใหญ่กับหญิงสาวเจ้าของไฝ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ทั้งคู่มีนิสัยหัวแข็ง และดูเหมือนจะเคยผ่าน “ภารกิจ” แบบนี้มาหลายครั้ง
เวลาคืบคลานเข้าสู่ยามดึก
ชายร่างใหญ่เสนอให้นอนรวมกันในห้องนั่งเล่น แต่หญิงสาวยืนกรานจะขึ้นไปใช้ห้องนอนที่ชั้นสอง โดยให้เหตุผลว่าอาจมีเบาะแสซ่อนอยู่ที่นั่น
สุดท้าย ทั้งสองจึงแยกทางกันไปอย่างไม่สบอารมณ์ หญิงสาวพาเด็กสาวหน้าตาใสซื่อขึ้นบันไดไป ส่วนข้าราชการหนุ่มรีบเดินตามติดราวกับกลัวจะถูกทิ้ง เจียงเฉิงเดาว่าเขาคงยังไม่หายเจ็บจากรอยฝ่ามือของชายร่างใหญ่
เหลือเพียงชายร่างใหญ่ ชายหัวล้านวัยกลางคน เจียงเฉิง และเจ้าอ้วนที่พักอยู่ชั้นล่าง
“โง่สิ้นดี…” ชายร่างใหญ่พึมพำพลางมองพวกที่เดินขึ้นไปข้างบน พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ชาย โซฟายาวมีสามตัว นอนได้สามคน อีกคนหนึ่งต้องนั่งเฝ้ายาม
ชายร่างใหญ่ขันอาสาเป็นยามคนแรก เขาควักนาฬิกาพกออกมาจากอกเสื้อ เปิดฝาแล้ววางบนโต๊ะกลาง “ตอนนี้ราว ๆ สี่ทุ่ม พระอาทิตย์ขึ้นประมาณหกโมงเช้า รวมเนแปดชั่วโมงพอดี แบ่งยามกันคนละสองชั่วโมง ทุกคนก็จะได้พักอย่างเพียงพอ”
ไม่มีใครคัดค้าน แผนของเขาฟังดูสมเหตุสมผล
แต่พอพูดจบ เขาก็สังเกตเห็นเจ้าอ้วนจ้องนาฬิกาบนโต๊ะด้วยสายตาแปลก ๆ
“เลิกมองซะ” เขาพูด “มันไม่เดินหรอก นาฬิกาในแดนฝันพังหมด ไม่มีเรือนไหนบอกเวลาได้แม่น เอาไว้แค่ดูเวลาคร่าวๆก็พอ”
เขาชี้ไปที่หน้าปัด—เวลาแสดงอยู่ที่ 16.18 น. ซึ่งแน่นอนว่าไม่ตรงกับความจริง
ชายร่างใหญ่รู้ว่าเจียงเฉิงกับเจ้าอ้วนเป็นหน้าใหม่ เลยอธิบายเพิ่มเกี่ยวกับ "แดนฝัน" สถานที่ซึ่งกฎของวิทยาศาสตร์และความเป็นจริงใช้ไม่ได้อีกต่อไป
สิ่งที่พวกเขาต้องทำ ก็คือมองหาความผิดปกติ แกะรอยเบาะแส แก้ปริศนา และหาทางออกจากที่นี่ให้ได้
เจียงเฉิงยกมือขึ้น ชายร่างใหญ่หันมาถาม
“อยากถามอะไร?”
“ในเมื่อคุณเคยหนีออกจากแดนฝันได้แล้ว ทำไมถึงกลับมาอีก?”
ชายร่างใหญ่ถอนหายใจ “เพราะมันไม่เคยหายไป แดนฝันจะยังอยู่กับนายตลอดไป ตั้งแต่นายเปิดมันขึ้นมา มันจะตามหลอกนายไปจนวันตาย…พูดถึง…” เขาหยุดนิดหนึ่งเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก “ชื่อเต็มของที่นี่คือ ‘แนวเขตแดนฝันร้าย’”
“เขตแดน?” มีคนทวนคำ
“ใช่ เป็นเหมือนกำแพงที่กั้นโลกจริงกับโลกนี้ ไม่ว่านายจะบาดเจ็บสาหัสแค่ไหนในแดนฝัน ขอแค่ยังมีลมหายใจ นายจะกลับมาโลกจริงได้โดยไม่มีแผลเลยสักนิด…” เขาหัวเราะแห้ง ๆ “ฟังดูเข้าท่าดีใช่ไหมล่ะ”
“แล้วเราจะออกจากเขตแดนนี้ได้ยังไง?” ชายหัวล้านถาม เสียงแหบจนฟังแล้วรู้สึกหนาว ๆ
ชายร่างใหญ่ปรายตามองเขา “อย่าถามอะไรโง่ ๆ นายไม่ใช่หน้าใหม่ นายก็รู้ว่าคำถามแบบนั้นก็เหมือนถามว่า ‘ตอนนี้เราอยู่ในไทม์ไลน์ไหนของจักรวาล’ มันไม่มีคำตอบ”
ชายกลางคนหน้าดำคล้ำไปทันที แล้วเงียบ
เจียงเฉิงยกมืออีกครั้ง
ชายร่างใหญ่ถอนหายใจแรง “แค่ถามมาเถอะ ไม่ต้องยกมือ”
“ตอนนี้น่าจะอยู่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางกันยายน ปี 2006” เจียงเฉิงพูดอย่างจริงจัง
คำพูดของเขาทำให้ชายร่างใหญ่ชะงัก คนที่ก้มหน้าก็เงยขึ้น ไอ้อ้วนเองก็หันมองอย่างงงงัน ไม่เข้าใจว่าเจียงเฉิงหมายถึงอะไร
“รู้ได้ยังไง?” ชายร่างใหญ่ถาม
เจียงเฉิงหยิบถุงขนมปังเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า แล้วชูให้ดูด้านหลังของถุง
“วันที่ผลิต: 18 มีนาคม 2006 ระยะเวลาเก็บรักษา: 6 เดือน”
เขาเปิดถุงแล้วฉีกขนมปังหนึ่งชิ้นโยนเข้าปาก เคี้ยวสักพักแล้วกลืน ก่อนพูดเรียบ ๆ
“มันยังนุ่มอยู่เลย ความชื้นยังครบ พอคิดว่ามันถูกแช่ตู้เย็นไว้ ผมเดาว่าเราน่าจะอยู่ในช่วงต้น ๆ ของปี 2006 นี่แหละ”