บทที่ 3 บังกะโล
บทที่ 3 บังกะโล
“ในที่สุด ทุกคนก็มากันครบ” ชายร่างใหญ่รับบทผู้นำอย่างเป็นธรรมชาติ
“ภารกิจใกล้จะเริ่มแล้ว เตรียมตัวให้พร้อม”
เขาประกาศ ทันใดนั้น แสงสว่างจากระยะไกลค่อย ๆ ส่องผ่านความมืด รถบัสหรูคันใหม่แล่นเข้าจอดช้า ๆ ที่สถานี
“พูดให้น้อยๆ และสังเกตให้มาก ๆ อย่าทำอะไรถ้ายังไม่แน่ใจ และอย่าแยกไปไหนคนเดียวเด็ดขาด”
ชายร่างใหญ่พูดด้วยเสียงต่ำก่อนที่ประตูรถจะเปิด หญิงสาวที่มีไฝเม็ดบนแก้มไม่พอใจกับท่าทีเขา จึงสวนกลับทันที
“ผลตอบแทนมันคุ้มกับความเสี่ยง ถ้าอยากได้บางสิ่ง ก็ต้องแลกด้วยบางอย่าง”
ทันใดนั้นประตูรถก็เปิดออก เด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวลงมาจากรถ ผมเกรียนสั้น ใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ฟอกสีซีด เขาดูเหมือนอยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ ปากเขาขยับไปมาเหมือนเคี้ยวหมากฝรั่ง
“ขอโทษที่ให้รอนะคะ ฝนตกทำให้ฉันมาช้า”
ทันทีที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดขึ้น ทุกคนก็ต้องแปลกใจ จริงๆแล้วเธอเป็นผู้หญิง
“ฉันชื่อเจิ้ง เรียกฉันว่า ไกด์เจิ้ง ก็ได้ค่ะ”
“ไกด์เจิ้ง?” บางคนเรียกชื่อเธอ ไม่มีใครเรียกเธอว่า ‘เสี่ยวเจิ้ง’
“เอาล่ะ ขึ้นรถกันเถอะ” ไกด์เจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“สภาพอากาศแบบนี้ทำให้เราเดินทางได้ช้าลง ต้องจัดการเวลาให้ดีค่ะ”
ทุกคนขึ้นรถตามลำดับ ชายร่างใหญ่ขึ้นไปนั่งแถวแรก ตามด้วยหญิงสาวที่มีไฝบนใบหน้า ถัดมาเป็นข้าราชการหนุ่มและชายวัยกลางคนที่เริ่มหัวล้าน เจียงเฉิง ชายอ้วน และสุดท้ายคือเด็กสาวหน้าตาไร้เดียงสา
ทันทีที่ขึ้นไปบนรถ พวกเขาก็สังเกตเห็นว่า...มีคนอื่นอยู่บนรถก่อนหน้านั้นแล้ว คู่รักคู่หนึ่งนั่งอยู่เกือบท้ายรถ โดยหญิงสาวกำลังอ่านนิตยสาร ขณะที่แฟนหนุ่มของเธอเอนศีรษะพิงหน้าต่าง ฟังเพลงผ่านหูฟังอย่างเงียบ ๆ
นอกจากนั้น ยังมีหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหลังคนขับ พวกเขาน่าจะเป็นแม่ลูกกัน
ทว่า...ลูกชายกลับดูมีอาการผิดปกติ ดวงตาของเขาล่องลอยไร้จุดหมาย เมื่อเจียงเฉิงเดินผ่าน เขาก็สังเกตเห็นว่า นิ้วของเด็กคนนั้นถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล
ไกด์เจิ้งบอกให้ทุกคนหาที่นั่งตามสะดวก พอประตูรถปิดลง เธอก็ไปนั่งลงตรงเบาะด้านขวาของคนขับ ชายร่างใหญ่เลือกนั่งแถวหลังแม่ลูกคู่นั้น ส่วนหญิงสาวที่มีไฝบนใบหน้าก็นั่งอยู่หลังไกด์เจิ้ง เจียงเฉิงเลือกที่นั่งสองแถวถัดไปด้านหลัง ห่างจากคู่รักสองคนนั้นออกมาเล็กน้อย แต่ทันทีที่เขานั่งลง เงาขนาดมหึมาก็ทอดทับลงมาจากด้านข้าง
“พี่! มานั่งด้วยกันเถอะ!”
เจียงเฉิงเงยหน้าขึ้น และก็เป็นอย่างที่เขาคิด คนที่พูดคือเจ้าอ้วน
“ได้สิ” เขาตอบ “แต่ฉันขอนั่งฝั่งริมทางเดินนะ”
“ไม่เป็นไร ๆ ฉันเบียดเข้าไปเอง”
ผ่านไปครึ่งนาที เจ้าอ้วนก็เบียดตัวเข้าไปจนนั่งได้สำเร็จ ทว่าร่างเขาก็ยังเทอะทะเกินไป ทำให้เจียงเฉิงต้องเอนตัวเอียงออกมานิดหน่อยถึงจะนั่งได้ถนัด
เจ้าหน้าที่หนุ่มพยายามจะขอนั่งกับคนอื่นอยู่หลายครั้ง แต่กลับถูกเมินเฉยทุกครั้ง สุดท้าย ก็มีเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาคนเดียวเท่านั้นที่ยอมให้เขานั่งข้าง ๆ
ส่วนชายวัยกลางคนหัวล้านเลือกนั่งแถวหลังสุดเพียงลำพัง เจียงเฉิงหันไปมองเขา แล้วก็พบว่าใบหน้าของชายคนนั้น ซีดคล้ำผิดปกติจนน่าขนลุก
“พี่…บอกหน่อยได้ไหม ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” เจ้าอ้วนโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเบา
“ฉันจำได้ว่าเมื่อกี้ฉันกำลังนอนอยู่ดีๆ แล้วจู่ ๆ ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…”
เจียงเฉิงเล่าเรื่องที่เขาได้ฟังจากชายร่างกำยำให้เจ้าอ้วนฟัง พร้อมเติมรายละเอียดลงไปเล็กน้อยตามที่เขาเข้าใจเจ้าอ้วนหน้าถอดสี แทบจะร้องไห้ออกมา
“ถ้าฉันตายที่นี่... ครอบครัวฉันในโลกจริงก็จะตายกันหมดเลยใช่มั้ย?!”
“ใช่” เจียงเฉิงพยักหน้า
“งั้นทำไมพี่ไม่ดูตกใจเลยล่ะ?”
เจียงเฉิงหันไปตอบเสียงเรียบ “ก็ฉันเป็นเด็กกำพร้า”
ตลอดเส้นทาง การเดินทางเป็นไปอย่างสงบ สงบจนเจ้าหน้าที่หนุ่มเริ่มคิดว่า บางทีเขาอาจจะรอดกลับไปได้จริงๆ
จนกระทั่ง เสียงเบรกกระทันหันฉีกความฝันนั้นเป็นชิ้น ๆ แรงกระแทกทำให้กระจกรถแตกร้าว เศษกระจกปลิวว่อนเข้าไปในตัวรถ รถบัสพุ่งชนบางอย่างเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มคนนั้นนั่งขดตัวอยู่บนเบาะ กรีดร้องเสียงหลงไม่หยุด เขายังคงกรีดร้องต่อเนื่อง จนกระทั่งชายร่างกำยำลากเขาออกจากรถ แล้วตบเข้าที่หน้าของเขาสองครั้งอย่างเต็มแรง
“ถ้าไม่อยากตาย ก็หุบปากซะ!”
เขาขู่เสียงกร้าว เจ้าหน้าที่หนุ่มล้มกลิ้งไปกับพื้น กว่าจะยันตัวลุกขึ้นได้ก็ใช้เวลาไม่น้อย แล้วจึงรีบไปหลบอยู่ด้านหลังสุดของกลุ่ม
รถบัสพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งเข้าอย่างจัง คนขับลงจากรถไปตรวจสอบ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้พื้นถนนครึ่งหนึ่งทรุดตัวลง ส่งผลให้รถเสียหลักไถลออกนอกเส้นทาง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง มีเพียงรอยแผลจากเศษกระจกที่ปลิวเข้ามาเท่านั้น
แม้จะไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส... แต่รถก็ติดแหงกอยู่ตรงนี้ ไม่สามารถขยับไปไหนได้
เจียงเฉิงหันมองรอบตัว พูดได้เต็มปากว่าตอนนี้พวกเขาอยู่กลางป่าลึก ไม่มีอะไรเลย นอกจากทางเดินตรงยาวที่ทอดลึกเข้าไปในความมืดมิด ฝนเริ่มซาลงแล้ว แต่ก็ยังคงโปรยปรายไม่หยุด
“ผู้โดยสารทุกท่าน… ขอโทษด้วยนะคะ” ไกด์เจิ้งเดินเข้ามาหา สีหน้ากระอักกระอ่วน เธอลูบมือไปมาอย่างเก้อเขิน บนแขนมีคราบเลือดเปรอะอยู่เล็กน้อย
“ดูเหมือนว่า... ทริปวันนี้คงต้องยกเลิกแล้วล่ะค่ะ” เธอกล่าวคำขอโทษมาแล้วถึงสองครั้งภายในไม่กี่ชั่วโมงนับจากที่ได้พบกัน แต่ทุกคนรู้ดีว่าเธอไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ อย่างที่ชายร่างกำยำเคยพูดไว้ “เธอก็แค่เอ็นพีซี”
“แบบนี้เป็นไงคะ?” เธอพูดต่อ “ฉันรู้มาว่ามีบังกะโลหลังหนึ่งอยู่ในป่า พวกคุณสามารถเข้าไปหลบฝนที่นั่นได้ก่อน ระหว่างที่เราพยายามหาพาหนะใหม่ให้” ไกด์เจิ้งชี้ไปยังแนวป่าที่อยู่ไม่ไกลนัก
แม้แต่เจียงเฉิงเองก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก แต่ชายร่างกำยำและคนอื่น ๆกลับยอมรับคำแนะนำโดยไม่ปริปาก แล้วพากันเดินตรงเข้าสู่ผืนป่าอย่างเงียบงัน
ภารกิจที่แท้จริง...เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เดี๋ยวค่ะ!” ไกด์เจิ้งตะโกนเรียกพวกเขา แล้วรีบวิ่งกลับขึ้นรถ หยิบร่มออกมาหลายคัน
“อย่าปล่อยให้ตัวเปียกจนไม่สบายล่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ทางเดินเต็มไปด้วยโคลนเละ ถ้าใครก้าวพลาดก็อาจลื่นล้มได้ง่าย ๆ พวกเขาใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงเดินฝ่าฝน จนกระทั่งบังกะโลสามชั้นหลังหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้า ตัวบ้านถูกพรรณไม้ปกคลุมหนาแน่นจนแทบจะกลืนไปกับป่า ถ้าไม่มองดีๆ ก็ยากจะสังเกตเห็น
“ที่นี่...อยู่ได้จริงเหรอ?” เด็กสาวใสซื่อเอ่ยเบา ๆ อย่างลังเล
ตัวบ้านดูเก่าและทรุดโทรม ราวกับไม่ได้มีใครมาเหยียบย่างนานนับปี กองใบไม้แห้งทับถมอยู่รอบประตูหน้าเป็นพะเนิน
“ถ้าไม่อยากเข้าไป จะรออยู่ข้างนอกก็ได้นะ” ชายร่างกำยำเอ่ยเรียบ ๆ พลางเดินฝ่าฝนตรงไปยังบังกะโล
เจียงเฉิงมองแผ่นหลังของชายผู้นั้น สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ทุกคนรู้ดีว่าเด็กสาวเพียงแค่พูดไปตามนิสัย ไม่ได้ตั้งใจจะต่อต้านอะไรจริงจัง แต่เจียงเฉิงกลับได้กลิ่นความกลัวอ่อนๆ ปนมากับความรำคาญในคำพูดและสีหน้าของทั้งสองคนนั้น คนอื่นๆ ค่อยๆ เดินตามไป
ฝั่งหนึ่ง เจ้าอ้วนที่ถือร่มคันเดียวกับเจียงเฉิงก็พูดเร่ง
“มัวรออะไรอยู่ล่ะพี่? รีบไปกันเถอะ!”
“อืม”
ไม่มีใครออกมาเปิดประตู ชายร่างกำยำใช้มือผลักเบาๆ แต่ประตูไม้หนาหนักกลับแง้มออกอย่างง่ายดาย ไม่มีการล็อกใดๆ พอประตูหน้าถูกเปิดกว้าง ทุกคนก็เห็นภาพภายในบ้านได้ถนัดตา
ห้องรับแขกกว้างขวาง แม้จะเก่าโทรม แต่ก็ยังไม่ถึงกับใช้การไม่ได้ บนพื้นและโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีฝุ่นบางๆ ปกคลุมอยู่ บรรยากาศเงียบงัน ราวกับสถานที่แห่งนี้กำลังรอคอยอะไรบางอย่าง