บทที่ 2 เริ่มเกม
บทที่ 2 เริ่มเกม
ไม่ไกลนัก มีสถานีรถโดยสารตั้งอยู่ มันว่างเปล่า ไม่มีรถ ไม่มีพนักงานประจำการ ท้องฟ้าครึ้มฝน และสายฝนบางเบาก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย
ผู้คนกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณห้าคนรวมตัวกันอยู่บนชานชาลากว้างโล่ง ดูท่าทางเหมือนนักเดินทาง ความเก่าคร่ำของสถานีปรากฏชัดจากพื้นอิฐที่เผยให้เห็นร่องรอยผุกร่อน หลังคาทรุดโทรม มีรอยรั่วที่ปล่อยน้ำฝนหยดลงมาเป็นจังหวะทำให้ทุกคนต้องยืนเบียดกันอยู่ตรงมุมหนึ่งของชานชาลา เพื่อหลบฝน
ตอนนี้ นักเดินทางทั้งห้าคนต่างก็หันไปมองในทิศทางเดียวกัน กลางสายฝน ห่างออกไปราว 30 เมตร มีชายคนหนึ่งกางร่มยืนอยู่ เขานิ่งสนิท เป็นเวลาสิบนาทีเต็ม ที่เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ขณะที่ผู้คนเริ่มกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ด้วยความระแวง ชายคนนั้นก็เริ่มขยับ
เขาเดินมุ่งตรงเข้ามาทางชานชาลา เมื่อเขาเดินเข้าใกล้มากขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าเขาเป็นผู้ชายรูปร่างสมส่วน หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา แต่เขากลับสวมแจ็กเก็ตที่ใหญ่เกินตัวไปหลายไซส์ และกางเกงนอนสีลายตา กับรองเท้าแตะขนฟูรูปการ์ตูนคู่นั้น
รองเท้าขนฟูเปียกโชกจากสายฝน ทุกย่างก้าวมีเสียง แฉะ เบาๆตามมา เจียงเฉิง ผู้เดินทางมาถึงที่นี่ในความฝัน พับร่มเก็บ แล้วมองกลุ่มคนที่ยืนรวมกันอยู่ตรงหน้า
เด็กสาวร่างเล็ก หน้าตาใสซื่อ เอ่ยถามเขาเสียงแผ่วเบา
“คุณ... เพิ่งมาใช่ไหม?”
“อย่าถามอะไรโง่ ๆ”
ชายร่างใหญ่ที่มีเคราครึ้มพูดขึ้น พร้อมกับปรายตามองเธอ สายตาเขาหยุดอยู่ที่รองเท้าแตะขนฟูของเจียงเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป เขาจ้องเจียงเฉิงเหมือนกำลังประเมินเหยื่อ ก่อนจะพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเจือความประหลาดใจ
“ไอหน้าใหม่ที่น่าสนใจแฮะ ยังใจนิ่งขนาดนี้ได้ ทั้งที่ได้มาอยูที่นี่แล้วแท้ๆ”
มีคนทั้งหมดห้าคน เจียงเฉิงยังไม่เห็นใครอื่นนอกจากพวกเขา นอกจากเด็กสาวหน้าบริสุทธิ์ และชายเคราครึ้ม ก็ยังมีหญิงวัยประมาณ 35 ปี ริมฝีปากบาง มีไฝเม็ดหนึ่งอยู่ใกล้มุมปาก หน้าตาไม่โดดเด่นนัก อีกคนคือชายหัวล้านวัยราว ๆ ห้าสิบ ดูมีท่าทางลามกไม่น่าไว้ใจ
และคนสุดท้าย ชายหนุ่มท่าทางคล้ายพนักงานรัฐ ผมแสกเรียบ เป็นระเบียบ แต่ต่างจากคนอื่น ตรงที่ดวงตาของเขายังมีร่องรอยของน้ำตาอยู่ที่หางตา และร่างของเขาก็โก่งงออย่างไม่เป็นธรรมชาติ ราวกับแบกรับบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา
เจียงเฉิงกวาดตามองผ่านหน้าของทุกคน ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายหนวดเคราครึ้ม
“ที่นี่คือที่ไหน?”
“เราเรียกมันว่า ‘แดนฝันร้าย’ เพราะทุกคนที่มา ล้วนมาจากความฝันของตัวเอง” ชายคนนั้นตอบเรียบ ๆ
“ผ่านประตูเหล็กสีดำบานหนึ่ง ประตูที่เหมือนไม่มีอยู่จริง”
เจียงเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย สิ่งที่ชายคนนั้นพูดคล้ายกับสิ่งที่เขาเจอ
“แล้ว... เราต้องทำอะไร?” เขาถามต่อ
“เดินตามเนื้อเรื่อง—หาเบาะแส แล้วก็ทำภารกิจให้สำเร็จ พยายามเอาชีวิตรอดไว้ก็พอ” ชายเคราครึ้มชี้ออกไปทางสายฝน
“‘แดนแห่งความฝัน’ เป็นแค่ชื่อที่คนกลุ่มแรก ๆ ที่เคยมาเรียกกัน ว่ากันตรง ๆ พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่คืออะไร หรือว่าทำไมมันถึงมีอยู่
“สิ่งที่คุณควรรู้ก็คือ เมื่อนายเปิดประตูบานนั้นในความฝัน นายอาจจะเห็นหมู่บ้าน ตึกสูง ป่า หิมะ หรือแม้แต่ดินแดนรกร้าง
“อะไรก็ตามที่มีอยู่จริงในโลก ก็อาจปรากฏอยู่หลังประตูบานนั้นได้เหมือนกัน” เจียงเฉิงทวนอีกครั้ง
“อะไรก็ตามในโลกจริง... อาจจะอยู่หลังประตู?”
“ใช่”
“งั้น... มันต่างอะไรกับโลกของเราล่ะ? หรือที่จริง... โลกหลังประตูก็คือโลกเดียวกับของเรา?”
คำถามของเขาฟังดูมีเหตุผล แต่ก็ซับซ้อนและยากจะตอบ
ชายเคราครึ้มพูดขึ้นเสียงห้าว
“ในโลกจริง... นายเคยเจอใครที่เหมือนตัวเองเป๊ะ ๆ มั้ย?” คำพูดนั้นฟังดูไร้สาระ แต่มันทำให้เจียงเฉิงเข้าใจทันที
“คุณหมายถึง... มีคนเคยเจอ ตัวเองอีกคนนึง หลังประตูบานนั้นหรอ?”
“ใช่” ไม่แน่ชัดว่าน้ำเสียงของชายคนนั้นเป็นเพราะความกลัว หรือแค่รำคาญที่จะต้องพูดเรื่องนี้กับหน้าใหม่ แต่เขาก็จบประเด็นลงแค่นั้น
“งั้น ถ้าเราทำภารกิจสำเร็จ จะได้กลับไปโลกจริงใช่ไหม?”
ชายหนวดเคราพยักหน้า แล้วหันกลับไปมองฝนที่เริ่มเทแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนโลกทั้งใบถูกละเลงด้วยพู่กันเปื้อนหมึกสีเทาหม่น
“เจ้าหน้าใหม่” หญิงสาวที่มีไฝใกล้มุมปากหันมาหาเขาทันที
“ถ้านายตายที่นี่ จะถูกลบหายไปจากโลกจริงเลยนะ นายไม่กลัวเหรอ?”
“ให้พูดให้ถูกคือ ‘หายไป’ จากโลกจริงเลยต่างหาก” เจียงเฉิงแก้ให้
หญิงสาวค่อย ๆ เบิกตากว้าง จ้องเขาด้วยแววตาสนอกสนใจ
“พวกนายก็หน้าใหม่เหมือนกัน แต่นายดูแล้วน่าสนใจกว่าหมอนี่เยอะ”
เธอปรายตามองชายหนุ่มที่แต่งตัวเนี้ยบเหมือนข้าราชการ ร่องรอยน้ำตายังไม่แห้งดี สายตาเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจจนเห็นได้ชัด ชายคนนั้นตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวแค่นเสียง แล้วหันกลับมาหาเจียงเฉิง
“ถ้านายรอดจากเหตุการณ์นี้ได้ ฉันอาจจะยอมเป็นเพื่อนกับนายก็ได้”
เจียงเฉิงไม่ตอบอะไรเธอ เขาหันกลับไปมองชายเคราครึ้ม ซึ่งยืนอยู่ตรงขอบของสายฝน สายตาเหม่อมองออกไปไกล ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณ... กำลังรอใครบางคนอยู่” เจียงเฉิงพูดนิ่ง ๆ ชายคนนั้นหันขวับมาแล้วอุทานเบา ๆ
“นายรู้ได้ยังไง?!”
“อืม... แล้วฉันก็รู้ด้วยว่า คนที่คุณรออยู่น่ะ... อ้วนแต่คล่องตัวจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะ”
“เฮ้ย... ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่เลยไอ้หน้าใหม่!” ชายเคราครึ้มเบิกตา
“ใช่! ยังมีอีกคนที่ยังไม่มา ภารกิจเลยยังไม่เริ่ม แต่ที่ฉันอยากรู้คือ—นายรู้ได้ยังไง?! แถมรู้ละเอียดขนาดว่าเป็นคนอ้วนแต่ตัวเบาอีกเนี่ยนะ?!”
เจียงเฉิงไม่ตอบ แต่เดินไปยืนข้างเขา หันหน้าไปทางพื้นที่นอกชานชาลา เอามือป้องปากแล้วตะโกน
“เฮ้ ปลอดภัยแล้ว! ออกมาได้เลย! ทุกคนรอนายอยู่!”
ทันใดนั้นเอง ชายคนหนึ่งก็พุ่งตัวผ่านม่านฝนจากระยะไม่ไกล ร่างกลมอ้วนวิ่งฝ่าพื้นเปียกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะกระโดดข้ามแอ่งน้ำ แล้วหยุดอย่างนุ่มนวลบนชานชาลา ทุกคนในที่นั้นมีความคิดเดียวกันผุดขึ้นในหัว
“คนอ้วนอะไรจะตัวเบาขนาดนี้วะ?!”
หลังจากลงจอด สายตาของชายอ้วนคนนั้นจับจ้องไปที่เสื้อแจ็กเก็ตที่เจียงเฉิงสวมอยู่ เขาใส่แค่เชิ้ตบางๆสีเขียวหม่น ซึ่งตอนนี้เปียกจนแนบเนื้อ ตัวเขาสั่นเทิ้ม
“คือว่า... ขอ”
“ไม่!” เจียงเฉิงสวนกลับทันควัน พลางกระชับเสื้อแจ็กเก็ตเข้าหาตัวแน่นกว่าเดิม
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย?” ชายหัวล้านเอ่ยขึ้นอย่างสับสน
“เราสองคนเจอกันระหว่างทาง” เจียงเฉิงตอบ
“ฉันมาสำรวจพื้นที่ให้เขาก่อน แลกกับเสื้อแจ็กเก็ตกับร่มหนึ่งคัน”
แม้ชายอ้วนหนาวจนหน้าเขียว แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจเขาสักคน มีเพียงเด็กสาวหน้าตาใสซื่อเท่านั้น ที่ยื่นผ้าคลุมบาง ๆ ให้เขาพันคอไว้คลายหนาว