เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 เริ่มเกม

บทที่ 2 เริ่มเกม

บทที่ 2 เริ่มเกม


ไม่ไกลนัก มีสถานีรถโดยสารตั้งอยู่ มันว่างเปล่า ไม่มีรถ ไม่มีพนักงานประจำการ ท้องฟ้าครึ้มฝน และสายฝนบางเบาก็โปรยลงมาไม่ขาดสาย

ผู้คนกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณห้าคนรวมตัวกันอยู่บนชานชาลากว้างโล่ง ดูท่าทางเหมือนนักเดินทาง ความเก่าคร่ำของสถานีปรากฏชัดจากพื้นอิฐที่เผยให้เห็นร่องรอยผุกร่อน หลังคาทรุดโทรม มีรอยรั่วที่ปล่อยน้ำฝนหยดลงมาเป็นจังหวะทำให้ทุกคนต้องยืนเบียดกันอยู่ตรงมุมหนึ่งของชานชาลา เพื่อหลบฝน

ตอนนี้ นักเดินทางทั้งห้าคนต่างก็หันไปมองในทิศทางเดียวกัน กลางสายฝน ห่างออกไปราว 30 เมตร มีชายคนหนึ่งกางร่มยืนอยู่ เขานิ่งสนิท เป็นเวลาสิบนาทีเต็ม ที่เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ขณะที่ผู้คนเริ่มกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ด้วยความระแวง ชายคนนั้นก็เริ่มขยับ

เขาเดินมุ่งตรงเข้ามาทางชานชาลา เมื่อเขาเดินเข้าใกล้มากขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าเขาเป็นผู้ชายรูปร่างสมส่วน หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา แต่เขากลับสวมแจ็กเก็ตที่ใหญ่เกินตัวไปหลายไซส์ และกางเกงนอนสีลายตา กับรองเท้าแตะขนฟูรูปการ์ตูนคู่นั้น

รองเท้าขนฟูเปียกโชกจากสายฝน ทุกย่างก้าวมีเสียง แฉะ เบาๆตามมา เจียงเฉิง ผู้เดินทางมาถึงที่นี่ในความฝัน พับร่มเก็บ แล้วมองกลุ่มคนที่ยืนรวมกันอยู่ตรงหน้า

เด็กสาวร่างเล็ก หน้าตาใสซื่อ เอ่ยถามเขาเสียงแผ่วเบา

“คุณ... เพิ่งมาใช่ไหม?”

“อย่าถามอะไรโง่ ๆ”

ชายร่างใหญ่ที่มีเคราครึ้มพูดขึ้น พร้อมกับปรายตามองเธอ สายตาเขาหยุดอยู่ที่รองเท้าแตะขนฟูของเจียงเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป เขาจ้องเจียงเฉิงเหมือนกำลังประเมินเหยื่อ ก่อนจะพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเจือความประหลาดใจ

“ไอหน้าใหม่ที่น่าสนใจแฮะ ยังใจนิ่งขนาดนี้ได้ ทั้งที่ได้มาอยูที่นี่แล้วแท้ๆ”

มีคนทั้งหมดห้าคน เจียงเฉิงยังไม่เห็นใครอื่นนอกจากพวกเขา นอกจากเด็กสาวหน้าบริสุทธิ์ และชายเคราครึ้ม ก็ยังมีหญิงวัยประมาณ 35 ปี ริมฝีปากบาง มีไฝเม็ดหนึ่งอยู่ใกล้มุมปาก หน้าตาไม่โดดเด่นนัก อีกคนคือชายหัวล้านวัยราว ๆ ห้าสิบ ดูมีท่าทางลามกไม่น่าไว้ใจ

และคนสุดท้าย ชายหนุ่มท่าทางคล้ายพนักงานรัฐ ผมแสกเรียบ เป็นระเบียบ แต่ต่างจากคนอื่น ตรงที่ดวงตาของเขายังมีร่องรอยของน้ำตาอยู่ที่หางตา และร่างของเขาก็โก่งงออย่างไม่เป็นธรรมชาติ ราวกับแบกรับบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา

เจียงเฉิงกวาดตามองผ่านหน้าของทุกคน ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายหนวดเคราครึ้ม

“ที่นี่คือที่ไหน?”

“เราเรียกมันว่า ‘แดนฝันร้าย’ เพราะทุกคนที่มา ล้วนมาจากความฝันของตัวเอง” ชายคนนั้นตอบเรียบ ๆ

“ผ่านประตูเหล็กสีดำบานหนึ่ง  ประตูที่เหมือนไม่มีอยู่จริง”

เจียงเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย สิ่งที่ชายคนนั้นพูดคล้ายกับสิ่งที่เขาเจอ

“แล้ว... เราต้องทำอะไร?” เขาถามต่อ

“เดินตามเนื้อเรื่อง—หาเบาะแส แล้วก็ทำภารกิจให้สำเร็จ พยายามเอาชีวิตรอดไว้ก็พอ” ชายเคราครึ้มชี้ออกไปทางสายฝน

“‘แดนแห่งความฝัน’ เป็นแค่ชื่อที่คนกลุ่มแรก ๆ ที่เคยมาเรียกกัน ว่ากันตรง ๆ พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่คืออะไร หรือว่าทำไมมันถึงมีอยู่

“สิ่งที่คุณควรรู้ก็คือ เมื่อนายเปิดประตูบานนั้นในความฝัน นายอาจจะเห็นหมู่บ้าน ตึกสูง ป่า หิมะ หรือแม้แต่ดินแดนรกร้าง

“อะไรก็ตามที่มีอยู่จริงในโลก ก็อาจปรากฏอยู่หลังประตูบานนั้นได้เหมือนกัน”  เจียงเฉิงทวนอีกครั้ง

“อะไรก็ตามในโลกจริง... อาจจะอยู่หลังประตู?”

“ใช่”

“งั้น... มันต่างอะไรกับโลกของเราล่ะ? หรือที่จริง... โลกหลังประตูก็คือโลกเดียวกับของเรา?”

คำถามของเขาฟังดูมีเหตุผล แต่ก็ซับซ้อนและยากจะตอบ

ชายเคราครึ้มพูดขึ้นเสียงห้าว

“ในโลกจริง... นายเคยเจอใครที่เหมือนตัวเองเป๊ะ ๆ มั้ย?”  คำพูดนั้นฟังดูไร้สาระ แต่มันทำให้เจียงเฉิงเข้าใจทันที

“คุณหมายถึง... มีคนเคยเจอ ตัวเองอีกคนนึง  หลังประตูบานนั้นหรอ?”

“ใช่” ไม่แน่ชัดว่าน้ำเสียงของชายคนนั้นเป็นเพราะความกลัว หรือแค่รำคาญที่จะต้องพูดเรื่องนี้กับหน้าใหม่ แต่เขาก็จบประเด็นลงแค่นั้น

“งั้น ถ้าเราทำภารกิจสำเร็จ จะได้กลับไปโลกจริงใช่ไหม?”

ชายหนวดเคราพยักหน้า แล้วหันกลับไปมองฝนที่เริ่มเทแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนโลกทั้งใบถูกละเลงด้วยพู่กันเปื้อนหมึกสีเทาหม่น

“เจ้าหน้าใหม่” หญิงสาวที่มีไฝใกล้มุมปากหันมาหาเขาทันที

“ถ้านายตายที่นี่ จะถูกลบหายไปจากโลกจริงเลยนะ นายไม่กลัวเหรอ?”

“ให้พูดให้ถูกคือ ‘หายไป’ จากโลกจริงเลยต่างหาก” เจียงเฉิงแก้ให้

หญิงสาวค่อย ๆ เบิกตากว้าง จ้องเขาด้วยแววตาสนอกสนใจ

“พวกนายก็หน้าใหม่เหมือนกัน แต่นายดูแล้วน่าสนใจกว่าหมอนี่เยอะ”

เธอปรายตามองชายหนุ่มที่แต่งตัวเนี้ยบเหมือนข้าราชการ ร่องรอยน้ำตายังไม่แห้งดี สายตาเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจจนเห็นได้ชัด ชายคนนั้นตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวแค่นเสียง แล้วหันกลับมาหาเจียงเฉิง

“ถ้านายรอดจากเหตุการณ์นี้ได้ ฉันอาจจะยอมเป็นเพื่อนกับนายก็ได้”

เจียงเฉิงไม่ตอบอะไรเธอ เขาหันกลับไปมองชายเคราครึ้ม ซึ่งยืนอยู่ตรงขอบของสายฝน สายตาเหม่อมองออกไปไกล ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“คุณ... กำลังรอใครบางคนอยู่” เจียงเฉิงพูดนิ่ง ๆ  ชายคนนั้นหันขวับมาแล้วอุทานเบา ๆ

“นายรู้ได้ยังไง?!”

“อืม... แล้วฉันก็รู้ด้วยว่า คนที่คุณรออยู่น่ะ... อ้วนแต่คล่องตัวจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะ”

“เฮ้ย... ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่เลยไอ้หน้าใหม่!” ชายเคราครึ้มเบิกตา

“ใช่! ยังมีอีกคนที่ยังไม่มา ภารกิจเลยยังไม่เริ่ม แต่ที่ฉันอยากรู้คือ—นายรู้ได้ยังไง?! แถมรู้ละเอียดขนาดว่าเป็นคนอ้วนแต่ตัวเบาอีกเนี่ยนะ?!”

เจียงเฉิงไม่ตอบ แต่เดินไปยืนข้างเขา หันหน้าไปทางพื้นที่นอกชานชาลา เอามือป้องปากแล้วตะโกน

“เฮ้ ปลอดภัยแล้ว! ออกมาได้เลย! ทุกคนรอนายอยู่!”

ทันใดนั้นเอง ชายคนหนึ่งก็พุ่งตัวผ่านม่านฝนจากระยะไม่ไกล ร่างกลมอ้วนวิ่งฝ่าพื้นเปียกอย่างคล่องแคล่ว   ก่อนจะกระโดดข้ามแอ่งน้ำ แล้วหยุดอย่างนุ่มนวลบนชานชาลา ทุกคนในที่นั้นมีความคิดเดียวกันผุดขึ้นในหัว

“คนอ้วนอะไรจะตัวเบาขนาดนี้วะ?!”

หลังจากลงจอด สายตาของชายอ้วนคนนั้นจับจ้องไปที่เสื้อแจ็กเก็ตที่เจียงเฉิงสวมอยู่ เขาใส่แค่เชิ้ตบางๆสีเขียวหม่น ซึ่งตอนนี้เปียกจนแนบเนื้อ ตัวเขาสั่นเทิ้ม

“คือว่า... ขอ”

“ไม่!” เจียงเฉิงสวนกลับทันควัน พลางกระชับเสื้อแจ็กเก็ตเข้าหาตัวแน่นกว่าเดิม

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย?” ชายหัวล้านเอ่ยขึ้นอย่างสับสน

“เราสองคนเจอกันระหว่างทาง” เจียงเฉิงตอบ

“ฉันมาสำรวจพื้นที่ให้เขาก่อน แลกกับเสื้อแจ็กเก็ตกับร่มหนึ่งคัน”

แม้ชายอ้วนหนาวจนหน้าเขียว แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจเขาสักคน มีเพียงเด็กสาวหน้าตาใสซื่อเท่านั้น   ที่ยื่นผ้าคลุมบาง ๆ ให้เขาพันคอไว้คลายหนาว

จบบทที่ บทที่ 2 เริ่มเกม

คัดลอกลิงก์แล้ว