บทที่ 1 ฝันร้าย
บทที่ 1 ฝันร้าย
“…”
“คุณผู้หญิง รบกวนพูดอีกทีได้ไหมครับ?”
“…”
“…”
“…ค่ะ แต่ได้โปรด… อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะคะ โดยเฉพาะสามีกับลูกสาวของฉัน!”
“ผมเข้าใจแล้ว…เรามาเริ่มกันเลยไหมครับ?”
“เรื่องมันเริ่มจากสายโทรศัพท์สายหนึ่ง
“เป็นสายจากน้องสาวของฉันเอง เมื่อสามวันก่อน เธอโทรมาหาฉันตอนกลางดึก มันฟังดูแปลกมาก เสียงฟันเธอกระทบกัน และเหมือนเธอพยายามจะเค้นคำพูดหนึ่งออกมาจากลำคอ”
“ฉันถามว่าเธอไม่สบายหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ตอบ”
“เธอแค่พูดซ้ำไปซ้ำมา ว่าเธอฝันเรื่องเดิม...ซ้ำ ๆทุกคืน”
“ฝันงั้นหรอครับ ?”
“ใช่ค่ะ… ความฝัน
“เธอบอกเธอมักจะฝันว่า เธอตื่นขึ้นมากลางดึก ลุกจากเตียง เดินลงบันได แล้วก็ไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องใต้ดินของอาคารที่เธออาศัยอยู่ มันทั้งชัดเจนและสมจริงมาก... สมจริงขนาดที่ว่า… เธอไม่รู้สึกว่ามันเป็นความฝันเลย”
“ถ้าแบบนั้นทำไมเธอถึงยังบอกว่ามันเป็นความฝันล่ะ?”
“เพราะว่า… อาคารที่เธออยู่น่ะ มันไม่มีห้องใต้ดินด้วยซ้ำ!
“ที่น่ากลัวที่สุดคือ ตอนที่เธอยืนอยู่หน้าประตูแปลกๆนั่น เธอบอกว่า... เธอรู้สึกอยากเปิดมันขึ้นมา”
“แล้ว?”
“แล้วเธอก็หายตัวไป... ในคืนนั้นแหละ คืนนั้นที่โทรหาฉัน”
“เพราะงั้น… คุณถึงมาหาผมในวันนี้ เพราะ…”
“หมอเจียง!”
“ครับ… เชิญพูดต่อได้เลย”
“เมื่อคืนนี้ ฉันก็ฝันถึงประตูบานนั้นเหมือนกัน”
เสียงบันทึกจบลง ห้องทำงานพลันเงียบสนิท
เจียงเฉิงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เหลือบสายตาลงช้าๆ หนังสือพิมพ์ข่าวค่ำของนครหรงในวันเดียวกันนั้นวางอยู่ตรงหน้าเขา
"รายงานบุคคลสูญหาย: หูเหยียน เพศหญิง อายุ 47 ปี สูงประมาณ 160 ซม. รูปหน้าเหลี่ยม ผิวขาว มีอาการทางจิตในช่วงหลัง และหายออกจากบ้านในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 13 ขณะหายตัว สวมชุดนอนผ้าไหมสีชมพู หากพบเบาะแส กรุณาแจ้ง..."
สายตาของเขาข้ามข้อมูลติดต่อไปอย่างเฉยชา ด้านซ้ายของข่าวคือภาพถ่ายของหญิงวัยกลางคน หญิงคนเดียวกับที่มาบันทึกเสียงกับเขาเมื่อวานนี้
เจียงเฉิงไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นนิสัย แต่ตำรวจเพิ่งนำมันมาวางไว้เมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน พวกเขาตามสืบร่องรอยจนพบว่า หูเหยียนได้มาหาเขา หนึ่งวันก่อนที่เธอจะหายตัวไป
เขาเล่าเรื่องของหูเหยียนให้ตำรวจฟังตามจริง ทั้งสภาพจิตใจของเธอ และเรื่องเล่าแปลกประหลาดที่เธอบอกกับเขา เขายังมอบแฟ้มเอกสารพร้อมกับเครื่องบันทึกเสียงเป็นหลักฐานให้กับพวกเขาด้วย
หลังการสอบปากคำ คู่เจ้าหน้าที่ชายหญิงก็ขอตัวกลับ เจ้าหน้าที่หญิงที่รวบผมหางม้าหันกลับมามองเจียงเฉิงอยู่หลายครั้ง ชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันคนนี้ดูนิ่งจนน่าประหลาด ไม่ว่าจะตอนตอบคำถาม หรือแม้แต่ตอนเล่าเรื่องเหลือเชื่อพวกนั้น
เจียงเฉิงลุกขึ้นส่งทั้งคู่ด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย จากนั้นเขาก็หันกลับเข้ามาในห้อง นั่งลงที่โต๊ะ ปลายนิ้วเริ่มเคาะบนแป้นพิมพ์ จังหวะชีวิตกลับคืนสู่ปกติ ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ยามค่ำคืนค่อยๆย่างกราย แสงไฟนีออนเริ่มแต่งแต้มท้องถนน เจียงเฉิงเหลือบตามองเวลาตรงมุมหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปที่ประตูห้องทำงาน เขาค่อย ๆ ปิดประตูกระจกด้านนอก แล้วล็อกประตูไม้ด้านในจากด้านในห้อง
หลังจากนั้น เขาชงกาแฟด้วยท่าทีสบายๆ แล้วถือถ้วยกาแฟไปนั่งลงบนโซฟา โซฟาตัวนี้ เขาซื้อไว้ให้คนไข้ใช้นั่งรอ เมื่อวานนี้ หูเหยียนก็นั่งตรงนี้ ก่อนหน้านั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่สองคนนั้น ก็นั่งตรงที่เดียวกันนี้ ผิวหนังเทียมของโซฟาดูหม่นซีด เริ่มมีรอยแตกร้าวตรงขอบที่วางแขน
เจียงเฉิงเอื้อมมือสอดเข้าไปในซอกระหว่างเบาะ แล้วหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงออกมา ไฟกะพริบสีแดงยังแสดงว่าอุปกรณ์ยังคงทำงานอยู่ เขาหมุนมันเล่นช้า ๆ อยู่ในมือ สักพัก เสียงของเจ้าหน้าที่หญิงก็ดังแว่วออกมา ตามด้วยเสียงของเขาเอง เจียงเฉิงจิบกาแฟพลางฟังเสียงในเครื่องบันทึก จนกระทั่งกาแฟในถ้วยหมดลง บทสนทนาระหว่างเขากับเจ้าหน้าที่ก็จบพอดี
เขาลุกขึ้นจากโซฟาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็เดินไปล้างถ้วยกาแฟ แล้ววางตากไว้บนชั้น เขาเช็ดมือตัวเองให้แห้ง แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ขณะเดินผ่านโซฟา เขาก็หยิบเครื่องบันทึกเสียงติดมือไปด้วย
ช่วงนี้คนไข้น้อย ทำให้เขาจำหูเหยียนได้แม่น แม้เรื่องที่เธอเล่าจะฟังดูประหลาด แต่ในสายตาของเจียงเฉิง ผู้ที่เคยพูดคุยกับผู้ป่วยที่มีอาการหวาดระแวงระดับน้อยถึงปานกลางมาหลายราย เรื่องที่เธอเล่ามีส่วนที่น่าสนใจมากกว่าปกติ
โดยทั่วไป คนไข้จะย้ำรายละเอียดบางส่วนเกินความจริง หรือพูดวกไปวนมา เพื่อให้คนฟังรู้สึกว่าเรื่องของตนสำคัญ แต่หูเหยียนต่างออกไป คำอธิบายของเธอครบถ้วน รายละเอียดแม่นยำ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างตอนที่เธอบอกว่า "เหยียบรองเท้าขนฟูของลูกสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ" ในความฝัน เธอก็ยังจำได้
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังให้ข้อมูลใหม่บางอย่าง ระหว่างบทสนทนา เจียงเฉิงพอสรุปได้ว่าการหายตัวไปของหูเหยียนน่าจะเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของเธอเอง ในเรื่องที่เธอเล่า น้องสาวของเธอได้หายตัวไปก่อนหน้านี้
ข้อมูลสองข้อนี้ช่วยยืนยันว่า "น้องสาวของหูเหยียน" มีตัวตนจริง และหายตัวไปจริง ยิ่งไปกว่านั้น คือรายงานการหายตัวที่ครอบครัวของหูเหยียนแจ้งกับตำรวจ ระบุว่าเธอออกจากบ้านในสภาพสวมเพียงชุดนอนผ้าไหมบาง ๆ ทั้งที่ขณะนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง
จากที่เจียงเฉิงรู้จักหูเหยียน เธอไม่ใช่คนที่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้น นั่นยิ่งทำให้เขาเชื่อว่า เรื่องนี้… ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้น…
เพื่อรักษาสมองให้ยังทำงานได้ในวันพรุ่งนี้ และเพื่อปกป้องใบหน้าอันหล่อเหลา ของตัวเอง เจียงเฉิงจึงทาครีมบำรุงผิวหน้า แล้วเข้านอน
สำนักงานของเขามีสองชั้น ชั้นล่างใช้ทำงาน ส่วนชั้นบนคือที่พัก พื้นที่ราว 30 ลูกบาศก์เมตรถูกแบ่งออกเป็นสองห้องอย่างเรียบง่าย เมื่อเดินขึ้นบันไดแคบ ๆ ไป จะพบกับห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ เลยไปอีกหน่อยคือห้องนอน ไม่มีเตียง มีเพียงฟูกบาง ๆที่ปูอยู่กับพื้น
เจียงเฉิงนอนเหยียดยาวบนฟูก ห่มผ้าห่มขึ้นมาถึงคาง และหลับสนิทอย่างสบายใจ
…จนกระทั่ง
เปลือกตาของเขาเปิดขึ้น
เขาจ้องมองไปที่เพดาน นัยน์ตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ครู่ต่อมา ดวงตาของเขาหรี่แคบลง
เขาค่อย ๆ ยันตัวขึ้นจากที่นอน
เกิดอะไรขึ้น...? ตอนนี้เขามีสติเต็มที่ รับรู้ได้ถึงร่างกายทุกส่วน แต่กลับไม่สามารถ ควบคุม มันได้
มีบางอย่างเต้นแรงอยู่ในอก คล้ายกับว่า…มีบางสิ่งบางอย่าง ได้ถูกเปิดออกมา
ขาซ้ายของเขาก้าวลงจากฟูก จากนั้นก็ก้าวขาขวาตาม
ร่างกายเขาลุกขึ้นยืน อย่างเชื่องช้าและไร้ชีวิตจิตใจ
ขณะที่สมองของเขากำลังหมุนติ้ว พยายามไล่ตามสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายของเขากลับเคลื่อนไหวไปเอง
เดินไปข้างหน้า ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เขาเดินไปยังประตูห้องนอน ราวกับซากศพมีชีวิต
จากนั้น… เขาเดินผ่านห้องนั่งเล่น
ขาของเขาพาเขาเดินลงบันไดไม้ทีละขั้น ทีละขั้น
แต่ที่แปลกก็คือ…
ไม้เก่าๆพวกนั้น ไม่ได้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดแม้แต่น้อย
ไม่ใช่เพียงแค่บันได… แต่ทุกอย่างกลับเงียบสนิท
เงียบจนเจียงเฉิงไม่ได้ยินอะไรเลย
เงียบสงัด… จนน่าขนลุก
ดวงตาของเขากวาดมองทุกอย่างภายในขอบเขตสายตาที่จำกัด สถานการณ์ในตอนนี้เต็มไปด้วยอันตราย และความไม่สมเหตุสมผล
กลางดึกสงัด
พื้นที่ที่คุ้นเคยกลับดูแปลกตาอย่างประหลาด
ขณะที่ร่างกายก้าวลงถึงบันไดขั้นสุดท้าย เขาก็มองเห็น "ประตู" บานหนึ่ง อยู่ตรงหน้า
ประตูบานนั้นเป็นสีดำสนิท มันฝังติดแน่นอยู่กับผนัง