เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 คู่แค้นหวังเหล่ย

บทที่ 11 คู่แค้นหวังเหล่ย

บทที่ 11 คู่แค้นหวังเหล่ย


บทที่ 11 คู่แค้นหวังเหล่ย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

เจียงชวนให้หวังต้าสงไปแจ้งศิษย์สำนักดาบชางหยวนทุกคนในคฤหาสน์ให้มารวมตัวกันด้านนอก

ในเวลาเดียวกัน กลุ่มคนจากตระกูลหวังก็เดินทางออกจากคฤหาสน์เช่นกัน

ชายหนุ่มผู้เป็นผู้นำกลุ่มมีบุคลิกน่าเกรงขาม สวมชุดคลุมสีม่วงเข้ม รอบกายมีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่เป็นระยะ

"นั่นคนของตระกูลหวังนี่!"

"คนที่เดินนำหน้า หรือจะเป็นนายน้อยสายฟ้า 'หวังเหล่ย' หนึ่งในสี่สุภาพชนแห่งทวีปบูรพา?!"

"ชู่ว เบาเสียงหน่อย เจ้าไม่รู้หรือไงว่าศิษย์พี่เจียงของเรากับหวังเหล่ยคนนั้นเป็นคู่แค้นกัน?!"

เหล่าศิษย์สำนักดาบชางหยวนยืนจับกลุ่มกระซิบกระซาบ

ศิษย์ใหม่คนหนึ่งโน้มตัวไปถามศิษย์พี่ฝ่ายในด้วยความอยากรู้อยากเห็น:

"ศิษย์พี่ แม้ข้าจะได้ยินข่าวลือเรื่องสี่สุภาพชนแห่งทวีปบูรพาอยู่บ่อยๆ แต่พวกเขาคัดเลือกกันยังไงหรือขอรับ? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย?"

ศิษย์ฝ่ายในผู้นั้นเป็นคนคุยง่าย จึงหัวเราะเบาๆ "เรื่องนี้ต้องเริ่มเล่าจาก 'หอเทียนจี' แห่งทวีปบูรพา"

"หอเทียนจี?"

"ใช่แล้ว หอเทียนจีได้ประกาศ 'อันดับอัจฉริยะแห่งทวีปบูรพา' ออกสู่สาธารณชน"

"ในนั้นรวบรวมรายชื่ออัจฉริยะหนึ่งร้อยอันดับแรกของทวีปบูรพา และสี่อันดับแรกสุดนั้นแหละที่ผู้คนเรียกขานกันว่า 'สี่สุภาพชนแห่งทวีปบูรพา'!"

"แล้วศิษย์พี่เจียงของเราอยู่อันดับที่เท่าไหร่หรือขอรับ?"

"ศิษย์พี่เจียงอยู่อันดับสาม แต่ข้าเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์ของศิษย์พี่เจียง การจะขยับขึ้นไปอีกอันดับไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเทียบกับอีกสามคนแล้ว ศิษย์พี่เจียงอายุน้อยกว่ามากนัก"

"ส่วนนายน้อยสายฟ้านั้นอยู่อันดับต่ำกว่าศิษย์พี่เจียง เพราะความแตกต่างในเรื่องกายาพิเศษ"

ขณะพูด น้ำเสียงของศิษย์ฝ่ายในผู้นั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมในตัวเจียงชวนอย่างปิดไม่มิด

เมื่อเห็นเจียงชวนและกลุ่มศิษย์สำนักดาบชางหยวน หวังเหล่ยก็ชะงักฝีเท้า ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ศิษย์ตระกูลหวังด้านหลังหยุดเดิน

ทางฝั่งเจียงชวนเองก็เห็นคนของตระกูลหวังเช่นกัน

เมื่อสองกลุ่มเผชิญหน้ากัน บรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้นมาในทันที

หวังเหล่ยจ้องเขม็งไปที่เจียงชวนอยู่นาน ก่อนจะหรี่ตาลงและกล่าวว่า "เจียงชวน เจ้านี่มันเหมือนผีอาฆาตจริงๆ ตามมาหลอกหลอนไม่เลิก"

ขณะพูด คิ้วของหวังเหล่ยก็ขมวดมุ่นยิ่งขึ้น

เขาพบว่าตอนนี้ตนเองมองระดับการบ่มเพาะของเจียงชวนไม่ออกเสียแล้ว

แม้ว่าด้วยกาลเวลาและพรสวรรค์ของเจียงชวน สักวันหนึ่งย่อมต้องแซงหน้าเขาไป

แต่หวังเหล่ยจำได้แม่นว่าเขาเพิ่งประมือกับอีกฝ่ายเมื่อครึ่งเดือนก่อน

ตอนนั้นเจียงชวนเพิ่งอยู่ระดับขอบเขตมังกรทะยานขั้นที่สอง ส่วนเขานั้นอยู่ที่ขั้นที่ห้าแล้ว

ทว่าเวลาผ่านไปเพียงครึ่งเดือน เขายังคงอยู่ที่ขั้นที่ห้า แต่เจียงชวนกลับดูลึกลับซับซ้อนขึ้นจนยากจะหยั่งถึง

"หรือว่าในการประลองครั้งก่อนๆ เจียงชวนจงใจซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้?" หวังเหล่ยพึมพำในใจ

เจียงชวนยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น "อะไรกัน? ถ้าบุตรศักดิ์สิทธิ์หวังอยากประลอง แซ่เจียงผู้นี้ก็พร้อมเสมอ"

ดวงตาของหวังเหล่ยวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เขาเหลือบมองเหล่าศิษย์ด้านหลังเจียงชวน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว:

"ฮึ่ม ไม่จำเป็นต้องประลองที่นี่ ถ้าอยากสู้ ข้าจะไปรอเจ้าที่หุบเขาผานซือ!"

ในสายตาของหวังเหล่ย การที่เจียงชวนเลือกมาพักในคฤหาสน์เดียวกับเขา ก็เพียงเพื่อใช้เขาเป็นหินรองเท้าหลังจากที่ตัวเองพัฒนาฝีมือขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด

ก่อนที่จะมั่นใจในความแข็งแกร่งของเจียงชวน เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสโอ้อวดเด็ดขาด!

ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาบาดเจ็บจากการต่อสู้กับเจียงชวน มันจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อการเดินทางไปหุบเขาผานซือที่กำลังจะมาถึง

ในเวลานี้ เจียงชวนดูเหมือนจะมองทะลุความคิดของหวังเหล่ย จึงหัวเราะเบาๆ:

"หึ ให้ข้าเดานะ เจ้าเองก็ถูกคนของราชวงศ์ต้าโจวพามาที่นี่เหมือนกันใช่ไหม?"

เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเหล่ยก็ขมวดคิ้วทันที และจ้องมองเจียงชวน ซึ่งตอบกลับด้วยแววตาขี้เล่น

หวังเหล่ยย่อมไม่ใช่คนโง่เง่าที่มีดีแค่กำลังแต่ไร้สมอง

ดูจากที่เขาเคยหลอกเอาหินวิญญาณระดับสูงสามแสนก้อนไปจากร่างเดิมของเจียงชวนได้ ก็บอกได้แล้วว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดละเอียดรอบคอบ

เพียงชั่วพริบตา หวังเหล่ยก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเจียงชวน สีหน้าของเขาพลันดำทะมึนน่ากลัว

เขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าราชวงศ์ต้าโจวเล็กๆ จะกล้าใช้เขาเป็นเบี้ยเดินหมาก

"ดูเหมือนพี่หวังจะมีธุระต้องจัดการ งั้นพวกเราขอตัวล่วงหน้าไปก่อนแล้วกัน"

พูดจบ เจียงชวนก็ตบมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนตามเขามา

จากนั้นร่างของเขาก็วูบไหว ไปปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรในพริบตา เหล่าศิษย์สำนักดาบชางหยวนด้านหลังรีบใช้วิชาตัวเบาตามไปติดๆ

ขณะที่หลัวอวี่เวยเดินจากไป สายตาของนางกวาดมองสลับไปมาระหว่างเจียงชวนและหวังเหล่ย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความสงสัย

นี่มันไม่ถูกต้อง สองคนนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งหลายปี ทำไมเจอกันวันนี้ถึงไม่สู้กันล่ะ?!

ตามหลักแล้ว ทั้งคู่ต่างต้องการพิสูจน์ตัวเอง และต้องไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปแน่

มองดูเจียงชวนและคณะจากไป ดวงตาของหวังเหล่ยหรี่ลงจนเป็นเส้นตรง เขาหันไปสั่งคนของตระกูลหวังด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:

"ให้ท่านอาสามของข้าไปที่วังหลวงต้าโจว ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่าอ๋องโจวนั่นมีความกล้าสักแค่ไหนกันเชียว?!"

สิ้นเสียง หวังเหล่ยก็สะบัดมือพากลุ่มของตนมุ่งหน้าสู่หุบเขาผานซือเช่นกัน

...

วังหลวงต้าโจว

ในขณะนี้ อ๋องโจวเพิ่งเสร็จสิ้นการว่าราชการเช้า และกำลังเตรียมตัวกลับไปยังห้องบรรทมเพื่อตรวจฏีกา

จู่ๆ ขุนนางคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตื่นออกมา ประสานมือคารวะด้วยท่าทางลนลาน:

"ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!"

"มี... มีคนพบศพของหลี่ฉู่ ฉีเอ๋อร์ และคนอื่นๆ ในสวนอุทยานหลวงพะยะค่ะ!"

อ๋องโจวตัวสั่นเทิ้มเมื่อได้ยินข่าว แทบจะทรงตัวไม่อยู่ ทรงแผดเสียงคำรามดั่งมังกรพิโรธทันที:

"เจ้าว่าอะไรนะ?!"

"บังอาจนัก! รู้ไหมว่าฝีมือใคร?!"

ขณะตรัส กลิ่นอายระดับขอบเขตจอมคนของอ๋องโจวก็พวยพุ่งออกมา แทบจะบดขยี้ขุนนางตรงหน้าให้แหลกคาที่

เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากขุนนางผู้นั้น อยากจะมุดดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด

เขาตอบตะกุกตะกัก "ฝ่าบาท พวกกระหม่อมไม่ทราบเรื่องนี้เลยพะยะค่ะ ศพของหลี่ฉู่และคนเหล่านั้นเหมือนจู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในสวนอุทยาน"

"และตั้งแต่ที่พวกเขาเดินทางไปเมืองชายแดนวันนี้ ก็มีเพียงข่าวของตระกูลหวังที่ส่งกลับมาพะยะค่ะ"

ทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง พลังปราณของอ๋องโจวก็ลดฮวบลงทันที

ดวงตาของเขาวูบไหวไปมา ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ รอยยิ้มเย็นชาที่แทบสังเกตไม่เห็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก

ผู้อาวุโสรองพูดถูกจริงๆ ขอแค่จับเจียงชวนกับหวังเหล่ยมาอยู่ด้วยกัน สองคนนั้นต้องเปิดศึกกันดุเดือดแน่

การตายของหลี่ฉู่และพวก ในสายตาของอ๋องโจว ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของเจียงชวนที่ลอบจ้างวานคนมาจัดการ

คิดจะข่มขู่ข้าหรือ?

หารู้ไม่ว่าเจ้าได้ตกลงไปในหลุมพรางของข้าและผู้อาวุโสรองเรียบร้อยแล้ว!

ถึงเวลานั้น ขอแค่เขาใช้ข้ออ้างเรื่องการหายตัวไปของขุนนางราชวงศ์เพื่อกักตัวเจียงชวนและคณะไว้ตรวจสอบ ก็จะสามารถถ่วงเวลาให้สำนักดาบชางหยวนตามหลังกลุ่มอื่นได้ก้าวหนึ่ง

แม้ว่าสำนักดาบชางหยวนจะเสียหน้าในต้าโจว แต่ผู้อาวุโสรองย่อมต้องปกป้องเขาแน่นอน

เขาอาจจะใช้เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเจียงซิวหรันได้อีกด้วย

ส่วนเรื่องที่ตระกูลเจียงจะตามเอาเรื่อง อ๋องโจวก็สามารถสละบัลลังก์แล้วหนีไปตามเส้นทางที่ผู้อาวุโสรองจัดเตรียมไว้ให้ได้สบายๆ

เมื่อผู้อาวุโสรองได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนัก เขาก็จะได้เสวยสุขกับทรัพยากรการบ่มเพาะเพียรอย่างเปรมปรีดิ์

องค์ชายกระบี่ที่คนทั้งโลกยกย่องรึ? ก็แค่ไอ้หนุ่มเจ้าสำราญที่มีดีแค่กำลังเท่านั้นแหละ!

ในขณะที่อ๋องโจวกำลังแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่าตนจับจุดอ่อนเจียงชวนได้แล้ว

ขุนนางอีกคนหน้าซีดเผือดวิ่งถลาเข้ามาหาเขา

อาจจะเพราะตื่นตระหนกเกินไป เขาจึงสะดุดล้ม "ตุบ" คุกเข่าลงตรงหน้าอ๋องโจวพอดี

อ๋องโจวขมวดคิ้ว "ลุกลี้ลุกลนเช่นนี้ สมบัติผู้ดีไปไหนหมด?!"

ขุนนางตรงหน้ายังไม่ทันได้ลุกขึ้น เสียงเย็นเยียบทุ้มต่ำก็ดังลงมาจากเหนือหัวอ๋องโจว

"อ๋องโจว ข้าว่าเจ้าคงใช้ชีวิตสุขสบายเกินไปสินะ ถึงกล้าไม่เห็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ตระกูลหวังของข้าอยู่ในสายตา!"

เสียงนั้นถูกขยายด้วยพลังปราณ จนแทบจะเจาะทะลุแก้วหู ทำให้ทุกคนด้านล่างต้องยกมือขึ้นปิดหูด้วยสีหน้าเจ็บปวด

เมื่ออ๋องโจวเห็นผู้มาเยือน รูม่านตาของเขาก็หดวูบทันที ปากอ้าค้าง แต่คำพูดที่อยากจะเอ่ยกลับจุกอยู่ที่คอ

ตระ... ตระกูลหวัง? !

ทำไมคนของตระกูลหวังถึงมาที่นี่ได้?!

แม้ผู้อาวุโสรองจะมีอำนาจจัดการเรื่องภายในสำนักดาบชางหยวนได้ แต่มือของเขาก็ยื่นไปไม่ถึงตระกูลหวังนะ!

นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?!

ไหนบอกว่าเจียงชวนกับหวังเหล่ยไม่ถูกกันไง? แล้วทำไมตระกูลหวังถึงมาหาเรื่องเขาล่ะ?

อ๋องโจวเซถอยหลังไปจนชนราวระเบียง แผ่นหลังพิงแนบกับราว แล้วค่อยๆ ไหลรูดลงไปกองกับพื้น

ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากไร้ซึ่งสีเลือด

เขารู้ดีว่าต่อให้เป็นผู้อาวุโสรองก็คงปกป้องเขาไม่ได้แล้ว และแม้แต่ราชวงศ์ต้าโจวของเขาก็คงถึงคราวต้องผลัดแผ่นดินเสียแล้ว...

จบบทที่ บทที่ 11 คู่แค้นหวังเหล่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว