เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: ภาพแปดอาชา ทักษะตะลึงตา

บทที่ 13: ภาพแปดอาชา ทักษะตะลึงตา

บทที่ 13: ภาพแปดอาชา ทักษะตะลึงตา


บนถนนดินสู่ตัวอำเภอ ซูโม่เริ่มครุ่นคิด

ตามกฎระเบียบของราชสำนักต้าอวี่

ก่อนที่ซิ่วไฉจะเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล (ชิวเหว่ย) ได้นั้น ต้องผ่านการสอบคัดเลือกขั้นต้นที่เรียกว่า 'ซุ่ยเข่า' (การสอบประจำปีระดับท้องถิ่น) เสียก่อน

ซุ่ยเข่าที่ว่านี้ เปรียบเสมือนการสอบคัดตัวก่อนลงสนามจริงระดับมณฑล

ต้องสอบได้อันดับหนึ่งหรือสองในซุ่ยเข่าเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้

หากได้อันดับสาม ก็ต้องไปเข้ากระบวนการคัดเลือกเพิ่มเติม หรือแม้แต่สอบซ่อม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง

หากอันดับต่ำกว่านั้น ก็แทบจะหมดสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑล

การสอบซุ่ยเข่านี้จัดขึ้นทุกปีในฤดูใบไม้ผลิ

และเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงการสอบซุ่ยเข่าประจำปีนี้แล้ว

นอกจากนี้ การสมัครสอบระดับมณฑลยังมีขั้นตอนหยุมหยิมอีกเพียบ

อย่างแรก ต้องให้ซิ่วไฉรุ่นพี่ในอำเภอสองคนเซ็นรับรองความประพฤติ ยืนยันว่าประวัติใสสะอาด ไม่มีการปลอมแปลงชื่อแซ่ และไม่อยู่ระหว่างไว้ทุกข์

อย่างที่สอง ต้องตรวจสอบประวัติบรรพบุรุษสามชั่วคน

ถึงจะได้รับป้ายประจำตัวผู้เข้าสอบ

แค่ค่าจ้างคนมาเซ็นรับรองก็ต้องใช้เงินไม่น้อย

ซูโม่ลูบม้วนกระดาษในอกเสื้อ พลางคิดหนัก

ภารกิจสำคัญวันนี้คือต้องเปลี่ยนภาพวาดนี้เป็นเงินให้ได้ ไม่อย่างนั้นเรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง

ที่ตั้งของโรงเรียนประจำอำเภอหย่งเจียอยู่ใกล้กับตลาดตะวันตกในตัวอำเภอ

ซูโม่เร่งฝีเท้า ไม่นานก็มาถึงตลาดตะวันตก

เขามองเห็นร้านขายเครื่องเขียนและภาพวาดหลายร้านตั้งเรียงรายอยู่ข้างโรงเรียนประจำอำเภอทันที

หลังจากกวาดตามอง ซูโม่ก็เดินตรงไปที่ 'ร้านจวินอวิ๋นไจ' ร้านที่ดูใหญ่โตโอ่อ่าที่สุด

เมื่อผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกและกระดาษเก่าก็ลอยมาแตะจมูก

ร้านกว้างขวางพอสมควร ผนังทั้งสี่ด้านแขวนภาพวาดและงานเขียนประดับไว้

ชายหนุ่มท่าทางเหมือนเสมียนร้านกำลังยืนหาวหวอดๆ

พอเห็นซูโม่เดินเข้ามาในชุดเสื้อคลุมยาวสีซีดเก่าๆ เขาก็ปรือตามองอย่างเกียจคร้าน

"ซื้อกระดาษ ซื้อหนังสือ หรือจะจ้างเขียนจดหมาย?"

ซูโม่ก้าวเข้าไปแล้วพูดอย่างสุภาพ

"ขออภัย ทางร้านรับซื้อภาพวาดไหม? ข้ามีภาพวาดที่วาดเอง อยากจะให้ทางร้านช่วยดูหน่อย"

ได้ยินดังนั้น เสมียนร้านก็ขมวดคิ้วทันที

"ขายภาพวาดอีกแล้ว? เดือนนี้มากี่รายแล้วเนี่ย? คิดว่าแค่ตวัดพู่กันมั่วๆ ก็หาเงินได้หรือไง?"

"ไม่ดูรึไง ยุคนี้คนจะกินยังไม่มี งานเขียนงานวาดของคนดังยังขายไม่ออก ของที่เอ็งวาดเองเนี่ย เอาไปเช็ดก้นยังสากเลยมั้ง"

"ไปถามที่อื่นไป๊!"

เสมียนร้านทำท่าจะไล่เขาออกไป

ซูโม่ไม่โกรธ เพียงพูดเรียบๆ

"ลองดูก่อนก็ได้นี่"

พูดจบ ซูโม่ก็แก้เชือกที่มัดม้วนภาพออก

เสมียนร้านทำท่าทางดูแคลน แต่สายตาก็เหลือบมองไปตามสัญชาตญาณ

เพียงแค่แวบเดียว เขาก็ชะงักกึก

ซูโม่ค่อยๆ คลี่ม้วนภาพออก 'ภาพนรกแปรเปลี่ยน' เต็มรูปแบบค่อยๆ ปรากฏสู่สายตา

ภาพขุมนรกโลกันตร์ ภูตผีปีศาจดุร้าย คนบาปถูกลงทัณฑ์... พลังดึงดูดทางสายตาอันรุนแรงนั้น เหนือชั้นกว่าภาพนกไม้ดอกไม้ดาดๆ ทั่วไปแบบเทียบไม่ติด

ราวกับคนวาดไปยืนวาดอยู่ในนรกจริงๆ

"เถ้าแก่! เถ้าแก่! รีบออกมาดูนี่เร็วเข้า!"

เสมียนร้านได้สติ ไม่สนใจซูโม่แล้ว หันไปตะโกนเรียกไปทางหลังร้าน

ครู่ต่อมา ชายวัยกลางคนไว้เคราแพะก็เดินออกมาตามเสียงเรียก

"เอะอะโวยวายอะไรกลางวันแสกๆ ไม่เห็นรึไงว่ามีลูกค้า..."

พูดไม่ทันจบ สายตาเขาก็สะดุดเข้ากับซูโม่ก่อน

เขามองซูโม่แล้วรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้มีบุคลิกสง่างาม ประทับใจแรกพบคือดูเป็นผู้คงแก่เรียน มีรัศมีแห่งปัญญาเปล่งประกาย

"มิทราบว่าคุณชายท่านนี้มีธุระอันใดกับร้านเราหรือ?"

แค่มองปราดเดียว เขาก็รู้สึกถูกชะตากับซูโม่เข้าอย่างจัง

ขณะพูด เขาหันหน้าไปเล็กน้อย สายตาจึงไปสะดุดเข้ากับภาพวาดบนเคาน์เตอร์

เขารีบเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด

ผ่านไปครู่ใหญ่ นิ้วมือของเถ้าแก่สั่นระริกขณะลูบไล้เหนือกระดาษ

"ภาพยอดเยี่ยม ข้าไม่เห็นภาพดีๆ แบบนี้มาหลายปีแล้ว"

"วาดนรกได้สมจริงขนาดนี้ ราวกับเห็นมากับตา..."

เถ้าแก่ยืนชื่นชมอยู่นานอย่างวางไม่ลง แล้วเงยหน้ามองซูโม่ด้วยสายราชื่นชม

ซูโม่รู้สึกขนลุกซู่ที่โดนจ้องมอง

เขาไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นนะ

แต่หลังจากโดนจ้องอยู่นาน ซูโม่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้

นี่คงเป็นผลมาจาก 'รัศมีมหาปราชญ์' แน่ๆ

ครู่ต่อมา เถ้าแก่ถามด้วยแววตาเป็นประกาย

"คุณชาย ภาพนี้ท่านวาดเองหรือ?"

ซูโม่พยักหน้าเล็กน้อย

"เป็นผลงานอันต่ำต้อยของข้าเอง"

"วันนี้ตั้งใจจะนำมาขาย"

เถ้าแก่พยักหน้า ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วหันไปสั่งเสมียนร้านด้านหลัง

"ไปตามเถ้าแก่หลี่ร้านโม่เซียงเก๋อ กับเถ้าแก่หวังร้านเหวินฮวาข้างๆ มาหน่อย"

"บอกว่าข้ามีงานเขียนและภาพวาดชิ้นเยี่ยมอยากให้มาช่วยกันตีราคา"

เสมียนร้านรับคำแล้ววิ่งจู๊ดออกไป

เห็นดังนั้น ซูโม่ก็ไม่ได้พูดอะไร

ไม่นาน เถ้าแก่ร้านหนังสืออีกสองร้านก็ถูกเชิญมาด้วยสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย

แต่พอเดินเข้ามาในร้าน สายตาของพวกเขาก็หันไปจับจ้องที่ซูโม่โดยไม่รู้ตัว

พวกเขารู้สึกถูกชะตากับซูโม่ขึ้นมาพร้อมกัน ความหงุดหงิดหายเป็นปลิดทิ้ง

และเมื่อเห็น 'ภาพนรกแปรเปลี่ยน' บนโต๊ะ สีหน้าของพวกเขาก็ยิ่งตกตะลึง

"โอ้โห ฝีแปรงเฉียบขาด ข้าอยู่ในวงการนี้มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็น วาดนรกได้ถึงอารมณ์ขนาดนี้ หายาก หายากจริงๆ..."

เถ้าแก่หลี่ร้านโม่เซียงเก๋อลูบไล้ผืนภาพ

"ไม่ใช่แค่ภาพ ดูตัวอักษรนี่สิ ลายเส้นหนักแน่นดั่งเหล็ก ตวัดดั่งตะขอเงิน โครงสร้างแข็งแกร่ง ลายมือนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าภาพวาดเลย!"

เถ้าแก่หวังร้านเหวินฮวาชี้ไปที่คำจารึก สีหน้าจริงจัง

"เถ้าแก่หลิว ภาพนี้แม้จะไม่ได้วาดโดยจิตรกรเลื่องชื่อ แต่ถือเป็นผลงานชั้นเยี่ยมได้เลย"

"จะตีราคาอะไรอีก ซื้อเลยเถอะ"

ทั้งสามคนยืนล้อมวงวิจารณ์ภาพกันอยู่นาน

เสียงอื้ออึงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เรียกความสนใจจากลูกค้าที่กำลังเขียนจดหมายอยู่ในร้าน

รวมถึงคนที่เดินผ่านไปมาข้างนอก แม้แต่นักเรียนโรงเรียนประจำอำเภอในชุดเสื้อคลุมสีเขียวสองสามคนก็เบียดเข้ามาร่วมมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เพราะโรงเรียนประจำอำเภอและร้านหนังสืออยู่แค่ฝั่งตรงข้ามถนนนี่เอง

ร้านจวินอวิ๋นไจแน่นขนัดไปถนัดตา ทุกสายตาจับจ้องไปที่ภาพวาดของซูโม่

"คุณชาย ภาพนี้ท่านจะขายเท่าไหร่?"

เถ้าแก่หลี่เอ่ยถามราคาคนแรก สายตาเป็นประกาย

เถ้าแก่หวังรีบแทรกขึ้นทันที

"คุณชาย ข้าให้ราคาขาดตัว ถ้าตกลง ข้าจ่ายเงินสดแล้วเอาภาพไปเลย"

"ข้าให้สี่ตำลึง!"

เถ้าแก่หลิวเจ้าของร้านเห็นคนอื่นจะมาแย่งลูกค้าถึงถิ่นก็ร้อนรน

"หกตำลึง! ข้าให้หกตำลึง!"

"ข้าเชิญพวกเจ้ามาตีราคา ไม่ได้ให้มาแย่งของนะ!"

ได้ยินว่าภาพวาดภาพเดียวขายได้ถึงหกตำลึง ไทยมุงต่างส่งเสียงฮือฮา

เงินห้าหกตำลึงนี่ พอให้ครอบครัวทั่วไปใช้จ่ายได้ทั้งปีเลยนะ

ทันใดนั้น นักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มไทยมุงก็ตั้งข้อสังเกต

"ถ้าอำเภอหย่งเจียมีคนวาดภาพระดับนี้ได้จริง ป่านนี้คงโด่งดังไปทั่วอำเภอแล้ว ทำไมเพิ่งจะเอาออกมาขายวันนี้?"

"คุณชาย ข้าเกรงว่าภาพนี้ท่านอาจจะไม่ได้วาดเองกระมัง"

สิ้นคำพูด บรรยากาศก็เงียบลงทันตา หลายคนมองซูโม่ด้วยสายตาเคลือบแคลง

เถ้าแก่หลิวและคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองซูโม่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

ซูโม่เผชิญหน้ากับคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยิ้มบางๆ

"ถ้าพวกท่านสงสัย ก็ง่ายนิดเดียว เตรียมพู่กันกับกระดาษมา ข้าจะวาดให้ดูสดๆ ตรงนี้ ความจริงจะได้กระจ่าง"

"นั่นสิ ให้เขาวาดพิสูจน์เลย"

เถ้าแก่หลิวตัดสินใจทันที

"เร็วเข้า เตรียมกระดาษเซวียนจื่อกับหมึกอย่างดีให้คุณชายซู"

ไม่นาน ชุดเครื่องเขียนทั้งสี่ก็ถูกวางบนโต๊ะกลางร้าน

ผู้คนมุงดูหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ต่างรอลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ซูโม่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง กวาดสายตามองม้าของพ่อค้าที่ผูกไว้หน้าประตู แล้วไอเดียก็บรรเจิด

เขาหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วประกาศ

"ในเมื่อพวกท่านไม่เชื่อ งั้นข้าจะวาดม้าพวกนั้นที่อยู่หน้าประตูให้ดู"

พูดจบ ซูโม่ก็เรียกใช้ [คัดลอกลายพู่กัน] อีกครั้ง จิตวิญญาณแห่งภาพม้าของ 'หานกั้น' ปรากฏชัดในสมอง พู่กันเคลื่อนไหวดั่งมังกรและงูเหาะเหินบนกระดาษ

นาทีนี้ ทุกคนกลั้นหายใจรอชมฝีมือซูโม่

ซูโม่ร่างเส้น ลงน้ำหนัก แรเงา แต้มสี เพียงไม่กี่ตวัด โครงสร้าง กล้ามเนื้อ และท่วงท่าอันสง่างามของยอดอาชาก็ปรากฏบนกระดาษ

จากนั้นตัวที่สอง ตัวที่สาม... แต่ละตัวมีอิริยาบถต่างกัน บ้างควบทะยาน บ้างยืนนิ่ง บ้างหันหัวกลับมา สมจริงราวกับจะกระโจนออกมาจากกระดาษในวินาทีถัดไป

ภาพแปดอาชา

แม้จะไม่ใช่ต้นฉบับของหานกั้น แต่ก็ถ่ายทอดแก่นแท้ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

จบบทที่ บทที่ 13: ภาพแปดอาชา ทักษะตะลึงตา

คัดลอกลิงก์แล้ว