- หน้าแรก
- เส้นทางขุนนางพลิกฟ้า เริ่มต้นสัมพันธ์ลับฮูหยิน สู่บัลลังก์จอหงวน
- บทที่ 7: สามีข้าดุจหมาป่าและพยัคฆ์
บทที่ 7: สามีข้าดุจหมาป่าและพยัคฆ์
บทที่ 7: สามีข้าดุจหมาป่าและพยัคฆ์
เมื่อเห็นเว่ยหลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่นอย่างพยายามอดกลั้น ซูโม่ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาบ้าง
เมื่อคืนดูเหมือนเขาจะเผลอตัวรุนแรงไปหน่อยจริงๆ
"ท่านพี่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?"
จังหวะนั้นเอง หลิวอวี้ซูเดินถืออ่างน้ำเข้ามาจากข้างนอก
จากนั้น เธอก็ทำหน้าที่เหมือนเมื่อวาน ปรนนิบัติซูโม่แต่งตัวแล้วเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้
ซูโม่อดทอดถอนใจไม่ได้ แม้การหาเลี้ยงภรรยาสามคนจะลำบาก แต่การได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างพิถีพิถันเช่นนี้ก็น่าอภิรมย์จริงๆ
ข้างนอกมีกลิ่นหอมของโจ๊กลอยมา
หลิวอวี้หรูกำลังตักโจ๊กข้าวฟ่างที่มีความข้นกำลังดีวางเรียงบนโต๊ะ
ครู่ต่อมา ทั้งสี่ก็นั่งล้อมวง เสียงชามและตะเกียบกระทบกันเบาๆ
ซูโม่ฉวยโอกาสนี้เอ่ยขึ้น
"วันนี้ข้ายังต้องเข้าป่านะ"
ได้ยินดังนั้น แม้สามสาวจะไม่พูดอะไร แต่ปฏิกิริยาก็เหมือนเมื่อวานเปี๊ยบ คือตกใจและไม่อยากจะเชื่อ
เพราะในสายตาของเว่ยหลิงเอ๋อร์ หลิวอวี้หรู และหลิวอวี้ซู
แม้เมื่อวานซูโม่จะได้ของกลับมาเยอะ แต่ส่วนใหญ่ก็เพราะโชคช่วย
และโชคไม่ใช่สิ่งที่มีได้ทุกวัน แต่อันตรายนั้นมีอยู่ตลอดเวลา
เห็นสามสาวเงียบกริบ ซูโม่จึงพูดต่อ
"ในยามขัดสนเช่นนี้ ถ้ามัวแต่อุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ข้าวเก้าสิบชั่งก็คงมีแต่จะหมดลงไปทุกวัน"
"ช่วงสองสามวันนี้ ข้าจะเข้าป่าตอนกลางวันเพื่อเสี่ยงโชค ถ้าได้ของมีค่าในป่า จะได้เอาไปแลกเงิน"
"นอกจากซื้อเสบียง ข้าก็กะว่าจะซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก และตำราด้วย"
"เดือนแปดนี้จะมีการสอบระดับมณฑลซึ่งจัดขึ้นทุกสามปี ข้าตั้งใจจะลงสอบในปีนี้"
พอได้ยินว่าซูโม่เตรียมจะเข้าสอบระดับมณฑลปีนี้ ความตกใจบนใบหน้าของสามสาวยิ่งทวีคูณ
เว่ยหลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ขนตายาวสั่นไหวเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวล
"ในฐานะภรรยา พวกข้าย่อมเชื่อฟังการตัดสินใจของท่านพี่"
หลิวอวี้หรูทำหน้าเป็นห่วง
"ตอนนี้ทุกอย่างของพวกเราสามพี่น้องฝากไว้ที่ท่านพี่แล้วนะเจ้าคะ"
"ท่านพี่ เวลาออกไปข้างนอกต้องระวังตัวให้มากๆ นะเจ้าคะ"
ความหมายของหลิวอวี้หรูชัดเจน คือทั้งสามคนพึ่งพาซูโม่โดยสมบูรณ์
หลิวอวี้ซู น้องเล็กสุดมองซูโม่ตาแป๋ว สักพักก็โผเข้ากอดซูโม่เต็มรัก
ซูโม่ได้แต่ลูบหัวปลอบใจ
"วันนี้พวกเจ้าพักผ่อนอยู่บ้านให้สบายเถอะ ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกไปข้างนอกล่ะ"
หลังจากสามสาวรับคำ ซูโม่ก็หยิบเคียวเดินออกจากบ้านไป
เพื่อเลี่ยงสายตาชาวบ้าน วันนี้ซูโม่จงใจออกแต่เช้าตรู่
ตอนนี้สัตว์ป่าแถบชายป่าภูหลังเขาแทบไม่เหลือแล้ว เพราะโดนชาวบ้านล่าไปกินกันหมดช่วงฤดูหนาว
ถ้าอยากได้ของดี เขาต้องเสี่ยงเข้าไปในป่าลึกที่รกร้างและห่างไกลผู้คน
แม้ป่าลึกจะอันตราย แต่ก็ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่าและสมุนไพรล้ำค่า ผลตอบแทนกับความเสี่ยงมาคู่กัน
อีกอย่าง ในยามข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เขาต้องล่าสัตว์ให้เงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะช่วงนี้ ใครมีเนื้อกินย่อมเป็นที่อิจฉาริษยาของคนอื่นแน่นอน
การเข้าป่าครั้งนี้
ด้วยอานิสงส์ของทักษะ 'เดินป่าขั้นสูงสุด' ทุกอย่างดูง่ายดายกว่าเมื่อวานเสียอีก
ขณะเดินลึกเข้าไปในป่า ซูโม่ก็วางกับดักไปตลอดทาง
ยิ่งเดินลึก สมุนไพรก็ยิ่งเยอะ
เดินไปได้เกือบครึ่งวัน ตะกร้าบนหลังซูโม่ก็ค่อยๆ หนักอึ้ง
สุดท้าย ขากลับลงเขา ซูโม่แวะตรวจกับดักที่วางไว้เหมือนเมื่อวาน
สิ่งที่ทำให้ซูโม่ประหลาดใจคือ ในหลุมพรางหลุมหนึ่งมีหมูป่าตกลงไป
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ซูโม่ก็ตรวจนับผลงานของวันนี้
สมุนไพรครึ่งตะกร้า นอกจากโสมป่าราคาแพงแล้ว ที่เหลือเป็นสมุนไพรราคาถูก แต่ก็น่าจะพอขายได้เงินบ้าง
ส่วนสัตว์ป่า มีกระต่ายป่าสีเทาตัวอ้วนพี หมูป่า และไก่ฟ้า
การจับสัตว์พวกนี้ได้ในป่าต้นฤดูใบไม้ผลิถือว่ายากเอาการ
ซูโม่ประเมินคร่าวๆ ว่าแค่หนังหมูป่ากับสมุนไพรในตะกร้า น่าจะขายได้เงินอย่างน้อยสองถึงสามตำลึง
นี่เกือบเท่าค่าใช้จ่ายหลายเดือนของครอบครัวทั่วไปเลยทีเดียว
ซูโม่อดชื่นชมไม่ได้ว่าหลิวอวี้ซูคือสมบัติล้ำค่าของเขาจริงๆ
ทักษะ 'เดินป่าขั้นสูงสุด' ที่ 'เก็บเกี่ยว' มาจากเธอ ช่างมีประโยชน์มหาศาล
เพื่อความสะดวก ซูโม่ยัดกระต่ายกับไก่ฟ้าใส่ตะกร้า เลาะหนังและเนื้อหมูป่าออก เอาหนังหมูพาดบ่า ส่วนเนื้อก็ยัดลงตะกร้า
ตอนลงจากเขา ควันไฟเริ่มลอยขึ้นจากหมู่บ้าน บนถนนปลอดคน
เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน ซูโม่จงใจเดินอ้อมไปทางท้ายหมู่บ้าน
แต่ความซวยมักมาเยือนไม่เลือกเวลา
หวังอู๋ขุยกับสมุนสองคนเพิ่งแอบไปกินเหล้าที่หมู่บ้านข้างๆ มา บังเอิญเห็นซูโม่เดินลงจากเขาพอดี
พวกมันสร่างเมาไปครึ่งหนึ่ง รีบมุดหลบหลังกำแพง แล้วชะโงกหน้ามองซูโม่อย่างตาค้าง
"นั่นซูโม่เหรอ?"
"มันคงไม่ได้เพิ่งลงมาจากภูหลังเขาหรอกนะ?"
ได้ยินดังนั้น หวังอู๋ขุยก็เตะลูกน้องไปทีหนึ่ง
"พูดบ้าอะไรของเอ็ง? มันเป็นบัณฑิตจนๆ แบกหามไม่เป็น มือไม้อ่อน รู้จักแต่ตัวหนังสือเต็มตะกร้า จะไปรู้จักทางขึ้นเขาได้กี่เส้นเชียว?"
"ขึ้นภูหลังเขาเรอะ? อย่าบอกนะว่ามันไปหาแม่ม่ายที่ไหน"
ทันใดนั้น ลูกน้องคนหนึ่งก็ขยี้ตา สีหน้าไม่อยากเชื่อ
"ดูสิ นั่นหนังหมูป่าหรือเปล่าที่ซูโม่แบกอยู่?"
หวังอู๋ขุยหรี่ตามองฝ่าแสงจันทร์ เห็นวัตถุขนปุยเปื้อนเลือดพาดอยู่บนหลังซูโม่
"หนังหมูป่าอะไร? หนังหมาล่ะมั้ง"
"นิสัยอย่างไอ้ซูโม่ ไก่สักตัวยังไม่กล้าฆ่าเลย คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออย่างมัน ถ้าเจอหมูป่าจริง ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่โดนขวิดไส้ไหล"
ลูกน้องอีกคนพูดแทรกขึ้นมา
"ข้านึกออกแล้ว เมื่อวานได้ยินคนพูดว่าซูโม่เข้าป่าแล้วได้ไก่ฟ้ากลับมา ตอนนั้นข้านึกว่าโม้ แต่ดูวันนี้สิ ท่าทางจะไม่ใช่เรื่องเท็จ"
ความเยือกเย็นของหวังอู๋ขุยพังทลายทันที
"ป่าต้นฤดูใบไม้ผลิ ขนาดพรานเก่ายังคว้าน้ำเหลว แล้วหนอนหนังสืออย่างมันจะไปมีปัญญาอะไร?"
"แถมล่าได้ทั้งไก่ฟ้าทั้งหมูป่า? มันใช้วิธีไหนวะ? ท่องกลอนไล่หมูหรือไง?"
ชั่วขณะหนึ่ง หวังอู๋ขุยเกิดความริษยาขึ้นมาตงิดๆ
จะไม่ให้อิจฉาได้ไง ซูโม่ไม่เพียงมีเมียสวยสามคน แต่ตอนนี้ยังหาเนื้อสัตว์จากป่าได้อีก
นี่มันทำให้เจ็บใจยิ่งกว่าพ่อตายเสียอีก
"พวกเอ็ง จับตาดูไอ้หมอนี่ให้ดีสองสามวันนี้"
"ชาวบ้านรอบๆ อดอยากปากแห้ง แต่ไอ้ซูโม่ดันมีเนื้อกิน มันจะเป็นไปได้ยังไง?"
ซูโม่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาของกลุ่มหวังอู๋ขุยจ้องมองอยู่
กลับถึงบ้าน ซูโม่วางของลง เล่นเอาสามสาวในบ้านสะดุ้งโหยง
"ท่านพี่กลับมาแล้ว!"
หลิวอวี้ซูวิ่งออกมาคนแรก ตามด้วยหลิวอวี้หรูและเว่ยหลิงเอ๋อร์
เมื่อเห็นกองของบนพื้น ทั้งหมดก็อ้าปากค้าง ตกตะลึง
หมูป่า กระต่ายป่า ไก่ฟ้า และสมุนไพรครึ่งตะกร้า
"ทะ... ท่านพี่ ท่านไปได้ของพวกนี้มาจากในป่าหมดเลยหรือเจ้าคะ?"
เสียงหลิวอวี้ซูสั่นเครือเมื่อเห็นหนังหมูป่าผืนใหญ่บนหลังซูโม่
หลิวอวี้หรูที่อยู่ข้างๆ ไม่พูดอะไร นางสำรวจซูโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเพื่อดูว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
จากนั้นนางก็นั่งยองๆ ดูสมุนไพร ยิ่งดูก็ยิ่งตกใจ
ส่วนเว่ยหลิงเอ๋อร์นั่งลงลูบหนังหมูป่าอย่างละเอียด ตาเบิกกว้าง
"จับหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ง่ายเลยนะเจ้าคะ ท่านพี่บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
พูดพลางนางก็ทำท่าจะดึงตัวซูโม่มาตรวจดู
เจอคำถามรัวๆ เข้าไป เดิมทีซูโม่กะจะหาข้ออ้างแถๆ ไป
เพราะเรื่องระบบบอกใครไม่ได้เด็ดขาด
และในจังหวะนั้นเอง หลิวอวี้ซู สาวน้อยไร้เดียงสาก็ปล่อยประโยคเด็ดช่วยชีวิต (หรือซ้ำเติม?)
"ท่านพี่ของข้าดุจหมาป่าและพยัคฆ์ทุกค่ำคืน แข็งแรงปานนั้น... แค่หมูป่าตัวเดียวจะไปคณามืออะไร"
สิ้นเสียง หลิวอวี้หรูก็หยิกน้องสาวเบาๆ หน้าแดงระเรื่อ
ส่วนเว่ยหลิงเอ๋อร์ก็เบือนหน้าหนีด้วยความขัดเขินไปชั่วขณะ