เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 90 The Raid (1)

บทที่ 90 The Raid (1)

บทที่ 90 The Raid (1)


โอเซียนออกจากคฤหาสน์หลังจากเจราจาข้อตกลงเสร็จสิ้น โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะได้รับค่าตอบแทนภายหลัง

ไดค์ยืนนิ่ง มองออกไปนอกหน้าต่าง

ดัสติน มือขวาที่เขาไว้ใจมากที่สุดก็ออกไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเดแลน ลูกชายคนที่สามให้เป็นเพื่อนอยู่ด้วย

ทันใดนั้น ไดค์ก็เอ่ยขึ้น

“ลูกอ่านคนเก่งขึ้นมากทีเดียว ลูกคัดเลือกคนได้ดี...ได้คนที่หาได้ยาก อย่าปล่อยให้แค่การว่าจ้างครั้งนี้เป็นจุดจบของความสัมพันธ์กับเขาเลย”

“ไม่ต้องพูดก็รู้แล้ว”

ไดค์ส่ายหัวเบา ๆ

“เดแลน ลูกยังเคียดแค้นพ่ออยู่หรือไม่”

“จะให้พูดว่าเคียดแค้นได้อย่างไร”

“แน่นอนว่าลูกแค้น เพราะลูกมีความเหมือนพ่อมากกว่าคนอื่น ๆ”

ไดค์หยุดรวบรวมสติ ก่อนเอ่ยต่อ

“เรื่องเงินทอง...น่ารังเกียจจริง ๆ”

“........”

“ผู้คนสู้กัน ใส่ร้ายกัน ฆ่ากันเพราะเงิน...มีผู้ชายมากมายที่ยอมเลียสิ่งโสมมบนถนนถ้าแลกกับเงินได้ บางคนแสร้งทำเป็นไม่อยากได้ แต่สุดท้ายก็อยากทั้งนั้น พาอเห็นมาแล้วนับไม่ถ้วน...”

ด้วยเหตุนี้เอง ไดค์จึงตัดสินผู้คนด้วยเงินทอง

หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกน่าอยู่ขึ้นกว่ายุคใด ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าความมั่งคั่งทำให้โลกสุดขั้วมากขึ้น

คนรวยยิ่งร่ำรวยไร้ขีดจำกัด ขณะที่คนจนยากไร้ถึงขั้นหนังหุ้มกระดูกแห้งผุพัง

สภาพแรงงานอันโหดร้ายใช้แรงงานไม่ละเว้นแม้แต่เด็ก

เด็กถูกเผา สำลักควัน หรือไหม้ตายขณะกวาดปล่องไฟ

และเหมือนถูกผลักดันให้ทำหน้าที่นั้นโดยไม่ต่างอะไรกับการกวาดปล่องไฟ

เด็กที่ถูกหลอกให้ลงเหมืองถ่านหินกลับมีชะตากรรมสิ้นหวังยิ่งกว่า

อุโมงค์เหมืองถ่านหินยาว มืด และแคบจนผู้ใหญ่ไม่สามารถลอดไปได้

ดังนั้นเด็ก ๆ จึงถูกส่งเข้าไป เพียงเพราะตัวเล็กกว่าและคล่องตัวกว่า

สัปดาห์ละหกวัน

วันละสิบสองชั่วโมง

ในสภาพชื้น มืด ทึบไร้แสง เด็กเหล่านั้นทำงานจนตาย

ภาพเหล่านี้ยังคงชัดเจนในใจของไดค์

เพดานลั่นไหว หลังคาถล่มลงมา

พี่น้องและเพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกันถูกทับตาย เลือดสีแดงนองพื้น

และไดค์คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากการถล่มครั้งนั้น

มันคือโชคชะตา แม้มีบาดแผลแต่ไม่ถึงกับพิการ

หรือบางทีอาจไม่ใช่เพียงโชคชะตา หากแต่เป็นพรหมลิขิต

ในเหมืองที่ถล่ม ซึ่งไร้อาหารไร้น้ำจนกว่าคนภายนอกจะเข้ามาช่วย เขากลับพบสายแร่ทองคำที่ส่องประกายในความมืดราวดวงดาว

เด็กน้อยผู้ไม่เข้าใจเหตุผลของโลก กลับมองเห็นความงดงามท่ามกลางความตาย

และในชั่วขณะนั้น เด็กก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ และกลายมาเป็นคนคลั่งทอง

“แม้แต่ภรรยาคนปัจจุบัน พ่อก็ไม่ได้แต่งด้วยความรัก ตอนเริ่มมีเงิน พ่อสื่อแม่สื่อก็แห่กันมา พ่อเลือกสตรีจากตระกูลที่พร้อมลงทุนในกิจการใหม่ของพ่อ”

สุดท้าย เธอที่เป็นภรรยาก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเงินเช่นกัน

เพราะเหตุนี้ ไดค์จึงเชื่อว่าทุกสิ่งหมุนรอบเงินทอง

“แต่แม่ของลูก...ไม่เหมือนใคร”

“........”

เมื่อเอ่ยถึงมารดา เดแลนถึงกับสะดุ้ง แม้พยายามเก็บสีหน้า

“พ่อเคยคิดว่าคนทั้งโลกโลภเงิน ตอนนั้นพ่อยิ่งเย่อหยิ่งกว่าในตอนนี้เสียอีก...ใช่ พ่อยังเด็ก—เรียกง่าย ๆว่าไอ้บัดซบนั่นแหละ”

“แล้วท่านพบแม่ของผมได้อย่างไร”

“พ่อออกสำรวจหาสายแร่ทองคำแห่งใหม่ บังเอิญแวะพักในหมู่บ้านห่างไกล แล้วเจอกับนาง...ว่าเธอสวยนักสำหรับผู้หญิงในที่กันดารเช่นนั้น”

แต่เมื่อไดค์พบกับนาง เขาก็ตกหลุมรักทันที

“เธอใจดีเสมอ ไม่เคยปฏิเสธพ่อ แม้พ่อจะหยิ่งผยอง และที่สำคัญ—เธอไม่โลภ แม้พ่อจะเสนอเงินมหาศาลให้นาง แต่เธอก็ปฏิเสธ”

“น่าอัศจรรย์...ที่ท่านรักแม่ของข้า”

“กว่าพ่อจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว เพราะมัวแต่หลงระเริงในวัยหนุ่ม ไม่รู้ว่านั่นคือความรักจริง จนเมื่อมองย้อนกลับไป พ่อจึงรู้ว่านางสำคัญกับข้าเพียงใด”

ไดค์ยิ้มเจือเศร้า

“เธอปิดบังว่ามีลูกกับพ่อ และไม่เคยแตะต้องเงินที่พ่อมอบให้เธอเลยสักนิด”

แม่ของเดแลนเลี้ยงเขาลำพัง

ทำงานโรงงาน รับจ้างเย็บผ้า ทำความสะอาดบ้าน

ทั้งที่มีเงินมากพอจะใช้ไปชั่วชีวิต แต่นางกลับไม่แตะต้อง เพราะมันเป็นเงินของไดค์ ไม่ใช่ของเธอ

สุดท้ายเธอล้มป่วยเพราะทำงานหนัก และตายไป ไดค์เพิ่งรู้ความจริงทีหลังทั้งเรื่องการตายของนางและการมีอยู่ของเดแลน

“เธอคือแสงสว่างเดียวในชีวิตพ่อ สว่างไสวยิ่งกว่าทองคำ รอยยิ้มนั้น...งดงามราวแสงจันทร์ที่เคยส่องฟ้า”

อาจเพราะเหตุนี้ ไดค์จึงเก็บ “ศิลาแห่งจันทรา” (Moonstone) ไว้ใกล้กาย

มันทำให้เขานึกถึงแสงสว่างจากหญิงที่รักและเลือดเนื้อที่เธอทิ้งไว้ให้

เด็กชายที่เหมือนเขามากกว่าลูกชายคนอื่น—ดวงตาเฉียบเหมือนสัตว์ป่า

“พ่อคิดว่าจะไม่พบใครเช่นเธออีก แต่โลกนี้กว้างใหญ่ และวันนี้ข้าก็ได้พบอีกคนหนึ่ง”

ไดค์นึกถึงโอเซียน

สายตาของโอเซียนไม่สั่นไหวแม้ถูกยื่นทองคำตรงหน้า

หากหญิงที่เขารักคือแสงจันทร์ โอเซียนก็คือดวงดาวอันเจิดจรัส

“เดแลน ลูกเป็นลูกพ่อ...ของขวัญชิ้นสุดท้ายและเพียงหนึ่งเดียวที่นางทิ้งไว้บนโลกนี้”

“........”

“พ่อไม่ได้จะบอกว่าจะรักลูกแบบพ่อรักลูก เพียงแค่อยากฝากข้อคิดจากผู้นำรุ่นก่อนถึงผู้นำรุ่นถัดไป จะฟังหรือไม่ฟังก็ตามใจลูก”

ไดค์ละสายตาจากหน้าต่าง หันมามองเดแลนตรง ๆ

“อย่าปล่อยให้ชายเช่นนั้นหลุดมือไป ความสัมพันธ์กับคนเช่นนั้นล้ำค่ากว่าทองคำ”

“พูดแบบนี้ก็สมกับเป็นคนบ้าทองดีนะ”

“คนเราย่อมเปลี่ยนไปตามวัย แม้พ่อไม่แน่ใจว่าไอ้แก่บ้าอีกสามคนนั่นจะเปลี่ยนได้หรือไม่ก็ตาม”

โอเซียนขึ้นรถออกไป

รถคันใหม่จากตระกูลโกลด์ดิรอน มาพร้อมคนขับส่วนตัว

‘พวกเขาบอกว่าจะส่งคนมาตรวจภาษีทีหลัง’

โอเซียนมองออกนอกหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้รับ

‘งานเสร็จ ได้เรียนรู้วิธีลดภาษี และยังสร้างสัมพันธ์กับตระกูลโกลด์ดิรอนได้’

เขายังช่วยชีวิตทายาทตระกูลโกลด์ดิรอน—เดแลน โกลด์ดิรอน—ไว้ด้วย

หนี้ชีวิตคือหนี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

และในสายตาของโอเซียน เดแลนไม่ใช่คนที่จะละเลยหนี้บุญคุณ

‘ผมได้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักแก้ปัญหาขาดไป—คนหนุนหลัง’

นักแก้ปัญหา  แม้จะทำงานร่วมกับนายหน้า แต่ก็ไม่ได้ผูกพันกันแน่นแฟ้น

ไวโอเล็ต ฟ็อกซ์ ถือเป็นข้อยกเว้น โดยทั่วไปแล้วความสัมพันธ์ก็แค่ธุรกิจอันเย็นชา

หากนักแก้ปัญหาเจอปัญหา นายหน้ามักตัดขาดและปล่อยให้เผชิญชะตาเอง

แม้สมาคมนายหน้าจะปกป้องหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายนักแก้ปัญหาก็ยังคงเป็นตัวคนเดียว

‘แม้นักแก้ปัญหาจะรวมตัวเป็นสหภาพได้ แต่เพราะพวกเขาเป็นอิสระ มันจึงยากที่จะจัดตั้งจริง ๆ’

โดยทั่วไปต้องได้รับการยอมรับจากวงการถึงจะรวมตัวได้ และที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องมีสหภาพ

มันคือโลกที่ต่างคนต่างพึ่งพาตัวเอง

บางครั้งอาจทำงานร่วมกัน แต่วันต่อมาก็กลายเป็นศัตรู

โลกที่โหดร้ายซึ่งมิตรเมื่อวานอาจกลายเป็นผู้ลั่นไกใส่กันในวันนี้

และในโลกเช่นนั้น นักแก้ปัญหาต่างโหยหาผู้หนุนหลัง

‘นั่นแหละเหตุผลที่นักแก้ปัญหาซึ่งมีชื่อเสียงมักอยู่ภายใต้บริษัทหรือองค์กรใหญ่’

แล้วผู้หนุนหลังที่ดีคือใคร?

นักธุรกิจใหญ่ ข้าราชการทิร์นา หรือกองทัพ?

แต่ละคนมีคำตอบต่างกัน แต่สำหรับโอเซียน—

‘เจ้าพ่อผู้มั่งคั่ง’

ไม่ใช่ในฐานะผู้ที่ต้องก้มหัวให้ แต่เป็นผู้มีพระคุณที่ติดหนี้ชีวิตเขา

‘แต่ครั้งนี้ ผมได้สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าความสัมพันธ์อุดมคติแบบนั้นเสียอีก’

พลังแห่งจันทรา (Moonlight)

พลังที่คู่กับแสงดาว (Starlight) ซึ่งเป็นพลังของอัศวินแห่งนภา

ต่างจากแสงดาวที่ดูเหมือนจะมีรูปแบบจำกัด แสงจันทร์กลับปรับใช้ได้หลากหลาย

‘พลังแห่งจันทรา...และรูปแบบที่ยังคงอยู่ในโลกนี้’

มันถูกเรียกว่า ศิลาแห่งจันทรา (Moonstone)

ชิ้นส่วนพลังอื่น ๆ จะยังคงอยู่เช่นนี้หรือไม่?

โอเซียนไม่คิดเช่นนั้น

‘อย่างในกรณีของแสงดาว มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเมื่อผมอยู่กับองค์หญิงออร์เลีย แปลว่าเศษเสี้ยวของพลังไม่ได้คงอยู่ในรูปวัตถุเหมือนศิลาแห่งจันทรา’

พลังสามารถเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

‘อีกนัยหนึ่ง มนุษย์ก็อาจมีเศษเสี้ยวพลังอยู่ในตัวโดยไม่รู้ตัว’

บางคนอาจไม่เคยรู้เลย แต่ย่อมมีผู้ที่ใช้มันได้แน่นอน

‘ผมยังมีงานต้องทำอีกมาก’

ไม่ว่าแท้จริงพลังนี้คืออะไร โอเซียนก็ไม่คิดจะยึดติดนัก

สัญชาตญาณของอัศวินชี้นำเขาให้ผ่านเหตุการณ์เหนือธรรมชาติล่าสุดมาได้

‘ไม่นึกมาก่อนว่าสัญชาตญาณของผมจะเฉียบคมขึ้นผิดปกติ ผมไม่จำได้เลยว่าอัศวินแห่งนภาเดิมมีคุณสมบัตินี้’

เช่น ตอนที่เขาเห็นแสงสีแดงในปากกระบอกปืนที่เล็งไปยังองค์หญิงออร์เลีย ก่อนถูกลอบสังหาร

หรือเห็นแสงวาบสีแดงในสถานที่อันตราย

เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างอัศวินหรือไม่ แต่สัญชาตญาณภัยพิบัติกลับเฉียบคมจนเกือบเหมือนหยั่งรู้อนาคต

เขาไม่อาจมองเห็นอันตรายที่จะเกิดกับผู้อื่น แต่สัมผัสถึงภัยที่คืบคลานมาหาตนเองได้

เหมือนตอนนี้ ที่ภายในรถเต็มไปด้วยพลังงานสีแดงฉาน

—ตูม!

รถพลิกคว่ำ กลิ้งไปตามพื้นพร้อมเสียงระเบิด

สาเหตุคือกระสุนปืนครกจากด้านนอก

การโจมตีฉับพลันระหว่างเส้นทางในเขตพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้คนขับไม่มีเวลาหนี

แม้รถจะกันกระสุนตามมาตรฐานสมัยใหม่ แต่แรงระเบิดนั้นเกินกว่าจะต้านทานได้

“แค่นี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว!”

ร่างเงาทยอยปรากฏจากตึกก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ

พวกมันผิวปากอย่างสะใจเมื่อเห็นรถหรูพังยับ มอดไหม้พร้อมควันดำ

“ต่อให้รถแพงขนาดไหน เจอระเบิดเข้าไปทีเดียวก็พังไม่เหลือ”

“คนที่นั่งข้างหลังก็ตายแน่นอน”

“ถึงได้เลือกยิงไง เสียดายว่ามีข่าวว่าเขาพึ่งได้เงินมากมาย แต่ก็ตายก่อนจะได้ใช้”

“ระเบิดแรงขนาดนี้ ต่อให้พวกกลายพันธุ์ที่เสริมร่างกายมาก็ยังไม่รอด กลายเป็นถ่านทั้งนั้น”

พวกโจรหัวเราะเยาะ โดยไม่รู้สึกผิดใด ๆ

แต่แล้ว เสียงหนึ่งก็ดังลงมาจากเบื้องบน

“ซุ่มโจมตีข้างั้นหรือ”

“ใครวะ?”

พวกโจรเงยหน้ามองตามเสียง

โอเซียนยืนอยู่บนคานเหล็กผุ ๆ จ้องลงมาข้างล่าง

“เป็นไปได้ยังไง?”

ปืนครกเล่นงานโดยไม่ทันให้ตั้งตัว แทบไม่มีเวลาเอาตัวรอด...แต่โอเซียนไม่คิดจะอธิบาย

ทันทีที่เห็นพลังสีแดงอัปมงคล เขาก็พุ่งออกจากรถ รถจึงระเบิดในวินาทีนั้น

พวกโจรถูกดึงความสนใจไปที่ระเบิดจนไม่ทันสังเกตว่าโอเซียนหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย

เขารอดมาได้ แต่คนขับกลับไม่รอด

“น่าเสียดาย ข้าก็ชักชอบรถคันนั้นอยู่เหมือนกัน”

ในเส้นทางของนักแก้ปัญหา ย่อมก่อศัตรูไว้ไม่มากก็น้อย แต่เขาไม่คิดว่าจะถูกลอบโจมตีในกลางวันแสก ๆ แบบนี้

“ส่วนเรื่องว่าใครส่งพวกเจ้ามา...ข้าจะค่อย ๆ หาเอาเอง”

ดาบที่พกอยู่ข้างเอว ส่องประกายแสงน้ำแข็งสีฟ้าอ่อน...

จบบทที่ บทที่ 90 The Raid (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว