- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 78 ผู้เก็บเกี่ยวแห่งราตรี (1)
บทที่ 78 ผู้เก็บเกี่ยวแห่งราตรี (1)
บทที่ 78 ผู้เก็บเกี่ยวแห่งราตรี (1)
สิ้นคำพูดของพ่อมด โอเชียนจึงคลายมือที่กอดอกออก
มันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก แต่เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้ว
‘เข้าใจล่ะ มันก็ไม่น่าแปลกหรอกที่กลุ่มคนมีฝีมือขนาดนี้ ซึ่งถูกจ้างมาจากคนละที่ จะต้องมีปากเสียงกันบ้าง’
แม้แต่นักแก้ปัญหาหรือทหารรับจ้างที่ประสบการณ์น้อย ยังต้องกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอ ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาจะไม่มีเรื่องกัน
ยิ่งเมื่อค่าจ้างงานนี้ไม่ใช่น้อย ๆ ด้วยแล้ว
แม้แต่เดลันเองยังไม่ทันได้ประเมินค่าตอบแทนที่มอบให้โอเชียนเพียงคนเดียวด้วยซ้ำ
นิสัยของเขาไม่มีทางยอมงกเรื่องเงินอยู่แล้ว และด้วยทรัพยากรของตระกูลโกลดิรอน มันคงเป็นรางวัลที่เปลี่ยนชีวิตได้เลย
โอเชียนไม่ได้มาที่นี่เพราะเงิน แต่คนอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกพ่อมด มีความต้องการเงินแรงกล้ากว่านั้น
เพราะเพียงแค่ทำวิจัย พ่อมดก็สามารถหาเงินก้อนโตได้
ห้องวิจัยส่วนตัว การทดลอง ยา โพชั่น วัสดุเวทมนตร์ น้ำอีเธอร์ หนังสือเวท และอื่น ๆ อีกมากมาย
รายการวัสดุราคาแพงเหล่านี้ไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้พ่อมดมักต้องการทุนอยู่เสมอ
ถึงแม้พ่อมดระดับนี้จะไม่น่าขัดสนเรื่องเงิน แต่มีมากกว่าย่อมดีกว่าเสมอ
‘คุณไม่มีทางจ้างพ่อมดระดับ 4 ดาวได้ด้วยเงินจิ๊บจ๊อยหรอก พวกเขาน่าจะมีเงื่อนไขอื่นพ่วงมาด้วย’
ส่วนมากแล้ว ก็น่าจะมีสปอนเซอร์คอยสนับสนุนเงินเป็นระยะ
‘แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น ผมก็ไม่คิดจะหลีกเลี่ยงการท้าทายหรอก’
โอเชียนกะระยะห่างระหว่างเขากับอีกฝ่าย
ถ้าพวกนั้นล้ำเส้นมาอีกเพียงครั้งเดียว เขาก็พร้อมชักดาบทันที แม้ว่าจะดีกว่าถ้าผ่านไปได้โดยไม่ต้องสู้ก็ตาม
‘แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้’
แม้โอเชียนจะไม่คิดอะไร แต่โอกาสที่อีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันนั้นน้อยมาก
เขาไม่ใช่คนที่จะยิ้มแล้วบอกให้ทุกคนปรองดองกัน
ถ้าอยากจะหาเรื่องก็เชิญ
แค่โชว์ฝีมือให้ดูแล้วจบกัน
ในขณะที่โอเชียนตัดสินใจเช่นนั้น เสียงถกเถียงของพ่อมดก็ดังต่อไป
“เฮ้ นักแก้ปัญหา ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงฉันงั้นสิ”
แววตาเย้ยหยันและดูถูก
ด้วยฐานะของพ่อมดที่แทบจะเทียบเท่าขุนนาง ก็ไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะแสดงความเย่อหยิ่งออกมา
แน่นอนว่าน้ำเสียงจองหองของพ่อมดไม่ได้พุ่งเป้ามาที่โอเชียนเพียงคนเดียว
“ให้พวกสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ไร้ราคามาอยู่ในที่แบบนี้ ทำให้พวกเราดูเหมือนพวกต่ำต้อยเลยนะ”
คำว่า “สัตว์ประหลาดกลายพันธุ์” เป็นคำดูถูกพวกกลายพันธุ์
“ว่าไงนะ?!”
“แกมันกล้าดียังไง”
พวกกลายพันธุ์จาก [ซูพรีม] พากันโกรธจัด
ในอดีต กลายพันธุ์ถูกเลือกปฏิบัติด้วยความแตกต่าง แต่ไม่ใช่ในทิรนา
ด้วยความสามารถพิเศษและพลังที่หาได้ยาก พวกเขาได้รับการยอมรับให้เป็นชนชั้นหนึ่ง
จนเกิดกระแสให้เรียกตัวเองว่า “เผ่าพันธุ์ใหม่” ผู้วิวัฒน์ก้าวหน้ากว่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ตั้งชื่อองค์กรว่า “ซูพรีม”
ผู้ที่เหนือกว่าและทรงพลังยิ่งกว่า
และก็เพราะความภาคภูมิใจนี้เองที่ทำให้พวกเขารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว แต่พ่อมดกลับพูดจาที่ทำลายศักดิ์ศรีนั้นตรง ๆ
พวกกลายพันธุ์จึงลุกฮือใส่พ่อมดทันที
‘โอ้โห…’
พวกพ่อมดที่กำลังโต้เถียง ดูเหมือนจะมั่นใจว่าตัวเองเหนือที่สุด
ก็เข้าใจได้อยู่
เพราะการจะเป็นพ่อมดได้นั้นต้องใช้พรสวรรค์อย่างมหาศาล
การควบคุมมานาเป็นเพียงขั้นพื้นฐาน ยังต้องมีความรู้และสมองเพื่อเรียนรู้เวทอีกด้วย
แม้แต่ขุนนางเองยังไม่กล้าดูถูก หากคุณขึ้นถึงระดับ 4 ดาว
แต่ฝีมือจะเทียบได้กับความโอหังนั้นหรือไม่?
มือของโอเชียนแตะที่ดาบข้างเอว
พ่อมดเริ่มเร่งพลัง และพวกกลายพันธุ์ก็เริ่มแสดงพลังของตน
พวกเขากำลังจะก่อเรื่องก่อนที่เขาจะได้เริ่มทำอะไรเสียอีก
“พอได้แล้ว ห้ามก่อความวุ่นวายในคฤหาสน์”
เสียงทุ้มลึกดังก้องไปทั่วโถง
บนบันไดขึ้นชั้นสอง ที่มองเห็นโถงได้ทั่ว ชายวัยราวหกสิบในชุดทักซิโด้ไร้ที่ติยืนอยู่
“คุณดัสติน!”
ดัสติน ครูเกอร์ หุ้นส่วนและผู้ช่วยของไดค์
ด้วยหนวดเคราแหลมคล้ายแพะ และบารมีเฉียบคมที่ขัดกับรูปร่างผอมบาง เขามองเดวิดด้วยสายตาเวทนา
“คุณชายเดวิด คิดจะทำอะไร การก่อเรื่องในคฤหาสน์ทั้งที่คุณไดค์ยังล้มป่วยอยู่นี่หรือ?”
“ผมก็แค่หาคนมาช่วยพ่อในแบบของผมเอง จะผิดตรงไหน!”
เดวิดค้านด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ตรงกันข้าม ทำไมคุณถึงปล่อยให้พวกคนชั้นต่ำที่พี่น้องผมเรียกมาวนเวียนในคฤหาสน์ แต่กลับห้ามพวกเรา ลูกของท่านเองเข้าไปพบเขา?”
“เพราะไม่มีใครรู้ว่าวิญญาณจะโผล่มาเมื่อไหร่ จึงต้องระวังให้มากที่สุด”
เดวิดยิ้มมุมปากอย่างเยาะหยัน
“วิญญาณเป็นข้ออ้างใช่ไหม แท้จริงแล้วคุณสงสัยว่าลูกคนใดคนหนึ่งคิดจะฆ่าเขาอย่างลับ ๆ ใช่ไหม?”
โอเชียนไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้ แต่คำตอบของดัสตินยิ่งตรงใจยิ่งกว่า
“ใช่ แน่นอนว่าคุณชายเดวิดเองก็ไม่เว้น”
คำถามที่ว่า “กล้าสงสัยพวกเรา ลูกของเขาหรือ?”
คำตอบนั้นชัดเจน — ใช่แน่นอน
ใบหน้าเดวิดแดงจัดจากการถูกตบหน้าทางอ้อม
โอเชียนส่ายหัวพลางคิด
‘ถ้าเป็นเดลัน เขาคงไม่เสียอารมณ์ให้เห็นแบบนี้ตั้งแต่แรก’
ถ้าคุมอารมณ์ไม่ได้แบบนี้ แล้วจะบริหารธุรกิจและดูแลคนได้อย่างไร?
ในฐานะลูกชายคนโต โอเชียนคาดหวังว่าเขาจะดูมีบารมีกว่านี้ แต่เดวิดก็เป็นแค่เด็กโข่งเอาแต่ใจ
“แล้วนายล่ะ เป็นเด็กดีหรือเปล่า?”
“หมายความว่าไง?”
“หมายความว่านายก็ไม่ได้บริสุทธิ์หรอก ใช่ไหมว่ากำลังพยายามสร้างปัญหาให้เรา แล้วเอาไปโทษเรา?”
ดัสตินเป็นผู้ช่วยดยุก คอยอยู่ข้างกายตลอดเวลา
พูดอีกอย่างคือ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็จะถูกมองว่าเป็นมือขวาตลอดชีวิต
ทฤษฎีของเดวิดคือ เขาอิจฉาไดค์ และเพราะตนเป็นเบอร์สอง จึงวางแผนวางยาพิษ
ดังนั้นเขาจึงกีดกันไม่ให้ใครเข้าไปหามากที่สุด
“จริง ๆ แล้ว เขาอาจจะฟื้นขึ้นได้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่คุณไม่ยอมให้”
ดัสตินเพียงส่ายหัวพร้อมถอนหายใจเล็กน้อยกับท่าทีได้ใจของลูกชายคนโต
“ยังไงก็เถอะ ผมขอให้คุณรออยู่ในห้องปลอดภัย เผื่อเกิดอะไรขึ้นกะทันหัน”
เดวิดกำลังจะโวย แต่พ่อบ้านก็ปัดให้เขาถอยออกไป ไม่แม้แต่จะตอบ
ทันใดนั้น แสงไฟสว่างไสวราวกับกลางวันในคฤหาสน์แม้เป็นยามค่ำ กลับดับวูบลง
ความมืดปกคลุมในยามรุ่งสาง
จากความสว่างจ้า สู่ความมืดสนิทจนมองไม่เห็น
“ก๊าาาาาา!”
พร้อมกันนั้น เสียงกรีดร้องฉีกอากาศดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง
“เสียงกรีดร้อง?”
“น้องเล็ก?!”
เจ้าของเสียงคือมาเรีย น้องสาวคนเล็ก
ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีใครบางคนเริ่มขยับตัว — นั่นคือโอเชียน
โอเชียนชักดาบในมือทันทีและวิ่งไปยังต้นตอของเสียงกรีดร้อง
ฝีเท้าเบาและรวดเร็วราวกับสายลม
“เอ๊ะ เอ๊ะ?”
“เราตามไปด้วย!”
แต่คนที่อยู่ที่นี่ก็ล้วนไม่ธรรมดา
ทันทีที่เห็นโอเชียนเคลื่อนไหว พวกเขาก็รีบตามไปติด ๆ
คนที่ออกตัวก่อนคือกลายพันธุ์สองคนที่มีพลังเสริมร่างกาย
พวกเขาได้เปรียบในด้านความเร็วในการตอบสนอง จึงตั้งใจจะตามไปล้มโอเชียน
ทว่า…
“อะไรนะ?!”
“เราไล่ตามไม่ทัน?!”
แผ่นหลังของโอเชียนยังมองเห็นอยู่ในความมืด
แทนที่จะเข้าใกล้ กลับห่างออกไปเรื่อย ๆ
ทั้งที่พวกเขาใช้พลังเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไล่ไม่ทัน?
หรือว่าเขาเองก็เป็นกลายพันธุ์เสริมตวามเร็จ แต่ระดับสูงกว่าพวกเขา?
ไม่ว่าพวกนั้นจะคิดไปเองหรือไม่ โอเชียนก็วิ่งฝ่าทางเดินไม่มีสิ้นสุดของคฤหาสน์ไป
แม้จะเคยได้ยินว่าเป็นเพียงวิลล่า แต่กว่าจะรู้ว่ามันใหญ่แค่ไหนก็ใช้เวลาพอสมควร
เมื่อถึงจุดหมาย เขาเห็นมาเรีย โกลไดรอน ทรุดตัวอยู่ และเอลีสยืนคุ้มกันอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับ “ยมทูต” ในชุดคลุมดำถือเคียว
‘ยมทูต?’
สัตว์ประหลาด? หรืออย่างอื่น?
ช่างมันเถอะ ดูจากที่เอลีสยืนขวางอยู่ คงเป็นวิญญาณที่เจอก่อนหน้านี้
“หลบไป”
เมื่อได้ยินคำของโอเชียน เอลีสชะโงกหน้าจากหลังหน้ากากกระดูกแล้วถอยออก
โครงกระดูกสองตัวที่ยืนข้างเธอก็หยุดสู้และเปิดทางให้
ดาบของโอเชียนที่พุ่งผ่านช่องว่างนั้นส่องประกายดุจแสงดาว
[ดาบแสงดาว]
เปลวเพลิงสีขาวและฟ้าผสมกันราวกองไฟ ส่องสว่างกลางความมืด
แสงดาวฟาดเป็นเส้นโค้งสีขาวบริสุทธิ์ พุ่งตรงไปที่ลำคอของยมทูต
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ยมทูตเห็นดาบของโอเชียนแล้วถอยหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้คมดาบเบี่ยงออก
‘หลบได้งั้นหรือ?’
โอเชียนมองยมทูตด้วยความประหลาดใจ
แม้เขาจะออมแรงเพราะมาเรียและเอลีสอยู่ใกล้ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะหลบได้
ยิ่งกว่านั้น การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ก็คล่องแคล่วไม่น้อย
‘ดูท่าไม่อึดอย่างที่คิด’
โอเชียนตรวจดูอาการของมาเรียและเอลีสก่อนเป็นอันดับแรก
ทั้งคู่ปลอดภัย
แม้แต่มาเรียก็ไม่ทันได้ถูกยมทูตโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว
ในระหว่างนั้น เอลีสได้เรียกโครงกระดูกตัวใหม่ขึ้นมาปกป้องเธอ
“คุณ….”
ดวงตาเอลีสเบิกกว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นดาบแสงดาวในมือโอเชียน
เธอไม่เคยเห็นเขาใช้ดาบนี้มาก่อน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นปาฏิหาริย์นี้กับตา
“ว้าว”
ไม่เพียงเอลีสเท่านั้นที่ตะลึง
มาเรียก็มองดาบสีขาวบริสุทธิ์ในมือโอเชียนอย่างหลงใหล
ภาพโอเชียนที่ยืนเผชิญหน้ากับยมทูตราวแสงสว่างกลางความมืดนั้นงดงามราวภาพวาด
เมื่อแน่ใจว่าพวกเธอปลอดภัยแล้ว โอเชียนจึงหันสายตากลับไปยังศัตรราตรงหน้า
โครงกระดูกในชุดคลุมยาวสีขาว ถือเคียวเล่มใหญ่ รูปโฉมราวกับยมทูตจากตำนาน
‘รอยในสวน กับเงาผีที่มีคนบอกว่าเห็น คงเป็นมันแน่’
โอเชียนไม่เคยเห็นมอนสเตอร์โครงกระดูกถือเคียวในเกมมาก่อน จึงรู้สึกแปลกใหม่อยู่บ้าง
แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร มันคือตัวที่ต้องกำจัดเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ
‘ปกติคงต้องดูแบบแผนการโจมตีก่อนแล้วค่อยวิเคราะห์ แต่ตอนนี้มีคนตามมา คงต้องรีบจบ’
ดาบแสงดาวของเขาพลันลุกโชน ยืดความยาวออกไปกว่าหนึ่งเท่าครึ่ง
ตั้งใจจะปิดฉากในดาบเดียว
คิดได้ดังนั้น โอเชียนก็ฟาดดาบลงไป
ยมทูตเห็นดังนั้นก็ถอยกรูดอย่างตื่นตระหนก
‘คิดจะหนีงั้นหรือ?’
โอเชียนพุ่งตามไปทันที
การที่มันแสดงอาการกลัว หมายความว่าดาบของเขาใช้ได้ผล และทันทีที่เขากำลังจะปักดาบแสงดาวลงบนหลังของมัน—
[เดี๋ยวก่อน! ใจเย็นก่อนเถอะ!]
ยมทูตร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ