- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 64 Tangled Flow (1)
บทที่ 64 Tangled Flow (1)
บทที่ 64 Tangled Flow (1)
“อะไรนะ? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
โครัวซ์รู้สึกงุนงงกับพฤติกรรมประหลาดของสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนก้อนเนื้อมีชีวิตนั้น
สิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณ์เป็นก้อนเนื้อที่เต็มไปด้วยดวงตานั้น แท้จริงแล้วคือร่างจำแลงของเทพเจ้าโบราณ ที่มีพลังอำนาจน่าสะพรึงกลัวไม่แพ้รูปลักษณ์ของมัน
แม้จะพกพาเนื้อหนังมาเพียงเศษเสี้ยวจากต้นกำเนิดเดิม แต่มันก็ยังเปี่ยมไปด้วยพลังของเทพเจ้าโบราณ
เพียงแค่การปรากฏตัวของมัน ณ ที่แห่งนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้อันติล่าผู้มีสัมผัสอันไวต่อพลัง ต้องถึงกับอ่อนแรงและเผชิญกับผลกระทบที่ยาวนาน
เธอเปล่งเสียงเรียกออกไปด้วยเจตจำนงอันแรงกล้า ทว่า…สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นปฏิกิริยาเช่นนี้หรือ?
เบื้องหลังมวลกล้ามเนื้อและหนวดที่บิดเกร็ง ดวงตากลมโตของมันเบิกกว้าง แลดูสับสนและไร้ทิศทาง
ปกติแล้ว แค่จ้องเขม็งอย่างเย่อหยิ่งใส่ศัตรูก็เพียงพอที่จะทำให้คู่ต่อสู้นั้นสะท้านแล้ว แต่คราวนี้…คนที่หวาดกลัวกลับกลายเป็นมันเอง
‘ทำไมเขาถึงได้มีสีหน้าผ่อนคลายแบบนั้นกันนะ?’
โดยปกติแล้ว มนุษย์ควรจะรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเผชิญหน้ากับร่างจำแลงของเทพเจ้า แต่โอเซียนกลับนิ่งเฉยราวกับไม่รู้สึกอะไร แถมดวงตาของเขายังเป็นประกายอย่างแปลกประหลาด
ตรงกันข้าม—เจ้าร่างจำแลงนั้นกลับเป็นฝ่ายหลบสายตาเขาเสียเอง
“ว้าว มันจำผมได้เหรอ?”
ปฏิกิริยาของร่างจำแลงนั้นยืนยันความคิดของโอเซียน
มันจำเขาได้จริง ๆ
‘ว่าไป ตอนที่ผมเล่นจบรอบที่ 99 ผมก็นึกว่าเคลียร์เควสต์พื้นที่รอบสุดท้ายไปแล้ว’
ในรอบแรก การต่อสู้กับร่างจำแลงพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอถึงรอบที่ 99 ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลอีกต่อไป
ถึงแม้พลังชีวิตของมันจะสูงมาก แต่พลังโจมตี ความเสียหาย และความสามารถควบคุมที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ใช่ปัญหา
โอเซียนสร้างสถิติใหม่ในการฆ่าโดยไม่ถูกโจมตีแม้แต่ครั้งเดียวได้ในรอบที่ 99
เขาไม่โดนโจมตีเลยสักครั้ง และยังทำเวลาได้เร็วกว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ ทั้งหมด
แน่นอนว่า ร่างจำแลงที่เขาสู้ในครั้งนั้น ก็คือตัวเดียวกับที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้
ร่างจำแลงนั้นยังคงมีความทรงจำจากการต่อสู้ในรอบที่ 99
พรู๋วววว......
แม้จะน่าอาย แต่เจ้าร่างจำแลงก็ยังจำเขาได้อย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของมัน แต่เป็นเพียงพลังส่วนหนึ่งก็ตาม
มันจะลืมได้อย่างไร เมื่อมันเคยถูกถล่มยับเยินอย่างกับหมาถูกตีก็ไม่ปาน
ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เทพเจ้าโบราณ ผู้เคยเหยียบมนุษย์ไว้ต่ำกว่าสัตว์ ยังรู้สึกหวาดกลัวในสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์
แต่คำถามคือ... ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?
พรู๋วววว......
มวลหนวดนั้นบิดกระตุกคล้ายต้นไม้แห้งใกล้ตาย
ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวราวกับจะตะโกนว่า
“─เจ้าปีศาจนั่นมาได้ยังไง?”
หากมันแค่ปรากฏกายเฉย ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พอเห็นโอเซียน มันก็สัมผัสได้ทันทีถึงพลังภายในเขา
นี่คือมนุษย์ผู้เคยทำให้มันอับอาย
อัศวินผู้เป็นทั้งมนุษย์และผู้ก้าวข้ามมนุษย์ และพลังที่เปล่งแสงออกมาจากดาบในมือ!
“หืม?”
ขณะโอเซียนแสดงสีหน้าสงสัย ร่างจำแลงกลับตัวสั่นรุนแรงราวกับถูกไฟดูด ก่อนจะหดตัวกลายเป็นจุดเล็ก ๆ แล้วหายวับไป
โครัวซ์ทำได้เพียงยืนอึ้งกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
‘ร่างจำแลง...หนีจากมนุษย์?’
เป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อเลยสักนิด
อันติล่า น้องสาวที่ใช้พลังอย่างมหาศาลในการอัญเชิญร่างจำแลงนั้น เงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีงุนงง
“พี่...พี่คะ”
“อันติล่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมร่างจำแลงของเธอถึงได้......”
“มันแสดงอาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงค่ะ”
อันติล่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว พลางกอดตัวเองไว้แน่น อาจเพราะเธอสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของร่างจำแลงได้
“ฉันจะไม่มีวันสู้กับเขาเด็ดขาด”
“อันติล่า เธอดูดีกว่าก่อนหน้านี้มากนะ ทั้งที่เพิ่งอัญเชิญร่างจำแลงมาแท้ ๆ”
“หือ?”
อันติล่าดูเหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นอาการของตัวเอง
เสียงของเทพโบราณที่ดังในหัวเธอมักทำให้เธอแทบเสียสติ เป็นเหตุให้เธอตะกุกตะกักเวลาพูด
ในตอนอาการที่รุนแรงที่สุด เธอจะเห็นภาพหลอน และหนวดตามร่างกายจะควบคุมไม่ได้
แม้เธอไม่เคยมีเจตนาร้าย แต่ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นบุคคลอันตราย และถูกส่งตัวไปคุมขัง
ทว่า ตอนนี้ อันติล่ากลับดูปกติดีทุกอย่าง
เธอมีสติครบถ้วน ไม่พูดติดขัด หนวดที่มักจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดก็นิ่งสนิท
อันติล่าลูบร่างกายตัวเองทุกจุด ก่อนจะร้องไห้โฮ
“ไม่...โครัวซ์ ฉัน...ตอนนี้ฉันสบายดีแล้วจริง ๆ”
“อันติล่า....”
โครัวซ์โอบกอดน้องสาวแน่น
อันติล่ามักถูกทรมานจากพลังของเทพเจ้าโบราณมาโดยตลอด
ความสามารถที่มากเกินไปทำให้เธอเจ็บปวดแทนที่จะเป็นพร
หากเธอนับถือเทพองค์อื่น เธอคงได้เป็นนักบุญไปแล้ว แต่เพราะเธอถูกเทพองค์นี้เลือก เธอจึงถูกตราว่าอันตรายในทีร์นา
โครัวซ์พยายามปลอบน้องสาวว่าเธอจะไม่เป็นอะไร แต่ลึก ๆ แล้ว เธอรู้ดีว่า...มันไม่เคยเป็นเช่นนั้นได้เลย ไม่ใช่ตราบใดที่ยังมีพลังของเทพโบราณอยู่ในตัว
“อันติล่า......!”
“พี่คะ!”
สองพี่น้องกอดกันแน่นพลางร้องไห้ออกมา
“......มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ?”
เจ้าหญิงออร์เลียมีสีหน้าราวกับหัวใจถูกบีบรัด
พี่น้องคู่นี้คือสาวกของเทพเจ้าโบราณที่มุ่งหมายชีวิตของเธอ
พวกเธอเคยไล่ต้อนโอเซียนด้วยเวทมนตร์น่าสะพรึง และในท้ายที่สุด พวกเธอก็อัญเชิญร่างจำแลงของเทพเจ้าลงมา
ตอนนั้นออร์เลียคิดว่านี่คือจุดจบ ไม่ว่าโอเซียนจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็เป็นเพียงมนุษย์ จะต่อกรกับเทพเจ้าได้อย่างไร
เขาเคยช่วยชีวิตเธอไว้ และเธอก็รู้สึกเจ็บปวดที่ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณเขาได้...จนกระทั่งตอนนี้
“.......”
เจ้าสิ่งที่ทำให้เธอเวียนหัวและคลื่นไส้เพียงแค่เห็น กลับหันหลังวิ่งหนีไปอย่างหมดท่า
เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
พยายามจะหาคำอธิบาย แต่มันก็ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
‘ผู้ชายคนนั้น...เป็นใครกันแน่?’
สองพี่น้อง โครัวซ์และอันติล่า ที่เพิ่งตั้งสติได้ ก็มองโอเซียนด้วยสายตาหวาดหวั่น
‘เขาเป็นใครกันแน่?’
‘สีหน้าเขาไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย อันที่จริง...ดูเหมือนจะโมโหด้วยซ้ำ’
โอเซียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยในใจ ที่เรื่องมันจบลงอย่างคลุมเครือแบบนี้
‘น่าเสียดาย... ผมอยากสู้กับมันอีกสักครั้งจัง
ทันทีที่เขาเห็นร่างจำแลงนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับเกมที่เขาเคยเล่นอย่างจริงจังก็หวนคืนมา
มันไม่ใช่แค่ก้อนกราฟิกสามมิติบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่คือร่างจำแลงที่มีตัวตนจริงในโลกแห่งความเป็นจริง
ความสมจริงที่น่าขนลุกของมันทำให้เขารู้สึกหวิวในอกอยู่บ้าง แต่ร่างกายของอัศวินผู้ผ่านศึกก็สามารถข่มความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ยังคงอยู่คือ “ความอยากรู้” ที่แรงกล้า
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงหลังเวลาผ่านมาหลายร้อยปี เขากลับได้มาเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ยังเหมือนเดิมทุกประการ
มันยังมีพลังเท่าเดิมไหม? รูปแบบการโจมตีล่ะ? ตอนนี้ที่มันไม่ถูกจำกัดด้วยระบบเกมแล้ว มันจะซับซ้อนกว่าเดิมไหม? หรืออาจจะมีเทคนิคใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน?
ในฐานะเกมเมอร์ และในฐานะแฟนเกมที่เขารักมากที่สุด มันยากที่จะไม่อยากรู้
แต่แล้ว...ร่างจำแลงก็เดินหนีไปทันทีที่เห็นเขา
ท่าทีอับอายของมันทำให้โอเซียนมั่นใจว่านี่คือร่างจำแลงของเทพเจ้าองค์นั้นที่เขาเคยรู้จักจริง ๆ
โอเซียนหันสายตาไปยังโครัวซ์และอันติล่า
“อืม”
“ฮึก!”
สองพี่น้องยิ่งกอดกันแน่นกว่าเดิม
โอเซียนจ้องพวกเธออย่างเงียบ ๆ สายตาคมกริบของเขาทำให้โครัวซ์เหงื่อเย็นซึมออกมาทันที ส่วนอันติล่าก็ตาเหลือกแทบทรุด
“เจ้าเรียกมันมาอีกครั้งได้ไหม?”
คำถามของโอเซียนทำให้พวกเธอยิ่งหวาดกลัว
แทนที่จะรู้สึกโล่งใจที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นจากไปแล้ว เขากลับถามว่าเรียกมันกลับมาได้อีกไหม
ชัดเจนว่าเขาไม่ได้ถามเพราะกังวลเรื่องอันตรายจากการอัญเชิญอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะรู้สึก “เสียดาย” ที่มันหนีไปมากกว่า
สองพี่น้องถึงกับอยากจะตะโกน—นี่มันคนบ้าอะไรกันแน่!?
“ชั่งมันเถอะ”
โอเซียนสะบัดศีรษะเบา ๆ แล้วก้าวเข้าไปหาออร์เลีย
ความตึงเครียดที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุดไหลย้อนกลับ โครัวซ์รีบหันมาทางโอเซียน
“คุณจะไม่ฆ่าเราเหรอ?”
โอเซียนหยุดเดินแล้วหันมาตอบเรียบ ๆ
“ใช่”
“ทำไมล่ะ? เราโจมตีคุณนะ……”
“เพราะข้าไม่รู้สึกถึงเจตนาฆ่าจากการโจมตีของพวกเจ้า”
โครัวซ์และอันติล่าไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขาตั้งแต่ต้น
แม้เทคนิคที่พวกเธอใช้จะน่าขยะแขยง แต่เป้าหมายคือการหยุดยั้งไม่ให้เขาขยับได้ ไม่ใช่การสังหาร
ถ้าเจตนาเป็นอย่างอื่น ผลลัพธ์คงไม่เหมือนเดิม—แต่เพราะไม่ใช่ เขาจึงมอบ “ความเมตตา” ให้หนึ่งครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น โอเซียนรู้สึกไม่ควรแตะต้องพวกเธอ
‘มันเป็นแค่สัญชาตญาณ’
แต่เขาก็รู้ดีว่าสัญชาตญาณของเขานั้น ไม่ควรมองข้าม จึงตัดสินใจทำตามมัน
“ยังไงซะ ข้าก็ไม่ได้สนุกแบบนี้มานานแล้ว ถือว่าเป็นรางวัลก็แล้วกัน”
ภาพร่างจำแลงของเทพเจ้าโบราณที่เปี่ยมไปด้วยเนื้อหนัง—เป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างแท้จริง
โครัวซ์กับอันติล่ารู้สึกโล่งใจที่ยังมีชีวิตรอด
แม้ภารกิจครั้งนี้จะล้มเหลว และพวกเธออาจถูกส่งกลับไปคุกอีกครั้ง แต่ชีวิตยังมีค่าให้ใช้ต่อไป
อาการของอันติล่าก็ดีขึ้นเพราะเทพองค์นั้นหายไป โครัวซ์จึงไม่อาจเรียกร้องอะไรได้อีก
เธอไม่มีวันยอมแพ้ต่อเสรีภาพที่สักวันต้องมาถึง
“ไม่ ไม่เอา! ถ้าฉันทำแบบนั้นล่ะก็—”
พรึ่บ!
หอกแหลมพุ่งเข้ามาจากที่ไหนสักแห่ง ทะลุแผ่นหลังของโครัวซ์
“ก๊าก!”
“พี่คะ!”
อันติล่าตะโกนลั่น รีบเข้าไปดูอาการของโครัวซ์
โชคยังดีที่หอกไม่โดนจุดสำคัญ แต่แทงเข้าไปที่ข้อต่อไหล่ของเธอ แรงที่พุ่งมาทำให้ใบหอกฝังลึกในกำแพง
“อึก ใครมันกล้า....”
หอกเล่มนั้นในตอนแรกเล็งมาที่อันติล่า
แต่ในเสี้ยววินาที โครัวซ์พุ่งตัวเข้ามารับมันแทน
“คึก คึก!”
โครัวซ์คว้าหัวหอกไว้ด้วยมือทั้งสอง แต่พยายามดึงออกเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ
ด้ามหอกอัดแน่นด้วยเวทมนตร์ และแรงของเธอไม่อาจดึงออได้
“แก...ไอ้ขี้ขลาด! ลอบโจมตี!”
ดวงตาของโครัวซ์แดงก่ำหันไปมองด้านหลัง
ที่นั่น—มีชายคนหนึ่งยืนอยู่
กล้ามเนื้อแน่นปูดภายใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ผมสีทองซีดถูกตัดสั้น และมีแผลเป็นเป็นรูปกากบาทกลางหน้า
เขาดูคล้ายหมีป่าในร่างมนุษย์ ยิ้มเยาะพลางเผยเขี้ยวแหลม
“ฮ่าฮ่าฮ่า! โครัวซ์ เป็นไง? ดูเหมือนหมึกที่โดนแทงเลยนะ!”
“โบลา ไอ้สารเลว!”
ชายที่ชื่อโบลามองดูโครัวซ์ดิ้นด้วยความเจ็บปวดด้วยแววตาเจือความสะใจ
“หึ ดีแล้วล่ะ ปล่อยให้เธออยู่ตรงนั้นแบบนั้นนั่นแหละ เหมาะดี
สู้กันเอง? พวกเรานับว่าเป็นพวกเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? จุดประสงค์ของเราก็แค่จับหรือฆ่าเจ้าหญิงนั่นไม่ใช่เหรอ?”
สายตาของโบลาหันไปทางออร์เลีย
“หลังจากนั้น พวกเราก็กลายเป็นคู่แข่งกัน”
ดวงตาเหี้ยมเกรียมของเขาหรี่ลง แววตาเปล่งแสงอำมหิต
โบลาแลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเอง
“ของล้ำค่าแบบนี้...ไหน ๆ ก็จะฆ่าอยู่แล้ว ขอเล่นสนุกก่อนก็แล้วกันนะ?”
ว่าแล้ว โบลาก็สาวเท้าตรงเข้ามา แต่ก็ต้องชะงักกลางทาง
โอเซียนยืนขวางทางเขาอยู่
“แกเป็นใคร?”
โอเซียนตัวค่อนข้างสูง แต่โบลาที่สูงกว่า 6 ฟุตก็มองเขาราวกับมองมนุษย์ตัวเล็ก
“อ้อ ตัวปิดจ๊อบงั้นสิ? มาทีหลังแบบนี้ แสดงว่ามีดีพอตัวล่ะสิ?”
โบลาพึมพำอย่างเย้ยหยัน แล้วหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยว เขายื่นแขนออกไปทางโอเซียนทันที’
"งั้นฉันจะฆ่าแกตามที่แกต้องการ!"
แขนของโบลาฟาดออกไปด้วยพลังมหาศาลที่มากพอจะฉีกมนุษย์เป็นชิ้น ๆ ได้ แต่ยังไม่ทันได้สัมผัสศีรษะของโอเซียน
-ควัง!
โอเซียนคว้าใบหน้าโบลาไว้ด้วยมือเดียว แล้วกระแทกหน้าลงกับพื้นอย่างจัง
“พูดมากเกินไปแล้ว”