- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 56 นำทางเชื้อพระวงศ์ (1)
บทที่ 56 นำทางเชื้อพระวงศ์ (1)
บทที่ 56 นำทางเชื้อพระวงศ์ (1)
หลังจากภารกิจเสร็จสิ้น โอเชียนก็กลับมาโฟกัสที่การฝึกดาบของตัวเองต่อ
ตอนนี้เขาเริ่มจับจังหวะของ “ดาบแสงดารา” กับ “ผ้าไหมเนบิวลา” ได้แล้ว ทำให้เขาพัฒนาวิธีใช้ทั้งสองอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แค่นั้นก็นับว่าเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจแล้ว ทว่า น่าประหลาดใจที่ยิ่งเขาขัดเกลาทั้งสองเทคนิคมากเท่าไร เขาก็ยิ่งมองเห็นบางอย่างของเส้นทางใหม่
‘แต่ก็ยังแค่ลาง ๆ เท่านั้น ผมพอจะเห็นภาพคร่าว ๆ ว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่กว่าจะควบคุมได้อย่างแท้จริงคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่’
ไม่มีเหตุผลต้องรีบร้อน
ในเมื่อสิ่งที่ต้องการก็ได้มาแล้ว
เมื่อเดินออกจากลานฝึกที่กลายเป็นสนามประจำไปแล้ว โอเชียนก็พบโรแนนนั่งอยู่ที่โต๊ะบาร์ กำลังอ่านหนังสือพิมพ์
"ดูเหมือนฑูตสันติจะเดินทางมาถึงในที่สุดแล้วนะ"
โรแนนเหลือบตามองหน้าหนังสือพิมพ์ที่เขาถืออยู่
เรื่องราวนี้ถูกพูดถึงบ่อยเสียจนแม้โอเชียน ซึ่งแทบไม่สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองหรือกระแสใด ๆ ยังรู้สึกเบื่อหน่ายจนแทบจะด้านชา
โรแนนพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะบาร์อย่างเงียบ ๆ
"ข่าวมันเยอะขนาดนี้ จะให้คนไม่ตื่นตัวก็ยากล่ะนะ"
"อาณาจักรคาร์ลิออน..."
โอเชียนไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
เวลาผ่านไปนานเกินกว่าที่โลกในเกมซึ่งเขาเคยรู้จักจะยังเหมือนเดิม
มันเป็นเส้นทางปกติของประวัติศาสตร์ ที่อาณาจักรล่มสลาย ราชวงศ์ใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น
แต่สถานที่บนแผนที่ยังคงคุ้นเคย
พื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องผืนดินอุดมสมบูรณ์ ที่ราบกว้างขวาง ทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะ และเป็นแหล่งชุมนุมของทหารรับจ้างและโจรภูเขา
เขาจำได้ว่าตัวเองเคยทำเควสต์ย่อยมากมายที่นั่น และยังเคยสะสมชื่อเสียงในพื้นที่นั้นอยู่พักใหญ่
"แต่ทำไมการที่อาณาจักรคาร์ลิออนจะมาสร้างสันติกับทิร์นาถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ล่ะ? มันก็ไม่ใช่ว่าทั้งสองฝ่ายจะเกลียดกันตลอดนิ"
"ไม่ใช่แค่อาณาจักรคาร์ลิออนหรอก ที่จริงแล้วประเทศรอบ ๆ ก็ไม่ได้มองทิร์นาในแง่ดีนัก"
"ก็เมืองแห่งเสรีภาพนี่นา"
ทิร์นา แม้จะเรียกว่าเมือง แต่ก็เป็นประเทศในตัวเอง
เป็นนครรัฐขนาดมหึมาที่ประกอบไปด้วย 50 เขต
และในขณะเดียวกัน ก็เป็นสถานที่ที่ใครก็ตาม หากมีความสามารถ ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ๆ ได้
จากมุมมองของประเทศที่ยังมีระบบชนชั้น ทิร์นาคือเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับหลักการของตัวเองโดยสิ้นเชิง
แต่ถึงอย่างนั้น ทิร์นาก็ไม่ใช่เมืองที่ใครจะแตะต้องได้ง่าย ๆ
ทิร์นาใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าเมือง
ทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานและขนาดของเมืองล้วนเกินมาตรฐานทั่วไป และที่สำคัญคือ กองทัพของทิร์นามีพลังพอจะบดขยี้อาณาจักรทั้งหลายให้แหลกสลาย
เคยมีแหล่งข่าวทหารบอกว่าทิร์นาอาจเปิดสงครามกับทั้งทวีปได้เลยด้วยซ้ำ
เหตุผลที่ยังไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ก็เพราะทิร์นาไม่ได้ถูกปกครองโดยบุคคลคนเดียว
ในฐานะเมือง มันมีผู้นำหลากหลายกลุ่ม
เริ่มตั้งแต่นายกเทศมนตรีทั้งห้า รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และผู้ว่าการเขตทั้งห้าสิบ
ยังไม่รวมถึงหอคอยเวท บริษัทมหาชน และบุคคลระดับสูงในวงการทหาร
ทิร์นาเปิดโอกาสให้ทุกคน
แต่ละฝ่ายต่างก็มีอำนาจและเสียงในสภา และเรื่องใหญ่ ๆ จะต้องผ่านการลงมติอย่างเคร่งครัด
แน่นอนว่า เรื่องใหญ่ระดับสงคราม ก็จะถูกระงับไว้ในระดับสภาภายในก่อนอยู่แล้ว
"พอทิร์นาไม่ขยับ ฝั่งประเทศรอบข้างก็มีทางเลือกแค่สองทาง: ร่วมมือและยอมรับวัฒนธรรมของพวกเขา หรือจะเป็นศัตรูและหาทางกวาดล้างให้พ้นจากทวีปนี้"
"ซึ่งคาร์ลิออนก็คือกรณีตัวอย่างแบบหลังเป๊ะเลย"
"ทิร์นาไม่ถูกกับหลายประเทศ แต่กับคาร์ลิออนนี่หนักสุด ราชวงศ์ของพวกเขา เอ่อ จะว่าไงดีล่ะ... เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในสายเลือดมากกว่าความสามารถ"
โรแนนส่ายหน้าอย่างระอา
"เป็นอาณาจักรที่มีแต่คนโง่ปกครองกันเพราะเกิดมามีสายเลือดดี ไม่ใช่เพราะมีฝีมือ"
คำพูดที่ตรงและรุนแรงแบบไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้โอเชียนแอบมองโรแนนด้วยความประหลาดใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงอารมณ์จริง ๆ ของโรแนนเมื่อต้องพูดถึงอาณาจักรคาร์ลิออน
"แต่ก็ใช่ว่าทิร์นาจะดีหรือยุติธรรมไปซะหมด เมืองแห่งเสรีภาพฟังดูดี แต่ก็มีเงามืดซ่อนอยู่เหมือนกัน"
"ก็จริง"
ความเป็นสังคมที่ยึดความสามารถเกินขอบเขต
ผู้ไร้ความสามารถก็ถูกขับไสจากระบบอย่างไม่เหลือที่ยืน และวัฒนธรรมที่ยอมรับเรื่องนั้นอย่างหน้าตาเฉย
ยิ่งไปกว่านั้น ทิร์นาเป็นเมืองของทองคำ ที่เงินสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
ถ้ามีเงิน คุณทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มีเงิน คุณก็จะโดนลงโทษทันที
จะบอกว่าทิร์นาดีกว่าราชอาณาจักรก็ไม่ได้ เพราะทั้งสองต่างก็มีด้านดีและด้านแย่ของตัวเอง
ความขัดแย้งระหว่างทิร์นากับคาร์ลิออนไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว แต่เป็นการปะทะกันของอุดมการณ์ต่ออุดมการณ์
"แต่จู่ ๆ คาร์ลิออนก็ส่งฑูตสันติภาพมา มันดูแปลกเกินไปไหม?"
"ฉันก็คิดแบบนั้น มันไม่เมกเซนส์เลยที่จู่ ๆ คนที่กัดกันจะมาจับมือยิ้มแย้มใส่กัน เอาเถอะ การเมืองระดับชาติก็แบบนี้แหละ..."
"สรุปก็คือ น่าขยะแขยงใช่ไหมล่ะ"
"ใช่ มันรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย แล้วช่วงเวลาแบบนี้แหละ ที่เราควรจะถอยห่างแล้วปล่อยให้เรื่องมันดำเนินไปเอง"
"จะให้พวกเราวางตัวเป็นกลางสินะ?"
"ถูกต้อง"
สายตาโอเชียนเลื่อนไปอ่านข้อความบนหนังสือพิมพ์ที่โรแนนพับไว้
มีประโยคหนึ่งที่สะดุดตาเป็นพิเศษ: อาณาจักรคาร์ลิออนจะส่งเชื้อพระวงศ์มาเป็นฑูตในครั้งนี้
เจ้าหญิงออร์เลีย
แม้จะเป็นเจ้าหญิงอันดับท้าย ๆ ในลำดับการสืบราชบัลลังก์ แต่คำว่า "เชื้อพระวงศ์" ก็มีน้ำหนักในตัวของมันเอง
เพราะเหตุนี้ จึงมีข่าวลือว่า ทิร์นามองเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างสำคัญ และเตรียมจัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
สรุปของการตัดสินใจคือ แม้ทั้งสองจะไม่ลงรอยกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเป็นศัตรูตลอดไป
"ไม่ต้องกังวลมากหรอก เจ้าหน้าที่รัฐกับทหารในเมืองจะจัดการเรื่องนี้เอง พวกเรานักแก้ปัญหาไม่ต้องไปยุ่ง"
"อืม นั่นก็คงเป็นสิ่งที่ควรทำ"
โอเชียนตอบกลับ แต่สายตายังไม่ละจากหนังสือพิมพ์
เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
แค่ทุกครั้งที่เขาอ่านบทความนั้น เขาก็รู้สึกเสียววูบในใจแบบอธิบายไม่ถูก
‘หวังว่าผมจะไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง ๆ เถอะ’
โอเชียนคิดในใจ พร้อมพยายามสลัดความรู้สึกนั้นออกไป
•
เวลาเคลื่อนไปเรื่อย ๆ และวันเดินทางมาถึงของเจ้าหญิงออร์เลียก็ใกล้เข้ามาทุกที
โอเชียนมายังไวโอเล็ตฟ็อกซ์เช่นทุกวัน
นักแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องเข้าสำนัหวานทุกวันก็ได้ แต่เขาเองก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก
อย่างน้อยก็ยังมีลานฝึกอยู่ด้านหลังร้านไวโอเล็ตฟ็อกซ์ ทำให้โอเชียนมีเหตุผลน้อยลงที่จะไม่มาที่นี่
เสียงกระดิ่งดังแผ่วเบาขณะเขาเปิดประตู
โดยปกติแล้ว โรแนนมักจะเปิดประตูต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม แต่วันนี้ไม่ใช่แบบนั้น
มีลูกค้าอยู่ในร้าน เป็นชายวัยห้าสิบแต่งตัวหรูหราสมฐานะ
ที่นี่มักมีลูกค้ามากมายแวะเวียนมาแบบไม่ทันตั้งตัว
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนมีฐานะที่สามารถจ่ายค่าจ้างแพง ๆ ได้ด้วยตัวเอง และชายคนนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
กระนั้น โอเชียนกลับรู้สึกว่าชายวัยกลางคนคนนี้ต่างจากลูกค้าทั่วไป
ไม่ใช่เพราะการแต่งกาย แต่เป็นเพราะสีหน้าของโรแนนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา
‘หืม’
สีหน้าของโรแนนยังคงเหมือนเดิม
ดวงตาเรียวลงเล็กน้อย รอยยิ้มไม่เปลี่ยน เหมือนสวมหน้ากากไว้ตลอดเวลา
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง โอเชียนสัมผัสได้ว่าโรแนนกำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างรุนแรง
"ข้อเสนอที่ผมพูดไป... ผมจะเอางานนี้"
ชายวัยกลางคนที่รู้ตัวว่าโอเชียนมาแล้ว คว้าบางอย่างจากโต๊ะแล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาเหลือบมองโอเชียนด้วยสายตาประหลาดใจนิด ๆ แล้วเดินผ่านไป
โอเชียนมองแผ่นหลังของชายคนนั้นขณะเดินจากไป
มีบางอย่างผิดปกติในท่าทาง เหมือนเขาเพิ่งพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
"ดูไม่เหมือนลูกค้าทั่วไปเลยแฮะ"
โอเชียนเอ่ยพลางพิงโต๊ะบาร์
"คนรู้จัก?"
"ในทางเทคนิค ก็เคยรู้จักกัน"
"ดูจะไม่ค่อยดีนัก"
โอเชียนไม่แปลกใจที่โรแนนมีคนรู้จักมากมาย
และเขาเข้าใจได้ว่าบางคนก็ไม่ใช่คนที่น่าจดจำ ทุกคนย่อมมีสายสัมพันธ์ที่ไม่ดีนัก
‘ไม่ควรซักไซ้ให้มาก เดี๋ยวจะกระทบจิตใจโรแนน’
โอเชียนหันไปคิดถึงเมนูที่เขาอยากให้เอน่าทำให้กิน ถ้าเธอมาทำงานวันนี้
ช่วงนี้ไวโอเล็ตฟ็อกซ์มีลูกค้าเพิ่มขึ้นไม่น้อย เพราะฝีมือทำอาหารของเอน่า
ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาว่าง และถ้าใครอยากกินอาหารของเธอ ก็ต้องรอให้เธอไม่อยู่เสียก่อน
"......ผู้ชายที่เพิ่งออกไปชื่อเฟรนฟิตซ์ เขาเคยทำงานให้ผม หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ทำงานให้แม่ของผม"
โรแนนพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
•
โรแนนย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเจอเฟรนฟิตซ์ก่อนหน้านี้
เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์เช้าในไวโอเล็ตฟ็อกซ์ตามปกติเมื่อชายคนนั้นเปิดประตูเข้ามา
"นี่เหรอที่ทำงานของแก?"
"ใช่... นายเป็นแขกที่ผมไม่อยากเจอ"
"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
"มาหาผมทำไม? ผมนึกว่าเราตกลงกันแล้วว่าจะไม่พบกันอีก"
"ฉันมาขอความช่วยเหลือ"
เฟรนฟิตซ์นั่งลงตรงข้ามโรแนนอย่างหน้าตาเฉย
"หลังจากสิ่งที่เกิดวันนั้น คุณยังกล้ามานั่งต่อหน้าผมอีกเหรอ?"
"หมายความว่าจะไม่รับงาน?"
"สำนักงานของผมเลือกรับหรือไม่รับงานตามใจ และงานของคุณ ถึงผมจะยังไม่ได้ฟังเลยด้วยซ้ำ ก็ได้กลิ่นอันตรายโชยมาตั้งแต่ต้นแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟรนฟิตซ์ก็ไม่ได้ปิดบังอะไรอีก
เขาหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ
คิ้วของโรแนนกระตุกทันทีที่เห็นสิ่งนั้น
"นายอยากได้มันคืนไม่ใช่เหรอ?"
หางตาของโรแนนสั่นเล็กน้อย
เมื่อควบคุมอารมณ์ได้แล้ว เขาก็จ้องไปที่เฟรนฟิตซ์
แววตาเรียวยาวกว่าเดิม ราวกับมีมีดซ่อนอยู่
"กำลังข่มขู่ผมเหรอ?"
"ถ้าฟังดูเป็นแบบนั้น ก็ช่วยไม่ได้"
"ถ้าคุณมาหาผมพร้อมกับสิ่งนี้ แสดงว่าคุณกำลังจนตรอกเต็มที ความพยายามยื้ออำนาจของคุณมันน่าสมเพชจริง ๆ"
"แกได้ยินเรื่องนั้นแล้วสินะ..."
"ได้ยินว่าพวกขี้ประจบพากันวิ่งไปหาเจ้าหญิงออร์เลีย นั่นแหละ ทุกคนคงรู้กันหมดแล้ว มันก็แค่เชือกเน่าที่พวกแกพยายามไขว่คว้าเอาไว้"
เฟรนฟิตซ์ยิ้มเยาะกลับเมื่อโดนโรแนนเหน็บ
"เฮอะ มันยังไม่จบหรอก อย่าเพิ่งพูดเร็วไป แค่ตอนนี้ยังพอเอาตัวรอดได้ และเรื่องพวกนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนี่ใช่ไหม? แกอยากได้ของนี่คืนไม่ใช่หรือไง?"
เฟรนฟิตซ์ยื่นสิ่งนั้นมาให้
เป็นจี้สร้อยคอเก่าแก่ที่หมองมัวด้วยรอยมือของมนุษย์
ไม่มีความสง่างามใด ๆ ดูคล้ายเครื่องประดับราคาถูกตามท้องตลาดทั่วไป แต่สำหรับโรแนน มันมีความหมายมากกว่านั้น
"แต่ไหน ๆ แกก็เป็นนายหน้านักแก้ปัญหาแล้ว ฉันจะทิ้งคำร้องขออย่างเป็นทางการไว้ให้"
เฟรนฟิตซ์โยนเอกสารใส่หน้าโรแนน
โรแนนไม่ได้รับไว้ แต่เฟรนฟิตซ์ก็ไม่ได้ใส่ใจ
เขารู้ว่าอย่างไรเสีย โรแนนก็ต้องรับมันอยู่ดี
โรแนนหยิบเอกสารขึ้นมาด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ
ขณะรอยยิ้มเย้ยหยันเริ่มปรากฏบนใบหน้าเฟรนฟิตซ์ เสียงกระดิ่งประตูโรงเตี๊ยมก็ดังขึ้นพอดี
"ผู้ชายที่ทรยศผมเพื่ออำนาจ… กลับมาขอความช่วยเหลือจากฉัน"
โอเชียนจ้องโรแนนโดยไม่พูดอะไร
‘จู่ ๆ มาพูดแบบนี้ทำไมกัน?’
เขาก็แค่กำลังคิดเรื่องเมนูมื้อเที่ยงของวันนี้เงียบ ๆ เท่านั้นเอง แล้วจู่ ๆ ก็โดนดึงเข้าสู่เรื่องคำขอที่ดูจะไม่ธรรมดา — ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเขาจะไม่สนใจ จึงตั้งใจฟังต่อ
"คำขอที่ว่า... คือการคุ้มกันเจ้าหญิงออร์เลีย"