- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 39 แม่มดและการลี้ภัย (1)
บทที่ 39 แม่มดและการลี้ภัย (1)
บทที่ 39 แม่มดและการลี้ภัย (1)
แคร้ง! ชี่๊ดดด!
กระบอกสูบหมุนอย่างบ้าคลั่ง ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมาจากด้านหลังของชุดเกราะไอน้ำ
คนขับในชุดเกราะไอน้ำแค่นยิ้มในใจเมื่อเห็นทหารรับจ้างและพวกนักแก้ปัญหาพากันหนีหัวซุกหัวซุน
สำหรับพวกที่ทำได้แค่ยิงกระสุนเท่าปลายถั่ว ชุดเกราะไอน้ำก็คือรถถังติดเกราะดี ๆ นี่เอง
แน่นอน พวกนั้นไม่มีทางสู้แน่
‘ตอนนี้ฉันแค่ต้องตรึงตำแหน่งไว้ให้ดี’
ในขณะที่คนขับคิดแบบนั้น เขาก็เห็นใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
ไม่ใช่การแอบมา ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเงียบเชียบ หากแต่เดินตรงเข้ามาเหมือนกำลังออกมาเดินเล่น
เมื่อเงยหน้ามอง เขาเห็นชายหนุ่มผมสีเข้มแต่งตัวสะอาดสะอ้าน บุคลิกดูสูงศักดิ์ ราวกับเป็นคนใกล้ตาย แต่ในมือขวากลับถือมีดทำครัวอยู่เล่มหนึ่ง
‘มีดทำครัว? หมอนี่เพี้ยนไปแล้วเหรอ?’
คนขับคิดจะไล่ให้ถอยไป แต่เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย
อย่าประมาทดีกว่า
โดยเฉพาะในตอนนี้ ที่สหภาพแรงงานกำลังหนุนหลังและเรียกร้องให้หยุดงาน ทุกคนต้องระวังตัวมากขึ้นเป็นพิเศษ
ในจุดนี้ คนขับชุดเกราะไอน้ำคือมืออาชีพที่ทุ่มเทให้กับงาน
-กึก
หมัดของชุดเกราะไอน้ำ—แขนทั้งสองข้างใหญ่โตเกินสัดส่วนร่างกาย—กางออกและเล็งไปที่โอเซียน
ในจังหวะที่กำลังจะกำหมัดบดร่างเขาให้เละไม่เป็นชิ้นดี มือของโอเซียนก็เคลื่อนไหว
-ชวึบ!
ประกายแสงวาบผ่านกลางอากาศ มีดทำครัวร่ายระบำอย่างไร้สุ้มเสียง
แขนของชุดเกราะไอน้ำที่ยื่นออกไปแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
"อะ...อะไรกันเนี่ย......"
แฮร์ริสเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
เช่นเดียวกับคนขับในชุดเกราะไอน้ำที่มองเหตุการณ์ผ่านรอยร้าวตรงหน้าอก
แขนที่ทำจากโลหะผสมพิเศษ ถูกตัดขาดเหมือนหัวไชเท้า
ที่แย่ยิ่งกว่านั้น มีดที่โอเซียนใช้ก็คือมีดทำครัวธรรมดา ๆ แบบที่ใช้หั่นวัตถุดิบในครัว
หรือว่ามีดเล่มนั้นจะเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ปลอมเป็นมีด?
แม้จะยังตกใจ แต่คนขับก็รีบขยับแขนอีกข้าง
-แกร๊ก!
ช่องที่หน้าอกของชุดเกราะไอน้ำเปิดออก ปลายเข็มขนาดมหึมาพุ่งออกมา
มันคืออาวุธ “ไพล์บังเกอร์” ที่สามารถเจาะเกราะรถถังขาหนาได้สบาย ๆ
โดยปกติจะใช้ในระยะประชิด เพื่อเจาะชุดเกราะของนักบินฝ่ายศัตรู
"ตายซะเถอะ!"
มันไม่ใช่อาวุธที่ควรใช้กับมนุษย์ แต่ในตอนนั้น คนขับสัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างแท้จริงจนไม่มีเวลาคิด
ปลายไพล์บังเกอร์พุ่งออกมาพร้อมไอน้ำอีเธอร์ระเหยเป็นสาย
แต่แทนที่โอเซียนจะถอย เขากลับพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของชุดเกราะไอน้ำ
มือของเขาขยับอีกครั้ง รวดเร็วราวกับภาพติดตา
เส้นสายบาง ๆ วาดผ่านแขนอีกข้างของชุดเกราะ รวมถึงตัวไพล์บังเกอร์ด้วย
แขนข้างนั้นถูกตัดเป็นท่อน ๆ อย่างเรียบคม ปลายเหล็กหนาก็ไม่เว้น
"โธ่เว้ย ทำไมไม่มีใครบอกว่ามีปีศาจแบบนี้อยู่ด้วยวะ"
ในขณะที่นักบินตื่นตระหนก โอเซียนก็เหวี่ยงมีดทำครัวใส่ลำตัวของชุดเกราะไอน้ำ
-โครม!
ใบมีดไม่สามารถเจาะทะลุเกราะของลำตัวได้
แขนยังพอหั่นตรงข้อต่อได้ แต่ลำตัวนั้นมีชั้นเกราะหนากว่าเพื่อปกป้อง คนขับ
แม้จะเป็นเช่นนั้น คนขับก็รู้สึกหนาววาบเมื่อเห็นรอยกรีดที่ฝังลึกลงบนแผ่นเกราะ
แต่ก็พอจะเบาใจได้บ้าง เพราะมันยังไม่ถึงตัวเขา
"หา?"
แววตานักบินเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
โอเซียนไม่ได้ถอยหลังเมื่อการโจมตีของเขาถูกสกัด
เขากลับกระชับด้ามมีดในมือด้วยสองมือ
ทันทีที่กล้ามเนื้อท่อนแขนเขาตึง ใบมีดก็ตกลงจากฟากฟ้าเป็นแนวดิ่ง
ในพริบตานั้นเอง คนขับเห็นแสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกมาจากปลายมีดทำครัว
มีดแทงทะลุเกราะลงไปได้อย่างราบรื่น ไร้สิ่งขัดขวาง
-ครืน!
ชุดเกราะไอน้ำแยกออกเป็นสองซีกล้มลงข้างตัวนักบิน
ฝุ่นตลบอบอวล ทหารรับจ้างและพวกนักแก้ปัญหาที่เห็นเหตุการณ์ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฝันอยู่หรือเปล่า
ชายคนหนึ่งเพิ่งผ่าชุดเกราะไอน้ำครึ่งซีกด้วยมีดทำครัว
ถ้าเล่าให้ใครฟังในบาร์ ทุกคนคงขำแล้วบอกว่า “มุกไม่ตลกเลยนะ”
แต่ตอนนี้มันเกิดขึ้นจริง
แฮร์ริสมองชายผู้สร้างปาฏิหาริย์นั้นด้วยปากที่อ้าค้าง
เหล่าทหารรับจ้างที่หนีไปก็เช่นกัน
แต่โอเซียนกลับมองมีดในมือตัวเองด้วยแววตาขยะแขยง
เขาเพิ่งใช้ “ดาบแสงดารา” และใบมีดนั้นก็พังยับเยิน
เหลือสภาพแค่พอให้เห็นว่ายังเป็นมีดอยู่เท่านั้น
นอกจากนี้ ข้อมือเขาก็เจ็บเล็กน้อยจากแรงสะบัด
“อืม... คงเป็นเพราะอาวุธ”
มันไม่น่าเป็นไปได้ที่มีดทำครัวจะผ่าชุดเกราะไอน้ำแล้วจบแค่ข้อมือสะบัด
แต่โอเซียนกลับคิดอย่างจริงจังว่า “ตัวเองยังไม่เก่งพอ”
แน่ล่ะ มันต้องเป็นเพราะอาวุธ
‘มันก็แหลมคมกว่าดาบยาวเล่มแรกที่เคยใช้ แต่ก็ไม่ถึงกับดีที่สุด’
แม้ไม่อยากยอมรับ แต่มีดทำครัวสมัยนี้กลับดีกว่าดาบที่เขาเคยใช้เสียอีก
อย่างไรก็ตาม ขนาดเล็กและมาตรฐานดาบที่ต่างกัน ทำให้ใบมีดถูกทำลายสิ้นหลังการโจมตีเพียงครั้งเดียวด้วยพลังของดาบแสงดารา
ถือว่าไม่เลวสำหรับอาวุธแบบใช้แล้วทิ้ง
แต่ถึงอย่างนั้น การต้องพกมีดทำครัวไปทุกที่ก็ดูจะมากเกินไป
โอเซียนสลัดความคิดฟุ้งซ่านออก แล้วหันไปมองสายตาหลายคู่ที่จ้องมาที่เขา
"ข้าจัดการพวกตัวปัญหาให้แล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของพวกเจ้า"
แฮร์ริสพยักหน้า สีหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ก่อนจะตั้งสติแล้วเริ่มจัดการสถานการณ์
คนงานที่ก่อการนัดหยุดงานถูกจับกุมและลากออกไปเป็นกอง
ในมุมหนึ่งก็น่าเสียดาย แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่
พวกนี้คือคนที่ยุยงเพื่อนร่วมงานให้ยึดโรงงานที่กำลังดำเนินงานได้ดี เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
ต่างจากแรงงานกลุ่มแรกที่โอเซียนเคยพบ
พวกนั้นก่อเรื่องเพราะไม่อาจทนความยากลำบากได้จริง ๆ แต่พวกนี้ทำไปเพราะโลภ ทั้งที่ก็มีมากพออยู่แล้ว แถมยังมีสหภาพแรงงานหนุนหลัง
เมืองทีร์นาเต็มไปด้วยสหภาพแรงงานนานาชนิด โดยเฉพาะสหภาพตัวแทนแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ในเมืองนี้
แต่ความจริงคือ สหภาพไม่ใช้ตัวแทนแรงงาน
พวกเขารับเงินจากใครบางคนเพื่อก่อกวนหรือประท้วง
ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรและกลุ่มต่าง ๆ ก็ขับเคลื่อนด้วยเงินและผลประโยชน์ทั้งสิ้น
ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองนี้ก็ยังมีแต่กลุ่มพวกนี้ที่ดำเนินงานอย่างจริงจัง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โอเซียนไม่รู้สึกผิดหรือลังเลแม้แต่น้อยที่ฆ่าคนขับชุดเกราะไอน้ำคนนั้น
เขารับจ้างมาฆ่า และนี่ก็ไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นว่างานเสร็จเรียบร้อย โอเซียนก็เดินออกจากที่เกิดเหตุ
งานจบแล้ว และโรแนนก็ต้องจ่ายค่าจ้างอยู่ดี
อยู่ต่อไปก็มีแต่จะดึงดูดพวกหาเรื่อง
‘รู้สึกว่าฉันเจอพวกนั้นมาเยอะพอแล้ว’
โอเซียนรู้ว่ามีหลายร่างกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่เงียบ ๆ
ไม่ใช่ความรู้สึกเป็นศัตรู แต่เป็นความต้องการวิเคราะห์และยืนยันความสามารถของเขา
คงเป็นวิธีขององค์กรในการตรวจสอบว่าอัศวินในข่าวลือคือของจริงหรือไม่
‘เมืองนี้ใหญ่แค่ไหนกันแน่นะ?’
เขารู้ว่าแค่หนึ่งเขตก็มีขนาดเท่ากับเมืองขนาดกลางแล้ว แต่นั่นก็แค่การประมาณ
แล้วยังมีองค์กรต่าง ๆ ในเมืองอีกเท่าไร?
เขานับไม่ถ้วนด้วยซ้ำ พวกแก๊งที่เขาเคยจัดการก่อนหน้านี้ยังเทียบไม่ติดฝุ่น
แล้วองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ล่ะ? กลุ่มทุนจะมีอำนาจแค่ไหน? แล้วสภาเมืองล่ะ?
แม้แต่ภราดรเลือดก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวแบบเปิดเผยในเมืองนี้
เขารู้สึกอายตัวเองที่เคยเดินไปเดินมาในเมืองนี้โดยพึ่งแค่ดาบ
‘เพราะงั้น ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้น’
การได้พบกับเกรซ ซีคเกอร์ทำให้เขารู้ว่าเขายังไม่เก่งพอ
แม้ตอนนั้นจะไม่มีดาบติดตัว แต่ความรู้สึกของการพ่ายแพ้มันไม่ได้ดีเลย
‘ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้น’
ไม่ใช่แค่เพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อตัวตนในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น
โอเซียนรู้ว่าเขาจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก หากปลดล็อกความสามารถที่เหลือ
คำตอบอยู่ตรงนั้น
แต่ต้องทำยังไงถึงจะปลดล็อกความสามารถ?
‘ต่อสู้ ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นผ่านการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า’
เมื่อคิดเช่นนั้น หัวใจของโอเซียนก็หนักอึ้ง
เขาเคยเป็นเพียงพลเมืองธรรมดา แต่ตอนนี้กลับอยากต่อสู้
หรือว่านี่คืออิทธิพลของร่างอัศวินพเนจร? แต่นั่นมันไร้สาระเกินไป
บางทีนี่อาจเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
ตัวตนที่เคยหลบอยู่ในเปลือกไข่ ถูกกำแพงแห่งความจริงขวางกั้น ตอนนี้เริ่มเงยหน้าผ่านร่างของอัศวินแล้ว
‘แบบนี้ยังไม่พอ’
ชุดเกราะไอน้ำแม้จะดูทันสมัยและเป็นนวัตกรรม แต่ก็ถูกผ่าครึ่งด้วยมีดทำครัว
แม้การกำจัดศัตรูง่าย ๆ เพื่อหาเงินจะไม่ใช่เรื่องแย่ แต่โอเซียนกลับไม่ชอบเลย
มีบางสิ่งในใจเขา ที่ร้องเรียกหาความท้าทายที่หนักหนากว่านี้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น โอเซียนก็เปิดประตูเข้าไปใน “ร้านเหล้าหมาจิ้งจอกม่วง”
เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังขึ้น ดึงสายตาโรแนนจากโต๊ะและกองเอกสาร
แววตาที่ดูง่วงงุนของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นโอเซียน
"ยินดีต้อนรับกลับมา งานผ่านไปได้ด้วยดีไหม?"
"ไม่มีอะไรพิเศษ"
"เหรอ? มีอะไรที่ต้องรายงานไหม?"
"มีชุดเกราะไอน้ำอยู่ตัวหนึ่งข้าไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พวกทหารรับจ้างที่หนีไปตะโกนเรียกแบบนั้น"
"ชุดเกราะไอน้ำงั้นเหรอ... แสดงว่าพวกที่ก่อกวนไม่ธรรมดา ต้องมีแบ็คแน่ ๆ"
"ข้าก็เลยฟันมันซะ"
น้ำเสียงราบเรียบ เหมือนพูดว่า “มีหินขวางทางก็เลยหยิบออก”
โรแนนหัวเราะเบา ๆ กับคำตอบนั้น
เป็นรอยยิ้มแบบเคลือบแคลงใจเหมือนเคย
"นายไม่ดูจะลำบากใจเลยนะ"
"......ดูออกเลยเหรอ?"
"อาวุธนั่นคงไม่ใช่ของนายสินะ?"
จะพูดว่า “ภารกิจมันง่ายเกินไป” ก็ดูจะโอหังเกินไป โอเซียนจึงเงียบไว้
จากนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเอกสารที่โรแนนกำลังดู
"นั่นอะไร?"
"อ้อ สรุปข่าวล่าสุดน่ะ นอกจากความเคลื่อนไหวของภราดรเลือดแล้ว ยังมีเหตุการณ์อีกหลายเรื่องในเมือง"
"ฮึม"
โอเซียนพลิกดูเอกสารอย่างสนใจในเนื้อหา
ทันใดนั้น เขาก็เห็นคำที่คุ้นเคยเข้า
เขาหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา
"นี่มัน......."
"อา สนใจขึ้นมาสินะ?"
[เกี่ยวกับคำร้องขอลี้ภัยของแม่มด]
นั่นคือสิ่งที่พาดหัวกระดาษในมือของโอเซียนเขียนไว้