- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 18 คำขอที่อันตราย (2)
บทที่ 18 คำขอที่อันตราย (2)
บทที่ 18 คำขอที่อันตราย (2)
หลังจากครุ่นคิดอย่างยาวนานในห้องทำงานโรแนนก็ตัดสินใจแน่วแน่และลงมายังชั้นล่างของร้านเหล้า
เขากำลังจะบอกโอเซียนว่าควรจะมีคนตามไปด้วยในการทำภารกิจนี้แต่พอเห็นโลเรนน์ เขาก็ปิดปากเงียบอีกครั้ง
โลเรนน์ทักทายโรแนนขณะอีกฝ่ายเดินลงบันได
“สวัสดี”
“คุณโลเรนน์มาแล้วสินะ”
โลเรนน์ดูเงียบผิดปกติ ทั้งที่ปกติจะเปิดปากขอเหล้าตั้งแต่กลางวัน
วันนี้กลับนั่งเงียบ ๆ เหม่อมองโอเซียนแทน
ไม่ว่าจะดูยังไงก็รู้ว่าทั้งสองคนมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และโรแนนก็สังเกตได้ทันที
‘พยายามทำตัวเป็นรุ่นพี่แต่ดันโดนเล่นกลับจนเสียหน้า’
น่าสงสารโลเรนน์ ที่เคยพูดอยู่เสมอว่าคงจะดีถ้ามีรุ่นน้องสักคน ทั้งที่ในวงการนี้ไม่มีใครสนเรื่องอาวุโสจริง ๆ—เธอแค่ต้องการใครสักคนให้เธอได้ดูแลแล้วอวดเก่งใส่เขา
แต่ไวโอเล็ตฟ็อกซ์ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาเป็นนักแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ
โรแนนกลั่นกรองผู้สมัครอย่างเข้มงวดก่อนจะเสนอให้ทำงานจึงทำให้บริษัทนายหน้าแห่งนี้มีนักแก้ปัญหาน้อยกว่าที่อื่นมาก
บางทีโลเรนน์ก็รู้เรื่องนี้ดีจึงยิ่งทำให้เธออยากมีรุ่นน้องเป็นของตัวเองมากขึ้น
เธอแทบจะยอมหมดทุกอย่างแล้ว
โลเรนน์อยากแสดงความเป็นรุ่นพี่และอวดอำนาจของตัวเอง—แต่น้องใหม่คนนี้กลับเหนือความคาดหมายไปไกล
‘ก็เตือนแล้วว่าให้ระวัง’
ทั้งหมดนี้คือผลแห่งกรรมของโลเรนน์ โรแนนคิด ขณะหันไปหาโอเซียน
“จริง ๆ ผมตั้งใจจะบอกว่าคุณควรรับงานนี้โดยมีคนติดตามไปด้วย”
“ข้าเข้าใจ”
“แต่ในเมื่อคุณได้ไกด์ดีขนาดนี้แล้ว ผมก็คงห้ามอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ศักดิ์ศรีของโลเรนน์สะเทือนหนัก เธอจ้องโรแนนด้วยสายตาเขม็ง
‘ไอ้บ้า! ใครเป็นไกด์ของหมอนี่กัน แกอยากตายเหรอ?’
โลเรนน์สบถเบา ๆ นอกสายตาของโอเซียน แต่โรแนนก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ
โลเรนน์กัดฟันแน่นแต่ไม่กล้าโวยออกเสียง เพราะยังกลัวโอเซียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อยู่ดี
“ว่าแต่ จะออกเดินทางเลยไหม?”
“เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีครับ”
•
เขต 43 ของเมืองทิร์นา เป็นย่านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
แรงงานในชุดหมีเปื้อนน้ำมันเดินขวักไขว่ ใบหน้าคล้ำคล้ายมีรอยคล้ำใต้ตา แสดงออกถึงความเหนื่อยล้า
บนถนนรถบรรทุกขนาดยักษ์วิ่งผ่าน พ่นไอน้ำสีขาวออกมาทางปลายท่อ
เสียงแตรจากคนขับรถดังโหวกเหวก จนหนูที่อยู่ตามถนนต้องแตกฮือ
โอเซียนยืนอยู่บนทางเท้า มองภาพตรงหน้าด้วยความสนใจ
“ประหลาดใจเหรอ?”
โลเรนน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย ที่แฝงความจำยอมต้องตามมา
โอเซียนส่ายหน้าให้กับคำถามนั้น ภาพของคนงานและรถที่วิ่งขวักไขว่นั้นเขาเคยเห็นมาแล้วในโลกของเขา
สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขากลับเป็นควันจากปล่องโรงงาน
บางปล่องปล่อยควันสีดำ บางปล่องปล่อยควันสีขาว
ทั้งสองสีผสมปนเปกับเมฆบนท้องฟ้า ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ดูเหมือนฝนกำลังตกแม้จะเป็นเวลากลางวัน
“ควันสีดำคือถ่านหิน ควันสีขาวคือน้ำอีเธอร์ที่ถูกเผา”
โลเรนน์อธิบายเมื่อสังเกตได้ว่าโอเซียนกำลังมองอะไร
“น้ำอีเธอร์คือทรัพยากรที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรม มันให้พลังงานมากกว่าน้ำเดือดธรรมดาถึงสามเท่า ใครล่ะจะไม่อยากใช้”
“แต่ดูเหมือนควันดำจะเยอะกว่ามากเลยนะ”
“ทุกคนใช้ทรัพยากรเดียวกันไม่ได้หรอก”
น้ำอีเธอร์ไม่สามารถระเหยได้ทันที
มันต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและการประสานงานจำนวนมาก
สิ่งนี้เองที่สร้างช่องว่างระหว่างบริษัทที่สามารถใช้น้ำอีเธอร์ได้กับที่ไม่สามารถใช้ได้ และกลายเป็นเกณฑ์ตัดสินระดับของบริษัท
บริษัทที่ไม่มีสิทธิ์ใช้น้ำอีเธอร์ก็ต้องเผาถ่านหินและถ่านไม้คุณภาพต่ำแทน
ปล่องของพวกเขาจึงพ่นควันดำออกมา
ควันดำจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความขาดแคลน
“ในทิร์นา วิธีดูระดับโรงงานง่ายมาก แค่มองดูสีของควัน”
ถ้าควันเป็นสีขาว แปลว่าใช้พลังงานจากน้ำอีเธอร์ เป็นบริษัท “ขาว”
แต่ถ้าควันเป็นสีดำ ก็หมายถึง “บริษัทดำ”
จากมุมมองนี้ เขต 43 ก็เป็นเขตที่มีบริษัทดำมากกว่าบริษัทขาว
“พูดตรง ๆ เลยนะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่นาน แค่อยู่แป๊บเดียวก็รู้สึกว่าปอดจะพังแล้ว”
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
โอเซียนรู้ดีว่าอากาศในเขต 43 ไม่ดี
ด้วยประสาทสัมผัสที่เฉียบคมกว่าใคร เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นและสารพิษเจือปนในอากาศ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้ส่งผลอะไรกับร่างกายของเขาเลย
แม้จะสูดพิษเข้มข้นกว่านี้ ร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อของเขาก็สามารถย่อยสลายมันได้หมด
แต่โลเรนน์ที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็ทำปากยื่นพลางบ่นพึมพำ
“ชิ แบบนี้มันไม่แฟร์เลยนะ มนุษย์กลายพันธุ์ก็ไม่ควรแข็งแรงขนาดนี้นายไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของคนธรรมดาหรอก”
“มนุษย์กลายพันธุ์?”
โอเซียนขมวดคิ้วกับคำพูดของโลเรนน์
“ทำไมเรียกข้าแบบนั้น?”
เขาไม่เข้าใจ
‘ว่ากันว่ามนุษย์กลายพันธุ์เกิดขึ้นหลังการค้นพบน้ำอีเธอร์’
แต่มันไม่เคยมีอยู่ในเกมเลย
หลังมนุษยชาติค้นพบน้ำอีเธอร์และเริ่มใช้งานในอุตสาหกรรมเวทต่าง ๆ โลกนี้ก็ได้ให้กำเนิดมนุษย์ที่มีร่างกายผิดแปลก
พวกเขาทำเรื่องเหนือธรรมชาติได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และมลพิษทางสิ่งแวดล้อมทำให้ยีนของมนุษย์กลายพันธุ์ และเกิดเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมา
ผู้คนเรียกพวกเขาว่า มนุษย์กลายพันธุ์
โอเซียนรู้สึกไม่ค่อยดีที่คนรอบตัวมองว่าเขาเป็นหนึ่งในนั้น
โลเรนน์เบิกตากว้างกับคำถามของโอเซียน
“คนเรียกมนุษย์กลายพันธุ์ก็คือมนุษย์กลายพันธุ์นั่นแหละนายจะเรียกตัวเองว่าอะไรล่ะ?”
“ข้าไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์”
“หา? หมายความว่าไง?”
“ทุกคนเข้าใจผิดไปหมด ข้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา”
“มนุษย์ธรรมดาบ้าอะไรฟันกรสุนปืนกระจุยด้วยดาบน่ะนะ? ขนาดหมาข้างทางยังไม่ขำเลย!”
“มันไม่ใช่เรื่องน่าขำ”
“ถ้ามันไม่ใช่เรื่องตลกแล้วพลังทางกายภาพมหาศาลนั่นมันคืออะไร?”
โลเรนน์ถามกลับ โอเซียนไม่ตอบตรง ๆ
ก็เพราะเขาอัปค่าสเตตัสเต็มตั้งแต่เล่นเกมน่ะสิ แต่เขาจะพูดแบบนั้นไม่ได้
เมื่อโอเซียนเงียบ โลเรนน์ก็แค่นเสียงออกมา
ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนไหนใช้ดาบตัดกระสุนได้แน่นอน ถ้าไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์
‘อัศวินที่เชี่ยวชาญดาบในอดีตก็เคยมี แต่ยุคนั้นมันผ่านไปนานแล้ว’
โลเรนน์ปัดคำพูดของโอเซียนไปทันที
เธอไม่ได้คาดหวังคำตอบแบบปกติอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครปกติที่ยังถือดาบอยู่ในยุคที่ทุกคนใช้ปืน
“นายอ่านเอกสารคำขอแล้วใช่ไหม? อ่านดี ๆ ด้วยล่ะ”
“อ่านหมดแล้ว”
โลเรนน์พูดด้วยท่าทางที่พยายามจะแสดงความเป็นมืออาชีพ
“งั้นอธิบายมาสิ”
“แล้วถ้าข้าพูดผิดล่ะ?”
“……เหรองั้นก็เดี๋ยวรุ่นพี่คนนี้จะแก้ให้ก็แล้วกัน”
พอเจอคำตอบแบบจริงจังโลเรนน์ก็หงอทันที
โอเซียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ กับท่าทางที่ดูเหมือนเด็กของเธอ
“ชื่อของวอร์ล็อคผู้หลบหนีคือ คาร์ล แจ็คสัน”
ในเอกสารมีภาพถ่ายขาวดำของคาร์ล แจ็คสัน ชายวัยกลางคนที่ผอมแห้งดวงตาดูว่างเปล่า
ความรู้สึกแรกที่โอเซียนนึกขึ้นมาได้คือ
‘หน้าอย่างกับวอร์ล็อค’
แม้จะไม่ควรตัดสินจากรูปลักษณ์ แต่วอร์ล็อคส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนใช้เวทมืดตั้งแต่แรกเห็น
“เวทหลักของเขาคือเวทด้านโรคภัย รองลงมาคือเนโครแมนซีและคำสาป”
โรคกับคำสาป—ฟังแค่นี้ก็ทำให้นักแก้ปัญหาขนลุกแล้ว
เพราะการต่อสู้กับวอร์ล็อคแบบนี้ไม่มีทางจบลงอย่างไม่เจ็บตัว
เศษเสี้ยวของคำสาปและโรคจะกัดกินร่างกายไปอีกนานหลังการต่อสู้จบลง
“ตอนนี้ คาร์ล แจ็คสัน หนีไปพร้อมกับสูตรยา และน่าจะอยู่ในเขต 43 แน่นอน”
“อะไรนะรู้หมดแล้วเหรอ?”
เสียงของโลเรนน์ปะปนทั้งความโล่งอกและความหงุดหงิด
“ถ้างั้นก็ไม่รู้จะให้คำแนะนำอะไรแล้วรีบไปเถอะ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะหนีออกจากเขตนี้เมื่อไหร่”
“เจ้ารู้มั้ยว่ามันอยู่ที่ใด?”
“มันแน่อยู่แล้ว วอร์ล็อคที่หลบหนีมาอยู่ในเขต 43 ก็ต้องอยู่ในโรงแรมซอมซ่อแถวตรอกลึก ๆ แน่นอน ไม่มีใครอยากเข้าไปที่แบบนั้น ทำให้มันเป็นที่ซ่อนที่ดีของพวกทำเรื่องสกปรก”
“เข้าใจแล้ว”
จากคำตอบที่เฉียบขาดนี้ โอเซียนก็เข้าใจว่าทำไมโรแนนถึงอยากให้โลเรนน์ตามมาด้วย
เขายังใหม่กับเมืองนี้รายละเอียดแบบนี้เขายังไม่รู้
“แต่อย่าเข้าไปในตรอกมั่ว ๆ เด็ดขาด”
“เพราะมันใช้บริวารไงเขาเรียนเนโครแมนซี ใช้ซากหนูสร้างเครือข่ายสอดแนมทั่วตรอก”
“……รู้ดีจังเลยนะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายจับวอร์ล็อคเหรอ?”
โอเซียนแค่ยักไหล่แทนคำตอบ
“อ๋อ… มีอดีตลับๆสินะ เข้าใจแล้ว”
พูดจบ โลเรนน์ก็ชูมือขวาขึ้นกลางอากาศ
ในมือของเธอคือปืนที่ปลายติดตะขอเกี่ยว
–ปัง!
ตะขอพุ่งออกไปเกี่ยวกับราวของโรงงานด้านบน
ร่างของโลเรนน์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนข้ามหลังคาไป
เมื่อดึงสายกลับ โลเรนน์ก็ยืนมองลงมาจากราวหลังคาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไง รุ่นน้อง ถ้าอยากขึ้นมาล่ะก็ ลองขอรุ่นพี่คนนี้ช่วย—”
–ปัง!
ยังไม่ทันพูดจบ โอเซียนก็กระโดดข้ามเธอขึ้นมาบนหลังคาเฉย
โลเรนน์ถึงกับตาโต หน้าแดง แล้วหันมองไปมาระหว่างราวหลังคากับโอเซียน
“อะ อะไรนะ?! ทำได้ไง?”
“ก็แค่กระโดด”
“………”
โลเรนน์พูดไม่ออก
เธอเป็นนักแก้ปัญหามือดีแต่โอเซียนกระโดดขึ้นมาถึงระดับที่เธอต้องใช้ตะขอเกี่ยวแบบไม่เปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย
‘ทำไมเก่งขนาดนี้? ถ้าไม่ใช่มนุษย์กลายพันธุ์ ก็ต้องเป็นตัวประหลาดแน่ ๆ’
คำว่า "คนธรรมดา" ที่เขาพูดไว้ เริ่มฟังดูตลกในสายตาเธอ
โลเรนน์นึกถึงคำพูดของโรแนนทันที
‘ผมเคยบอกแล้วว่าเขาคิดคอนเซปต์ตัวเองขึ้นมา แล้วก็ยึดมันแน่น พวกนักแก้ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่คนปกติหรอก’
โลเรนน์ส่ายหน้าเบา ๆ
ไม่ว่าเธอจะพยายามโชว์ความเป็นรุ่นพี่แค่ไหน ความสามารถเหนือมนุษย์ของโอเซียนก็ทำลายความหวังของเธอทุกครั้ง
‘นี่เห็นฉันเป็นไกด์ทัวร์จริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?’
เธอเริ่มรู้สึกแปลกใจปนขุ่นเคืองขึ้นมานิด ๆ
“รู้ทางต่อจากนี้แล้ว เดินตามฉันมา”
ถึงตอนนี้จะต้องให้แน่ใจว่าเธอยังเป็นผู้นำอยู่
โลเรนน์ออกเดินนำด้วยฝีเท้าเร่งรุด โอเซียนตามมาติด ๆ
ทั้งคู่กระโดดข้ามหลังคาอาคารปล่องควันทีละหลัง จนมาถึงลานว่างแห่งหนึ่ง
อาจเป็นที่ที่วอร์ล็อคผู้หลบหนีกบดานอยู่
ทันใดนั้น โลเรนน์ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังโครม
โอเซียนที่ตามมาเร็วคว้าตัวเธอไว้แล้วดึงให้หยุดกะทันหัน
“เฮ้! ทำอะไรของนายเนี่ย?”
“ชู่”
โอเซียนยกนิ้วชี้ขึ้นแนบริมฝีปาก
ท่าทางจริงจังของเขาทำให้โลเรนน์ต้องกลืนคำด่าและตั้งใจฟังตามสัญชาตญาณของนักแก้ปัญหา
“ตรงนั้น”
โอเซียนชี้เงียบ ๆ ไปบนท้องฟ้า
โลเรนน์มองตาม เห็นบางอย่างสีขาวบินวนอยู่
‘นกเหรอ?’
มันคือนกโครงกระดูก
มันบินวนรอบบริเวณนั้นอย่างใจเย็น คอยสอดส่องหลังคาของอาคารต่าง ๆ
“บ้าเอ๊ย หมอนั่นใช้บริวารสอดแนมจริงด้วย!”
สถานการณ์นี้เร่งด่วน ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด พวกเธอคงโดนจับได้แน่
ในขณะเดียวกัน โลเรนน์ก็เหลือบมองโอเซียนด้วยความไม่เชื่อ
‘เขารู้ได้ยังไงเนี่ย?’
โอเซียนกลับทำตัวเหมือนเห็นล่วงหน้าอยู่แล้ว
“ข้าจะไปแล้ว”
“เดี๋ยวนี้เลยเหรอ?”
“ถึงจะเป็นบริวารบินได้ แต่มันก็มีจุดบอด ถ้าเราหลบดี ๆ ก็เข้าถึงตัวได้โดยไม่โดนเห็น”
“ไม่สิ ฉันหมายถึง... จะทำยังไงล่ะ.......?”
“ถ้าไม่มั่นใจ ก็ตามข้ามาข้าจะนำทางเอง”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนโอเซียนกำลังพูดจากบนลงล่าง
‘ฉันต่างหากที่เป็นรุ่นพี่นะเฟ้ย’
โลเรนน์กัดฟัน แล้วรีบตามเขาไปอย่างหงุดหงิดปนละอาย