- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 15 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (2)
บทที่ 15 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (2)
บทที่ 15 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (2)
“หืม”
โอเซียนอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดของโรแนน
“ที่เจ้าหมายถึงก็คือพวกมันตั้งใจจะกำจัดข้าโดยการส่งงานอันตรายๆมาให้ข้าทำแล้วหวังว่าข้าจะรับมือไม่ได้น่ะสิ?”
โรแนนส่ายหัวเบา ๆ แสดงท่าทีว่าไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของโอเซียน
“ตรงกันข้ามเลยต่างหาก”
“ตรงกันข้าม?”
“ที่ผมพูดก็คือ พวกเขามองความสามารถของคุณโอเซียนล้วน ๆ เลยถึงได้ส่งงานนี้มาให้”
“แต่ข้าก็ไปขัดขวางทำงานของพวกมันนะ”
“นั่นแหละคือวิธีที่คุณแสดงให้เห็นว่าคุณเก่ง”
ทันใดนั้นโอเซียนก็เข้าใจในสิ่งที่โรแนนพยายามจะบอก
“ข้าเข้าใจแล้วถึงจะถูกขัดขวางแต่ถ้าคู่ต่อสู้เก่งจริงก็ยังสามารถ….”
“ใช่ พวกเขาจะเปลี่ยนท่าทีทันทีเหมือนพลิกฝ่ามือเลย”
“นี่แหละนิสัยของพวกองค์กรใช่มั้ย”
“องค์กรก็คือกลุ่มคนที่สนใจแค่ ‘ผลกำไร’ เท่านั้นถ้าคุณเป็นนักแก้ปัญหาที่พวกเขาจ้างได้พวกเขาก็พร้อมจะลืมอดีตแล้วจับมือกันใหม่”
แต่โอเซียนยังรู้สึกว่านั่นไม่สมเหตุสมผลนัก
เขาคิดว่าต่อให้องค์กรจะไร้หัวใจแค่ไหนก็ยังต้องมีความขุนเคืองปะปนอยู่บ้าง
‘โลกธุรกิจไม่ใช่ที่ที่แค้นฝังลึกที่สุดในโลกหรือไงกัน?’
เมื่อเห็นโอเซียนยังไม่ค่อยเข้าใจ โรแนนจึงอธิบายต่อ
“แน่นอนถ้าเป็นเรื่องที่เสียหน้าในที่สาธารณะองค์กรก็จะต้องตอบโต้เพราะพวกเขาสนใจเรื่องภาพลักษณ์”
“ต่อหน้าสาธารณะต้องรักษาชื่อเสียงสินะ”
โรแนนพยักหน้าเมื่อเห็นโอเซียนจับประเด็นได้ตรงจุด
“สิ่งที่คุณโอเซียนเจอคราวนี้เป็นแค่เรื่องลับๆในเงามืดขององค์กรเท่านั้น ไม่มีชื่อเสียงหรือเกียรติอะไรจะให้เสื่อมเสียด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน ถ้าพวกเขาเอาเรื่องนี้มาเล่นงานคุณโอเซียน ก็จะเท่ากับสารภาพว่าพวกเขากำลังวางแผนชั่วอยู่ลับหลังคนอื่น”
“เข้าใจแล้ว ข้าข้าใจล่ะ”
ถึงจะเข้าใจแบบนั้น แต่ธุรกิจในโลกนี้ก็ดูจะดำเนินไปด้วยตรรกะล้วน ๆ
หรือจะบอกว่ามัน “มีเหตุมีผล” จนทำให้สงสัยว่าคนพวกนั้นยังเป็นมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้ออยู่ไหม
แม้แต่คนที่เคยหันหลังให้ ก็เป็นคนแรกที่ยื่นมือมาเมื่อต้องการพลังใหม่
“องค์กรพวกนี้มีอิทธิพลมากกว่าที่ผมคิดแฮะ”
มันสมเหตุสมผลในทางความคิด แต่ในทางจิตใจแล้วมันเย็นชาจนโอเซียนรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ท่าปกติแล้วตนโดนเล่นงานเขาคงจะโกรธจัดจนอยากแก้แค้นให้ได้
แต่ในภาพรวม มันก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับโอเซียน ทว่ามองดูแล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“โลกธุรกิจไม่ได้สนใจเรื่องศักดิ์ศรีหรอก มันสนแต่ความคุ้มค่า ทุกอย่างที่พวกเขาสนใจคือกำไร นั่นแหละเหตุผลที่พวกเขายังยืนหยัดอยู่ได้ในเมืองโหดร้ายอย่างทิร์นาได้”
แล้วแบบนี้บริษัทขนาดใหญ่ของทิร์นาจะเป็นยังไงกันนะ?
โอเซียนสงสัย
“มันก็ดีสำหรับคุณโอเซียนอยู่แล้ว เพราะคุณอาจจะได้ลูกค้าใหม่ และถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีพวกเขาอาจกลายเป็นลูกค้าประจำเลยก็ได้”
“ลูกค้าประจำคืออะไรเหรอ?”
“ก็คล้าย ๆ กับลูกค้าประจำที่จ้างคุณคนเดียวตลอดไงล่ะ”
“ฟังดูไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่เลยนะ”
ฝาก 200 รับ 400
“นักแก้ปัญหาก็คือฟรีแลนซ์ – จะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ และส่วนใหญ่ก็คือไม่ได้ทำ”
วงการนี้บริสุทธิ์แบบวัดกันด้วยความสามารถล้วน ๆ
ถ้าคุณไม่มีฝีมือ ก็ไม่มีงานให้ทำ
ลูกค้าต้องการทำงานกับคนมีประสบการณ์ ไม่ใช่มือใหม่ แต่ถ้าเป็นมือใหม่ ก็ต้องเป็นคนที่มีแวว
พวกเขายังดีกว่าคนมีประสบการณ์อีก เพราะอายุน้อยกว่า และค่าจ้างก็ถูกกว่า
เพราะแบบนั้นลูกค้าส่วนมากจะเลือกระบุคนที่อยากได้ไว้เลย
“ในวงการนี้ เราเรียกงานแบบนั้นว่า ‘งานจองชื่อ’ โดยปกติแล้ว คนที่มีชื่อเสียงหรือมีฉายาในวงการถึงจะได้งานแบบนี้”
ถ้าคุณทำงานเหล่านั้นสำเร็จและสร้างชื่อเสียงได้ ขั้นต่อไปก็จะเปิดทางให้ไปได้ไกลกว่าเดิม
องค์กร บริษัทเมืองทิร์นา หอเวทมนตร์ สมาคมต่าง ๆ ฯลฯ
เมื่อองค์กรใหญ่ต้องการคนทำงานสำคัญ พวกเขาจะเลือกแค่นักแก้ปัญหาคนเดียว
งานแบบนั้นเราเรียกว่า ‘งานประจำตัว’
งานแบบนี้ต้องเป็นนักแก้ปัญหาแรงค์ A เท่านั้นถึงจะได้รับเลือกจากเหล่านักแก้ปัญหาในทิร์นา
และมันคือจุดเริ่มต้นของความมั่นคง ซึ่งเป็นความฝันของนักแก้ปัญหาทุกคน
ถ้าไปไกลกว่านั้น คุณอาจได้ทำงานประจำกับองค์กรที่ว่าจ้าง และมีนามบัตรติดตัว
สามารถเลิกเป็นนักแก้ปัญหาแล้วกลายเป็นที่ปรึกษาภายนอกของบริษัทได้
หาเงินได้มาก และมีรายได้มั่นคง
นี่คือเส้นทางมาตรฐานที่นักแก้ปัญหาทุกคนใฝ่ฝัน
แต่โอเซียนกลับไม่รู้สึกยินดีนัก
‘ใช้ชีวิตตามคำสั่งคนอื่นเนี่ย ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริง ๆ’
การมีองค์กรรองรับก็จริงอยู่ที่ให้ความมั่นคงแต่มันก็หมายถึงต้องยอมเสียอิสรภาพไปด้วย
ชีวิตที่ต้องอยู่ใต้คำสั่งตลอดเวลา
สำหรับอัศวินพเนจรที่ใฝ่หาความอิสระแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่านี้อีกแล้ว
“ยังไงก็เถอะ คุณไม่ต้องกังวลหรอก คุณโอเซียน ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี”
“ข้าก็ไม่ได้กังวลหรอก”
“งั้นก็ดีแล้วล่ะครับ”
โรแนนยิ้มแห้ง ๆ
“ผมล่ะรอดูเลยว่าเมื่อไหร่บริษัทจะส่งคำขอถึงคุณโอเซียน”
“แล้วนอกจากบริษัท มีกลุ่มน่าสงสัยอื่นอีกมั้ย?”
“กลุ่มน่าสงสัย?”
“บอกข้าทีว่าในทิร์นามีคนประเภทไหนอยู่บ้าง”
“นั่นไม่น่ายากหรอก”
โรแนนอธิบายว่ามีทั้งพวกหนีคดีจากนอกเมือง, ทหารผ่านศึก, องค์กรอาชญากรรมที่กำลังเติบโตภายในเมือง, และลัทธิต่าง ๆ
โอเซียนพยักหน้าอย่างเข้าใจขณะฟัง
‘คนที่ผมเคยรู้จักหายไปหมดแล้ว’
ในเกมมีศัตรูไม่ขาด เช่น พ่อมดนอกรีต, ลัทธิบูชาทวยเทพต่างแดน, อสูรต้องคำสาป ฯลฯ
แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป พวกมันก็เปลี่ยนตาม
ตอนนี้องค์กรใหม่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นตามยุคสมัยใหม่
โอเซียนเกิดความสงสัยขึ้นมา
‘งั้นแล้วองค์กรลับกับบอสประจำดันเจี้ยนในเกมล่ะ? ยังอยู่ไหม?’
ในเกม มีสิ่งมีชีวิตบางตนที่สามารถต้านทานกาลเวลาได้
เช่น วิญญาณโบราณ, ปีศาจที่ถูกผนึก, มังกรต้องคำสาป, สัตว์เทพ
มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกมันยังอยู่
‘หรือไม่ก็อาจถูกกำจัดไปหมดแล้วก็ได้ แต่ผมยังไม่มั่นใจ เพราะยังปรับตัวกับโลกใหม่นี้ไม่เต็มที่’
โรงงานถูกสร้างทับดันเจี้ยนลับที่อยู่ในเกม
ตัวดันเจี้ยนอยู่ในภูเขา ซึ่งตอนนี้ถูกฝังไปเรียบร้อย
ทั้งดันเจี้ยน, มอนสเตอร์ภายใน, ของรางวัล – น่าจะหายไปหมดแล้วเช่นกัน
‘ผมต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนเริ่มงานครั้งหน้า’
ณ ตอนนี้ การรวบรวมข้อมูลคือสิ่งสำคัญ
หากทำสำเร็จ ความรู้ของโอเซียนก็จะกลับมามีค่ายิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีก็ตาม
•
เมื่อมาถึงที่อยู่ที่โรแนนเขียนไว้ให้ โอเซียนยืนอยู่หน้าประตูและเงยหน้ามองอาคารตรงหน้า
มันคือบ้านเช่าในเขต 39 ซึ่งแออัดไปด้วยผู้คน
ที่นี่จะเป็นที่พักอาศัยของโอเซียนต่อจากนี้ และห้องของเขาอยู่บนชั้นสาม
‘ดูจากข้างนอกแล้ว ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย’
บ้านเช่าแบบนี้โดยมากเป็นที่อยู่ของคนที่มีฐานะไม่มากนัก
ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าขาย, เสมียน, แรงงาน, สารถี, วิศวกร ฯลฯ
หลายคนต้องแชร์บ้านอยู่ด้วยกัน เพราะค่าเช่าแพง
โชคดีที่โอเซียนได้อยู่คนเดียวโดยไม่ต้องมีรูมเมต ต้องขอบคุณการจัดการของโรแนน
นี่แหละคือข้อดีของการมีคนกลาง เขาดูแลเรื่องวุ่นวายทั้งหมดให้เรียบร้อย
อีกอย่าง โรแนนก็เป็นคนที่มีความสามารถมาก
‘เขาบอกว่าผมจะได้เก็บเงินซื้อบ้านของตัวเองในภายหลัง’
ขอแค่มีที่นอนก็พอแล้วสำหรับเขา
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ชอบเงินนะ
มีเงินเยอะย่อมดีกว่าเสมอ
ห้องบนชั้นสามตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อนและทองเหลืองที่ดูนวลตา
ภายในมีเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นครบถ้วน ตั้งแต่โซฟาหนัง พรมปูพื้น จนถึงผ้าม่านแกะลาย
ที่น่าประหลาดใจคือในยุคนี้มีตู้เย็นด้วย
‘รู้สึกว่ายังดีกว่าห้องเช่าที่ผมเคยอยู่ตอนทำงานอีกนะเนี่ย’
หลังจากได้งานแรก ผมก็ย้ายไปอยู่ห้องสตูดิโอใกล้ที่ทำงานเพื่อสะดวกในการเดินทาง
ห้องนั้นคับแคบแถมอยู่ในเมืองหลวงค่าเช่าก็แพงมหาโหด
หลังจากหักค่าเช่าและค่าบริหารจัดการแล้ว เงินเดือนที่เหลือก็แทบไม่เหลือ
ดังนั้นผมจึงไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตแบบอื่นได้เลยและเมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็ใช้วันหยุดหมดไปกับการเล่นเกม
‘แต่ที่นี่ก็แค่บ้านหลังหนึ่ง แค่ที่พักอาศัย’
มองดูแล้ว ชีวิตนี้ดูจะดีกว่าชีวิตเดิมที่เคยมีซะอีก
‘ผมเคยคิดจะกลับไปเหมือนกันนะ’
โอเซียนสงสัยว่า ถ้าเขากลับไปจริง ๆ เขาจะทำอะไร
กลับไปทำงาน ทำหน้าที่ให้เรียบร้อย แล้วลากสังขารกลับไปยังห้องแคบ ๆ นั้นอีกครั้ง
ไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน แล้วจะกลับไปทำไมกับชีวิตที่จืดชืดและน่าอึดอัดแบบนั้น?
‘ไม่รู้สิ’
โอเซียนนั่งลงบนเก้าอี้ที่มองเห็นวิวจากหน้าต่างได้ดี และเปิดหนังสือที่เขานำติดตัวมาด้วย
มันเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ที่เขายืมมาจากโรแนน
‘ผมเคยอ่านพวกคำอธิบายของไอเท็มในเกมแบบนี้เหมือนกัน’
ในเกม หนังสือที่เก็บได้มักมีแค่สองสามหน้า แต่ที่นี่ผมสามารถอ่านได้ทั้งเล่ม
แค่นั้นก็ทำให้รู้สึกได้ชัดเลยว่าโลกใบนี้ “เป็นของจริง”
โอเซียนรีบเปิดอ่านทันที
ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีจากการถูกพามาโลกนี้หรือเปล่า แต่แม้ภาษาจะไม่คุ้นตา เขาก็สามารถอ่านได้อย่างง่ายดาย
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนนับจากจุดจบในเกม? และมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นบ้าง?
เหตุการณ์สำคัญ ๆ เหล่านั้นต้องจดจำให้แม่น
ผ่านไปไม่กี่หน้า ดวงตาโอเซียนก็สว่างวาบเมื่อเจอบทที่น่าสนใจ
“การคิดค้นเครื่องจักรกลและการค้นพบการใช้น้ำอีเธอร์แบบใหม่?”
น้ำอีเธอร์คือน้ำพลังงานชนิดใหม่ที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นของโลกใบนี้ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในยุคของโอเซียนเลยด้วยซ้ำ
‘มันคือน้ำมันของโลกใบนี้สินะ’
ต่างจากน้ำมันตรงที่น้ำอีเธอร์คือ "น้ำ" จริง ๆ
แค่มันมีพลังงานเข้มข้นกว่าน้ำธรรมดามาก
โอเซียนศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวกับน้ำอีเธอร์อย่างละเอียด
น้ำอีเธอร์ถูกค้นพบเมื่อ 400 ปีก่อน
ทุกอย่างเริ่มต้นจากนักผจญภัยที่ค้นพบถ้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน และเจอน้ำอีเธอร์ที่ไหลอยู่ภายใน
น้ำอีเธอร์คือน้ำใต้ดินที่ผสานกับพลังงานที่เรียกว่า "มานา"
บางครั้งจึงถูกเรียกว่า “น้ำแห่งเทพเจ้า”
หนังสือเล่มนั้นแนบภาพวาดขาวดำไว้ด้วย
เป็นภาพของคนงานเหมืองที่โดนน้ำอีเธอร์ที่พุ่งออกจากรอยแตกของพื้นดินสาดใส่ทั้งตัว
หลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ผู้คนก็เริ่มใช้น้ำอีเธอร์กับเครื่องจักรไอน้ำ
ด้วยความเข้มข้นของพลังงานที่สูงน้ำอีเธอร์จึงกลายเป็นพลังงานหลักที่ขาดไม่ได้ของโลกใบนี้
ด้วยเหตุนี้ โลกแห่งเวทมนตร์และความลึกลับจึงก้าวเข้าสู่ยุคแห่งเครื่องจักรและอุตสาหกรรม
‘ไอ้ไอน้ำสีขาวที่พวยพุ่งตามเมืองก็คือไอน้ำจากน้ำอีเธอร์สินะ’
น้ำอีเธอร์เปลี่ยนหลายสิ่งในโลกใบนี้
ไม่มีรถม้าลากโดยม้าอีกต่อไป
ถนนเต็มไปด้วยรถยนต์พ่นไอน้ำสีขาวแทน
รถไฟและหัวรถจักรเข้ามาแทนขบวนแห่ใหญ่โต
ว่ากันว่ายานบินบนท้องฟ้านั้นแผ่ขยายไปทั่วโลก และการพัฒนาด้านคมนาคมก็รวมทุกเผ่าพันธุ์เข้าไว้ด้วยกัน
โอเซียนเกาหัวเบา ๆ
โลกเปลี่ยนไปแล้ว… เปลี่ยนไปมากจริง ๆ
‘แต่ที่เปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดในโลกก็คงจะเป็นเรื่องนี้แหละ’
เขาพลิกหน้าหนังสือต่อ แล้วมองจ้องข้อความที่อยู่หน้าใหม่
ด้านบนสุดของหน้าหนังสือ มีตัวอักษรสีดำตัวใหญ่เขียนเอาไว้ว่า
[การร่วงหล่นของเหล่าอัศวิน]