เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)

บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)

บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)


ผู้สอดแนมยกมือขึ้นทันทีเป็นสัญญาณยอมจำนน

"......ใจเย็นก่อน ขอโทษที่แอบดูคุณเมื่อครู่"

ว่าแล้วเขาก็ถอดหน้ากากกันแก๊สที่ปิดหน้าออกอย่างช้า ๆ

พอถอดหมวกหนังและแว่นกันลมออกผมสีงาช้างก็สยายออกมาจากศีรษะ

โอเซียนเบิกตาเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

เป็นผู้หญิงแถมยังสวยมากด้วย

"ฉันไม่ใช่ศัตรูนะ ฉันมาช่วยคุณ เชื่อฉันเถอะ"

"ข้าเชื่อ"

"จริงเหรอ?"

"จริง เพราะในสายตาเจ้าไม่มีแววประสงค์ร้ายเลย"

เมื่อได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของหญิงสาวก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ

"......ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น ฉันชื่อโลเรน ปองค์ (Lorraine Ponk)"

"โอเซียน"

"โอเซียน... แล้วคุณรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเฝ้าดูคุณเมื่อครู่?"

"เพื่อดูว่าภารกิจแรกของข้าสำเร็จไหม และถ้าไม่สำเร็จ เจ้าก็จะช่วยข้า"

คำตอบของโอเซียนทำให้โลเรนเบิกตากว้าง

"คุณรู้?"

"พอเดาได้อยู่"

โอเซียนอาจจะมีความสามารถในการมองและปัดกระสุนได้ แต่การมีความสามารถนั้นกับการมีประสบการณ์ในการใช้จริงเป็นคนละเรื่องกัน

แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดก็อาจตายได้ถ้าพลาดเพียงเสี้ยววินาที

ในฐานะของโรแนนการปล่อยให้โอเซียนไปทำภารกิจตั้งแต่แรกอาจดูแปลกแต่ก็จัดคนไปคอยสนับสนุนไว้เผื่อเหตุไม่คาดฝัน

“… … เฮ้อ จริงอย่างที่เขาว่า แค่ได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว”

โลเรนจิ๊ปากเบา ๆ กับความหลักแหลมของโอเซียน

โรแนนบอกว่าโอเซียนเพิ่งมาเมืองทิร์นาได้ไม่นาน

แต่น้ำเสียงและท่าทีของเขาราวกับเป็นมือเก๋าที่ผ่านสมรภูมิมาหลายปี

"จริง ๆ เขาไม่พูดอะไรมากหรอก แต่ฉันแค่อยากมาเจอคุณเอง ถึงตอนนี้จะรู้สึกว่าไม่น่ามาก็ตาม"

"ช่างเถอะข้าขอถามดีกว่า—เมื่อกี้เจ้าเห็นพวกผู้ชายหน้าตาประหลาดที่วิ่งหนีไปหรือเปล่า?"

"ผู้ชายแปลก ๆ?"

"พวกที่ใส่หน้ากากกับโค้ตสีดำ"

"อ๋อ เห็นนะ พวกนั้นพังหน้าต่างแล้วหายตัวไปไวมาก ฉันไม่คิดว่าเป็นพวกแก๊งก็เลยปล่อยไป"

"อย่างนั้นเหรอ"

โลเรนถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย

"มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?"

"ไม่มีอะไรพิเศษ"

"แล้วมันคืออะไร?"

"ก็แค่พบว่ามีองค์กรลึกลับอยู่เบื้องหลังแก๊งแบล็กสเนก พอเจอกัน พวกมันก็พยายามฆ่าข้าเพื่อทำลายหลักฐาน แต่พอทำไม่สำเร็จก็หนี"

"......คุณเรียกว่านั่นว่า 'ไม่มีอะไรพิเศษ' เหรอ?"

โลเรนจ้องโอเซียนอย่างไม่อยากเชื่อ

"คุณพอรู้ไหมว่าคนพวกนั้นเป็นใคร หรือจำลักษณะได้บ้าง?"

"ไม่รู้หรอก พวกนั้นใส่หน้ากากตลอดตอนสู้กัน ไม่พูดอะไรด้วย แต่ข้ารู้ว่าคนหนึ่งในนั้นไม่ใช่มนุษย์—เป็นเครื่องจักรในร่างมนุษย์"

"เครื่องจักร? อ๋อ ออโตมาตอน?"

โอเซียนพยักหน้า

โลเรนนึกถึงภาพตอนพวกนั้นหลบหนี

เจ้าร่างยักษ์ปีนหลังคาเหมือนลิงในสวนสัตว์—ถ้าเป็นออโตมาตอนก็คงไม่แปลก

"เดี๋ยวนะ เขาแขนขาดใช่ไหม?"

"ข้าเป็นคนดึงออกมาเองใช้แรงนิดหน่อยก็ขาด"

"......ตอนนั้นฉันมองไม่ชัด แต่เขาดูไม่เหมือนออโตมาตอนธรรมดาเลยใช่ไหม?"

"ข้าไม่เคยเห็นออโตมาตอนมาก่อน แต่ก็ดูปกตินะ เว้นแค่แขนที่หลุดแล้วระเบิดได้"

"......งั้นไม่ใช่ออโตมาตอนธรรมดาแน่"

ขณะที่พูด โลเรนก็มองร่างของโอเซียนจากหัวจรดเท้า

ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนจากแรงระเบิดบนเสื้อผ้าเลย ทั้งที่เธอก็ได้ยินเสียงระเบิดชัดเจน

แขนขาดแล้วยังระเบิดได้—นั่นไม่ใช่คุณสมบัติของออโตมาตอนทั่วไป คงเป็นของเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต

มันน่าทึ่งที่โอเซียนจัดการได้ แถมยังรอดจากแรงระเบิดมาได้อย่างไรอีก

โลเรนกัดฟันแน่น

‘โรแนน ไอ้คนบ้านั่น ไหนบอกให้ฉันมา “คอยช่วย” แล้วนี่เขาต้องการความช่วยตรงไหนกัน?!’

ที่จริงโรแนนห้ามไม่ให้เธอมาเองด้วยซ้ำแต่เธอกลับโทษเขาอยู่ดี

ถ้าโรแนนได้ยินคงโมโหสุดขีด

แน่นอนว่าโลเรนอยากเจอสมาชิกใหม่ของไวโอเล็ตฟอกซ์ด้วยตนเอง

ต่อให้คนอื่นพูดอะไรก็ตาม แต่นี่คือคนที่โรแนนตามไปทาบทามด้วยตัวเอง

โรแนนเป็นคนที่แม้จะยิ้มอยู่เสมอแต่สายตาก็เฉียบขาดและเธอต้องยอมรับว่าเขามีสัญชาตญาณที่ดี

‘ถ้าเขายอมลงทุนแบบนั้น แสดงว่าหมอนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่’

"อ้อ แล้วพวกแบล็กสเนกในตึกล่ะ?"

"จัดการหมดแล้ว"

"อ้อ... เข้าใจล่ะ"

เธอไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้ว

โรแนนเคยบอกไว้ว่าโอเซียนสามารถปัดกระสุนด้วยดาบ

พอเห็นว่าเขารู้ตัวว่าถูกเธอสอดแนมจากดาดฟ้า เธอก็เชื่อว่าคงไม่ใช่คำพูดลอย ๆ

‘พวกกลายพันธุ์ทุกคนเก่งแบบนี้เหรอ?’

โลเรนเคยพบกลายพันธุ์มาบ้างบางคนเป็นศัตรูด้วยซ้ำแต่ไม่มีใครว่องไวและเก่งขนาดนี้มาก่อน

"เอาเถอะ แต่ที่น่าห่วงกว่าคือเรื่องพวกนั้น... ไม่อยากเชื่อว่าจะมีองค์กรลึกลับเข้ามาเกี่ยวด้วย"

"เจ้าหมายความว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตรางั้นเหรอ?"

"เราคงไม่เป็นไรหรอก แต่อย่างน้อยต้องระวังตัวให้มากขึ้น"

"เจ้าพอรู้ไหมว่าพวกนั้นเป็นใคร?"

"ไม่รู้แน่ชัด เพราะมีหลายกลุ่มที่น่าสงสัยเกินไป"

โลเรนตอบพลางเก็บปืนสไนเปอร์ที่ตั้งไว้

"ในเมืองทิร์นามีองค์กรมากมาย เพราะคนเก่งเยอะเกินไป สำหรับกลุ่มที่ควบคุมแก๊งผ่านออโตมาตอนแบบนี้ ฉันนับนิ้วสองมือยังไม่พอเลย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โอเซียนก็เริ่มตระหนักว่าเมืองนี้ใหญ่โตแค่ไหน

เริ่มงานวันแรกก็ต้องเผชิญกับอะไรแบบนี้—ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย

"เอาเป็นว่าข้าทำภารกิจสำเร็จแล้ว งั้นขอตัวกลับก่อน"

"หะ? อ้อ ได้ ขอบคุณมาก"

โลเรนพยักหน้าอย่างลังเล

เธอไม่พูดเลยว่า—เธอเป็นรุ่นพี่ในวงการนะ หรือว่าทำไมเขาพูดจาแบบประหลาดนัก

เพราะในวงการนี้คนที่แข็งแกร่งกว่าคือรุ่นพี่

"อ้อ อีกอย่าง..."

โลเรนสะดุ้งโดยอัตโนมัติ

โอเซียนยิ้มมุมปาก แล้วชี้ไปที่เอวของเธอด้วยปลายคาง

"อาวุธตรงเอวนั่น—ข้าขอชื่นชมการตัดสินใจของเจ้าที่ไม่ดึงมันออกมา"

พูดจบโอเซียนก็เดินจากไปในตรอก

ทิ้งให้โลเรนยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งกับคำพูดนั้น

‘เขารู้ได้ยังไงกัน...?’

เมื่อครู่ตอนโอเซียนปรากฏตัวด้านหลัง เธอปล่อยมือจากปืนสไนเปอร์ แล้วจะเอื้อมไปหาปืนพกที่ข้างเอว

แต่เธอยังไม่ดึงมันออก เพราะสัญชาตญาณบางอย่างดังขึ้นในหัว

-ถ้าดึงปืนออกตอนนี้แขนได้ลอยหายไปแล้วข้างหนึ่งแน่

เธอจึงตัดสินใจไม่ดึงปืน และยกมือยอมแพ้ทันที

ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

‘เขาไม่น่าจะเห็นจากมุมนั้นได้นะ แล้วทำไมถึง...?’

เธอสวมเสื้อคลุมพรางตัวด้วยซ้ำ

ไม่มีทางเลยที่โอเซียนจะเห็นมือเธอจากตรงนั้นได้

แต่นั่นแหละ—การที่โอเซียนรู้แปลว่าประสาทสัมผัสของเขาเฉียบกว่าที่เธอคิด

โลเรนดีใจที่ไว้ใจสัญชาตญาณตนเอง แต่สีหน้าของเธอกลับเครียดขึ้น

‘เฮ้อ… เสียศักดิ์ศรีรุ่นพี่หมดเลย’

เธอถอนหายใจเบา ๆ

‘ดีใจอยู่แท้ ๆ ว่ามีเด็กใหม่เข้าร่วม ตอนนี้คงโดนมองเป็นเด็กแทนแล้ว’

หลังจากจัดการแก๊งเสร็จ โอเซียนก็กลับไปที่ไวโอเล็ตฟอกซ์ทันที

โรแนนที่รออยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่างเห็นเขาเข้ามาก็ทักอย่างยินดี

"ไม่อยากเชื่อเลยว่าเสร็จเร็วขนาดนี้"

"ดูเหมือนเจ้ารู้ว่าข้าจะกลับมา"

"ฮะ ๆ เปล่าหรอก บังเอิญผมพักอยู่ชั้นล่างพอดี"

โอเซียนพ่นลมหายใจใส่

ใครจะไปเชื่อคำพูดไร้น้ำหนักแบบนั้นกัน

‘พูดจริงนะ’

โรแนนถึงกับอึดอัด

ทำไมคนถึงไม่เคยเชื่อเขาเวลาพูดความจริงกันนะ

“แล้วผู้หญิงคนนั้น...ไม่ใช่เจ้าส่งมาหรือ?”

"อ๋อ เจอคุณโลเรนสินะ เดิมทีผมจะห้ามเธอไว้ แต่พอได้ยินว่ามีสมาชิกใหม่ เธอก็ตื่นเต้นเกินไปนะ"

โอเซียนนึกถึงสีหน้าเขิน ๆ ของโลเรน

เธอเตรียมพร้อมมาดี แสดงว่าไม่ได้ถูกบังคับ แต่เธอมาเองด้วยตวามสมัครใจ

อาจหวังจะทำตัวให้ดูดีในฐานะรุ่นพี่

แต่ปัญหาคือ—เธอดันถูกจับได้ว่าซ่อนตัวแอบดู แถมไม่ได้ช่วย ซึ่งมันน่าอายอยู่ไม่น้อย

"พูดถึงเรื่องนี้ แสดงว่าในองค์กรมีนักแก้ปัญหาคนอื่นด้วยสินะ"

"แน่นอน แม้จะมีไม่มาก แต่แต่ละคนก็ฝีมือเยี่ยมทั้งนั้น"

"โลเรนเป็นหนึ่งในนั้น?"

"นิสัยร้อนแรงไปหน่อย แต่เธอเป็นพลซุ่มยิงมือฉมัง และเคยเป็นทหารมาก่อน"

"เข้าใจแล้ว"

"ตอนนี้พวกเขาไม่ค่อยโผล่มา เพราะต่างก็ยุ่งกัน แต่เดี๋ยวคุณได้พบกันแน่ พวกเขาเป็นคนดีทั้งนั้น"

โรแนนยิ้มบาง ๆ แล้วพูดต่ออย่างจริงจัง

"ดูเหมือนคุณจะทำภารกิจสำเร็จ แต่จากสีหน้า...มีบางอย่างผิดปกติใช่ไหม?"

"เจ้ารู้ได้ยังไง?"

"แค่สังเกตจากท่าทีของคุณเองนั่นแหละ โอ้ ถ้าผมเสียมารยาทก็ขอโทษด้วย"

โรแนนก้มหัวเล็กน้อยแสดงความเคารพ

โอเซียนยิ้มมุมปากเล็ก ๆ แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฐานของแก๊ง

เมื่อเล่าจบ โรแนนก็แตะปลายคางอย่างครุ่นคิด

ดวงตาของเขายังคงดูไร้ความรู้สึก แต่ลึก ๆ แล้วกลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง

“มีคนควบคุมแก๊งอยู่เบื้องหลัง แถมใช้หุ่นออโตมาตอนระดับนั้นได้ แสดงว่าไม่ใช่แค่แก๊งกะโหลกกะลาทั่วไปแน่”

"เจ้าพอจะรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร?"

โอเซียนถามด้วยความหวังว่าโรแนนอาจจะรู้อะไรบ้าง แต่โรแนนกลับยักไหล่

"ไม่รู้แน่ แต่พอมีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง"

"งั้นเหรอ"

"ดูเหมือนคุณจะผิดหวังเลยนะ เมืองทิร์นาใหญ่ขนาดนี้ ผมรู้ไม่หมดหรอก แต่บางครั้งก็พอเดาได้จากเบาะแส"

"เช่น?"

"จากที่ฟังมา กลุ่มลึกลับนั้นหนุนหลังแก๊งแบล็กสเนกและแน่นอนว่าธุรกิจบางแห่งอาจได้รับผลกระทบ"

"ก็จริง"

โอเซียนพยักหน้า โรแนนจึงตบมือเบา ๆ

“จริง ๆ ผมก็ได้ยินข่าวคราวอยู่บ้าง—ว่าบริษัทที่เป็นลูกค้าของเรา ได้รับข้อเสนอขอซื้อกิจการจากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งก่อนยื่นเรื่องมาหาเราเพียงเดือนเดียว”

"ข้อเสนอซื้อกิจการ?"

"ใช่ บริษัทใหญ่ต้องการฮุบบริษัทเล็กเพื่อขยายตัว แต่ทางลูกค้าปฏิเสธเพราะไม่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันข้อตกลงจึงล้มแล้วพอผ่านไปไม่นานก็เกิดเหตุการณ์นี้"

"คุณหมายความว่าบริษัทที่อยากซื้อพอถูกปฏิเสธก็ลงมือหรอ?"

"ประมาณนั้น ในเมืองทิร์นาเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอด ทุกบริษัทพยายามแข่งกันอยู่เสมอ"

แม้เมืองทิร์นาจะดูเจริญ แต่ข้างในกลับเหมือนป่าดงดิบ

บริษัทต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ปกป้องตัวเอง แต่ยังหาทางกลืนคู่แข่งอยู่ตลอด

แต่พวกเขาก็ข้ามเส้นไม่ได้

หากข้ามเส้น จะถูกหน่วยงานรัฐบาลเมืองลงโทษอย่างรุนแรง

ดังนั้นสงครามธุรกิจจึงกลายเป็นสงครามลับๆ

เหมือนกับเรื่องนี้

พวกเขาใช้แก๊งเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม

‘โหดร้ายชะมัด’

โอเซียนฟังแล้วตกใจและก็เข้าใจในเวลาเดียวกัน ว่าเมืองนี้โหดแค่ไหน

"บางครั้งบริษัทก็สนับสนุนอาชญากรหรือไม่ก็ปั้นขึ้นมาเองเลย"

โรแนนอธิบายว่า บริษัทใหญ่บางแห่งในเมืองทิร์นาเป็นคนตั้งบริษัททหารรับจ้างส่วนตัว (PMC) ขึ้นเอง เพื่อใช้จัดการเรื่องผิดกฎหมายโดยตรง

"บางที คนที่คุณสู้ด้วยอาจเป็นตัวแทนลับของบริษัทพวกนั้น"

เมื่อโรแนนพูดจบ โอเซียนก็หัวเราะเยาะ

"บอกว่าไม่รู้ แต่ที่พูดมานี่รู้หมดเลยนี่"

"ก็แค่เดาจากสถานการณ์กับเบาะแส ไม่ได้มีหลักฐาน"

แม้พูดแบบนั้น น้ำเสียงของโรแนนก็เหมือนมั่นใจเกินครึ่ง

"งั้นมันก็อันตรายน่ะสิ เพราะเราทำให้พวกมันโกรธเข้าแล้ว"

"คุณไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นคงไม่คิดจะแก้แค้นกับนักแก้ปัจหาอย่างคุณ"

"ทั้งที่พวกมันพยายามฆ่าข้า?"

"แต่คุณเป็นฝ่ายชนะ เขาคงหาทางอื่นแทน"

"ทางอื่น?"

โรแนนยกมือประสานใต้คาง

แววตาแคบ ๆ ของเขาวาววับขึ้นมาเล็กน้อย

"ทางนั้นก็คือ...การยื่นคำขอมาที่คุณนั่นแหละ"

จบบทที่ บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว