- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)
บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)
บทที่ 14 เส้นทางสู่ยุคอุตสาหกรรม (1)
ผู้สอดแนมยกมือขึ้นทันทีเป็นสัญญาณยอมจำนน
"......ใจเย็นก่อน ขอโทษที่แอบดูคุณเมื่อครู่"
ว่าแล้วเขาก็ถอดหน้ากากกันแก๊สที่ปิดหน้าออกอย่างช้า ๆ
พอถอดหมวกหนังและแว่นกันลมออกผมสีงาช้างก็สยายออกมาจากศีรษะ
โอเซียนเบิกตาเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
เป็นผู้หญิงแถมยังสวยมากด้วย
"ฉันไม่ใช่ศัตรูนะ ฉันมาช่วยคุณ เชื่อฉันเถอะ"
"ข้าเชื่อ"
"จริงเหรอ?"
"จริง เพราะในสายตาเจ้าไม่มีแววประสงค์ร้ายเลย"
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของหญิงสาวก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ
"......ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น ฉันชื่อโลเรน ปองค์ (Lorraine Ponk)"
"โอเซียน"
"โอเซียน... แล้วคุณรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเฝ้าดูคุณเมื่อครู่?"
"เพื่อดูว่าภารกิจแรกของข้าสำเร็จไหม และถ้าไม่สำเร็จ เจ้าก็จะช่วยข้า"
คำตอบของโอเซียนทำให้โลเรนเบิกตากว้าง
"คุณรู้?"
"พอเดาได้อยู่"
โอเซียนอาจจะมีความสามารถในการมองและปัดกระสุนได้ แต่การมีความสามารถนั้นกับการมีประสบการณ์ในการใช้จริงเป็นคนละเรื่องกัน
แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดก็อาจตายได้ถ้าพลาดเพียงเสี้ยววินาที
ในฐานะของโรแนนการปล่อยให้โอเซียนไปทำภารกิจตั้งแต่แรกอาจดูแปลกแต่ก็จัดคนไปคอยสนับสนุนไว้เผื่อเหตุไม่คาดฝัน
“… … เฮ้อ จริงอย่างที่เขาว่า แค่ได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว”
โลเรนจิ๊ปากเบา ๆ กับความหลักแหลมของโอเซียน
โรแนนบอกว่าโอเซียนเพิ่งมาเมืองทิร์นาได้ไม่นาน
แต่น้ำเสียงและท่าทีของเขาราวกับเป็นมือเก๋าที่ผ่านสมรภูมิมาหลายปี
"จริง ๆ เขาไม่พูดอะไรมากหรอก แต่ฉันแค่อยากมาเจอคุณเอง ถึงตอนนี้จะรู้สึกว่าไม่น่ามาก็ตาม"
"ช่างเถอะข้าขอถามดีกว่า—เมื่อกี้เจ้าเห็นพวกผู้ชายหน้าตาประหลาดที่วิ่งหนีไปหรือเปล่า?"
"ผู้ชายแปลก ๆ?"
"พวกที่ใส่หน้ากากกับโค้ตสีดำ"
"อ๋อ เห็นนะ พวกนั้นพังหน้าต่างแล้วหายตัวไปไวมาก ฉันไม่คิดว่าเป็นพวกแก๊งก็เลยปล่อยไป"
"อย่างนั้นเหรอ"
โลเรนถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย
"มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ?"
"ไม่มีอะไรพิเศษ"
"แล้วมันคืออะไร?"
"ก็แค่พบว่ามีองค์กรลึกลับอยู่เบื้องหลังแก๊งแบล็กสเนก พอเจอกัน พวกมันก็พยายามฆ่าข้าเพื่อทำลายหลักฐาน แต่พอทำไม่สำเร็จก็หนี"
"......คุณเรียกว่านั่นว่า 'ไม่มีอะไรพิเศษ' เหรอ?"
โลเรนจ้องโอเซียนอย่างไม่อยากเชื่อ
"คุณพอรู้ไหมว่าคนพวกนั้นเป็นใคร หรือจำลักษณะได้บ้าง?"
"ไม่รู้หรอก พวกนั้นใส่หน้ากากตลอดตอนสู้กัน ไม่พูดอะไรด้วย แต่ข้ารู้ว่าคนหนึ่งในนั้นไม่ใช่มนุษย์—เป็นเครื่องจักรในร่างมนุษย์"
"เครื่องจักร? อ๋อ ออโตมาตอน?"
โอเซียนพยักหน้า
โลเรนนึกถึงภาพตอนพวกนั้นหลบหนี
เจ้าร่างยักษ์ปีนหลังคาเหมือนลิงในสวนสัตว์—ถ้าเป็นออโตมาตอนก็คงไม่แปลก
"เดี๋ยวนะ เขาแขนขาดใช่ไหม?"
"ข้าเป็นคนดึงออกมาเองใช้แรงนิดหน่อยก็ขาด"
"......ตอนนั้นฉันมองไม่ชัด แต่เขาดูไม่เหมือนออโตมาตอนธรรมดาเลยใช่ไหม?"
"ข้าไม่เคยเห็นออโตมาตอนมาก่อน แต่ก็ดูปกตินะ เว้นแค่แขนที่หลุดแล้วระเบิดได้"
"......งั้นไม่ใช่ออโตมาตอนธรรมดาแน่"
ขณะที่พูด โลเรนก็มองร่างของโอเซียนจากหัวจรดเท้า
ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนจากแรงระเบิดบนเสื้อผ้าเลย ทั้งที่เธอก็ได้ยินเสียงระเบิดชัดเจน
แขนขาดแล้วยังระเบิดได้—นั่นไม่ใช่คุณสมบัติของออโตมาตอนทั่วไป คงเป็นของเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต
มันน่าทึ่งที่โอเซียนจัดการได้ แถมยังรอดจากแรงระเบิดมาได้อย่างไรอีก
โลเรนกัดฟันแน่น
‘โรแนน ไอ้คนบ้านั่น ไหนบอกให้ฉันมา “คอยช่วย” แล้วนี่เขาต้องการความช่วยตรงไหนกัน?!’
ที่จริงโรแนนห้ามไม่ให้เธอมาเองด้วยซ้ำแต่เธอกลับโทษเขาอยู่ดี
ถ้าโรแนนได้ยินคงโมโหสุดขีด
แน่นอนว่าโลเรนอยากเจอสมาชิกใหม่ของไวโอเล็ตฟอกซ์ด้วยตนเอง
ต่อให้คนอื่นพูดอะไรก็ตาม แต่นี่คือคนที่โรแนนตามไปทาบทามด้วยตัวเอง
โรแนนเป็นคนที่แม้จะยิ้มอยู่เสมอแต่สายตาก็เฉียบขาดและเธอต้องยอมรับว่าเขามีสัญชาตญาณที่ดี
‘ถ้าเขายอมลงทุนแบบนั้น แสดงว่าหมอนี่ต้องไม่ธรรมดาแน่’
"อ้อ แล้วพวกแบล็กสเนกในตึกล่ะ?"
"จัดการหมดแล้ว"
"อ้อ... เข้าใจล่ะ"
เธอไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้ว
โรแนนเคยบอกไว้ว่าโอเซียนสามารถปัดกระสุนด้วยดาบ
พอเห็นว่าเขารู้ตัวว่าถูกเธอสอดแนมจากดาดฟ้า เธอก็เชื่อว่าคงไม่ใช่คำพูดลอย ๆ
‘พวกกลายพันธุ์ทุกคนเก่งแบบนี้เหรอ?’
โลเรนเคยพบกลายพันธุ์มาบ้างบางคนเป็นศัตรูด้วยซ้ำแต่ไม่มีใครว่องไวและเก่งขนาดนี้มาก่อน
"เอาเถอะ แต่ที่น่าห่วงกว่าคือเรื่องพวกนั้น... ไม่อยากเชื่อว่าจะมีองค์กรลึกลับเข้ามาเกี่ยวด้วย"
"เจ้าหมายความว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตรางั้นเหรอ?"
"เราคงไม่เป็นไรหรอก แต่อย่างน้อยต้องระวังตัวให้มากขึ้น"
"เจ้าพอรู้ไหมว่าพวกนั้นเป็นใคร?"
"ไม่รู้แน่ชัด เพราะมีหลายกลุ่มที่น่าสงสัยเกินไป"
โลเรนตอบพลางเก็บปืนสไนเปอร์ที่ตั้งไว้
"ในเมืองทิร์นามีองค์กรมากมาย เพราะคนเก่งเยอะเกินไป สำหรับกลุ่มที่ควบคุมแก๊งผ่านออโตมาตอนแบบนี้ ฉันนับนิ้วสองมือยังไม่พอเลย"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โอเซียนก็เริ่มตระหนักว่าเมืองนี้ใหญ่โตแค่ไหน
เริ่มงานวันแรกก็ต้องเผชิญกับอะไรแบบนี้—ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย
"เอาเป็นว่าข้าทำภารกิจสำเร็จแล้ว งั้นขอตัวกลับก่อน"
"หะ? อ้อ ได้ ขอบคุณมาก"
โลเรนพยักหน้าอย่างลังเล
เธอไม่พูดเลยว่า—เธอเป็นรุ่นพี่ในวงการนะ หรือว่าทำไมเขาพูดจาแบบประหลาดนัก
เพราะในวงการนี้คนที่แข็งแกร่งกว่าคือรุ่นพี่
"อ้อ อีกอย่าง..."
โลเรนสะดุ้งโดยอัตโนมัติ
โอเซียนยิ้มมุมปาก แล้วชี้ไปที่เอวของเธอด้วยปลายคาง
"อาวุธตรงเอวนั่น—ข้าขอชื่นชมการตัดสินใจของเจ้าที่ไม่ดึงมันออกมา"
พูดจบโอเซียนก็เดินจากไปในตรอก
ทิ้งให้โลเรนยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งกับคำพูดนั้น
‘เขารู้ได้ยังไงกัน...?’
เมื่อครู่ตอนโอเซียนปรากฏตัวด้านหลัง เธอปล่อยมือจากปืนสไนเปอร์ แล้วจะเอื้อมไปหาปืนพกที่ข้างเอว
แต่เธอยังไม่ดึงมันออก เพราะสัญชาตญาณบางอย่างดังขึ้นในหัว
-ถ้าดึงปืนออกตอนนี้แขนได้ลอยหายไปแล้วข้างหนึ่งแน่
เธอจึงตัดสินใจไม่ดึงปืน และยกมือยอมแพ้ทันที
ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
‘เขาไม่น่าจะเห็นจากมุมนั้นได้นะ แล้วทำไมถึง...?’
เธอสวมเสื้อคลุมพรางตัวด้วยซ้ำ
ไม่มีทางเลยที่โอเซียนจะเห็นมือเธอจากตรงนั้นได้
แต่นั่นแหละ—การที่โอเซียนรู้แปลว่าประสาทสัมผัสของเขาเฉียบกว่าที่เธอคิด
โลเรนดีใจที่ไว้ใจสัญชาตญาณตนเอง แต่สีหน้าของเธอกลับเครียดขึ้น
‘เฮ้อ… เสียศักดิ์ศรีรุ่นพี่หมดเลย’
เธอถอนหายใจเบา ๆ
‘ดีใจอยู่แท้ ๆ ว่ามีเด็กใหม่เข้าร่วม ตอนนี้คงโดนมองเป็นเด็กแทนแล้ว’
•
หลังจากจัดการแก๊งเสร็จ โอเซียนก็กลับไปที่ไวโอเล็ตฟอกซ์ทันที
โรแนนที่รออยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่างเห็นเขาเข้ามาก็ทักอย่างยินดี
"ไม่อยากเชื่อเลยว่าเสร็จเร็วขนาดนี้"
"ดูเหมือนเจ้ารู้ว่าข้าจะกลับมา"
"ฮะ ๆ เปล่าหรอก บังเอิญผมพักอยู่ชั้นล่างพอดี"
โอเซียนพ่นลมหายใจใส่
ใครจะไปเชื่อคำพูดไร้น้ำหนักแบบนั้นกัน
‘พูดจริงนะ’
โรแนนถึงกับอึดอัด
ทำไมคนถึงไม่เคยเชื่อเขาเวลาพูดความจริงกันนะ
“แล้วผู้หญิงคนนั้น...ไม่ใช่เจ้าส่งมาหรือ?”
"อ๋อ เจอคุณโลเรนสินะ เดิมทีผมจะห้ามเธอไว้ แต่พอได้ยินว่ามีสมาชิกใหม่ เธอก็ตื่นเต้นเกินไปนะ"
โอเซียนนึกถึงสีหน้าเขิน ๆ ของโลเรน
เธอเตรียมพร้อมมาดี แสดงว่าไม่ได้ถูกบังคับ แต่เธอมาเองด้วยตวามสมัครใจ
อาจหวังจะทำตัวให้ดูดีในฐานะรุ่นพี่
แต่ปัญหาคือ—เธอดันถูกจับได้ว่าซ่อนตัวแอบดู แถมไม่ได้ช่วย ซึ่งมันน่าอายอยู่ไม่น้อย
"พูดถึงเรื่องนี้ แสดงว่าในองค์กรมีนักแก้ปัญหาคนอื่นด้วยสินะ"
"แน่นอน แม้จะมีไม่มาก แต่แต่ละคนก็ฝีมือเยี่ยมทั้งนั้น"
"โลเรนเป็นหนึ่งในนั้น?"
"นิสัยร้อนแรงไปหน่อย แต่เธอเป็นพลซุ่มยิงมือฉมัง และเคยเป็นทหารมาก่อน"
"เข้าใจแล้ว"
"ตอนนี้พวกเขาไม่ค่อยโผล่มา เพราะต่างก็ยุ่งกัน แต่เดี๋ยวคุณได้พบกันแน่ พวกเขาเป็นคนดีทั้งนั้น"
โรแนนยิ้มบาง ๆ แล้วพูดต่ออย่างจริงจัง
"ดูเหมือนคุณจะทำภารกิจสำเร็จ แต่จากสีหน้า...มีบางอย่างผิดปกติใช่ไหม?"
"เจ้ารู้ได้ยังไง?"
"แค่สังเกตจากท่าทีของคุณเองนั่นแหละ โอ้ ถ้าผมเสียมารยาทก็ขอโทษด้วย"
โรแนนก้มหัวเล็กน้อยแสดงความเคารพ
โอเซียนยิ้มมุมปากเล็ก ๆ แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฐานของแก๊ง
เมื่อเล่าจบ โรแนนก็แตะปลายคางอย่างครุ่นคิด
ดวงตาของเขายังคงดูไร้ความรู้สึก แต่ลึก ๆ แล้วกลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง
“มีคนควบคุมแก๊งอยู่เบื้องหลัง แถมใช้หุ่นออโตมาตอนระดับนั้นได้ แสดงว่าไม่ใช่แค่แก๊งกะโหลกกะลาทั่วไปแน่”
"เจ้าพอจะรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร?"
โอเซียนถามด้วยความหวังว่าโรแนนอาจจะรู้อะไรบ้าง แต่โรแนนกลับยักไหล่
"ไม่รู้แน่ แต่พอมีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง"
"งั้นเหรอ"
"ดูเหมือนคุณจะผิดหวังเลยนะ เมืองทิร์นาใหญ่ขนาดนี้ ผมรู้ไม่หมดหรอก แต่บางครั้งก็พอเดาได้จากเบาะแส"
"เช่น?"
"จากที่ฟังมา กลุ่มลึกลับนั้นหนุนหลังแก๊งแบล็กสเนกและแน่นอนว่าธุรกิจบางแห่งอาจได้รับผลกระทบ"
"ก็จริง"
โอเซียนพยักหน้า โรแนนจึงตบมือเบา ๆ
“จริง ๆ ผมก็ได้ยินข่าวคราวอยู่บ้าง—ว่าบริษัทที่เป็นลูกค้าของเรา ได้รับข้อเสนอขอซื้อกิจการจากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งก่อนยื่นเรื่องมาหาเราเพียงเดือนเดียว”
"ข้อเสนอซื้อกิจการ?"
"ใช่ บริษัทใหญ่ต้องการฮุบบริษัทเล็กเพื่อขยายตัว แต่ทางลูกค้าปฏิเสธเพราะไม่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันข้อตกลงจึงล้มแล้วพอผ่านไปไม่นานก็เกิดเหตุการณ์นี้"
"คุณหมายความว่าบริษัทที่อยากซื้อพอถูกปฏิเสธก็ลงมือหรอ?"
"ประมาณนั้น ในเมืองทิร์นาเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอด ทุกบริษัทพยายามแข่งกันอยู่เสมอ"
แม้เมืองทิร์นาจะดูเจริญ แต่ข้างในกลับเหมือนป่าดงดิบ
บริษัทต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ปกป้องตัวเอง แต่ยังหาทางกลืนคู่แข่งอยู่ตลอด
แต่พวกเขาก็ข้ามเส้นไม่ได้
หากข้ามเส้น จะถูกหน่วยงานรัฐบาลเมืองลงโทษอย่างรุนแรง
ดังนั้นสงครามธุรกิจจึงกลายเป็นสงครามลับๆ
เหมือนกับเรื่องนี้
พวกเขาใช้แก๊งเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม
‘โหดร้ายชะมัด’
โอเซียนฟังแล้วตกใจและก็เข้าใจในเวลาเดียวกัน ว่าเมืองนี้โหดแค่ไหน
"บางครั้งบริษัทก็สนับสนุนอาชญากรหรือไม่ก็ปั้นขึ้นมาเองเลย"
โรแนนอธิบายว่า บริษัทใหญ่บางแห่งในเมืองทิร์นาเป็นคนตั้งบริษัททหารรับจ้างส่วนตัว (PMC) ขึ้นเอง เพื่อใช้จัดการเรื่องผิดกฎหมายโดยตรง
"บางที คนที่คุณสู้ด้วยอาจเป็นตัวแทนลับของบริษัทพวกนั้น"
เมื่อโรแนนพูดจบ โอเซียนก็หัวเราะเยาะ
"บอกว่าไม่รู้ แต่ที่พูดมานี่รู้หมดเลยนี่"
"ก็แค่เดาจากสถานการณ์กับเบาะแส ไม่ได้มีหลักฐาน"
แม้พูดแบบนั้น น้ำเสียงของโรแนนก็เหมือนมั่นใจเกินครึ่ง
"งั้นมันก็อันตรายน่ะสิ เพราะเราทำให้พวกมันโกรธเข้าแล้ว"
"คุณไม่ต้องห่วงหรอก พวกนั้นคงไม่คิดจะแก้แค้นกับนักแก้ปัจหาอย่างคุณ"
"ทั้งที่พวกมันพยายามฆ่าข้า?"
"แต่คุณเป็นฝ่ายชนะ เขาคงหาทางอื่นแทน"
"ทางอื่น?"
โรแนนยกมือประสานใต้คาง
แววตาแคบ ๆ ของเขาวาววับขึ้นมาเล็กน้อย
"ทางนั้นก็คือ...การยื่นคำขอมาที่คุณนั่นแหละ"