- หน้าแรก
- วิธีการใช้ชีวิตเป็นอัศวินหลังจบเกม
- บทที่ 2 เข้าสู่เกม (2)
บทที่ 2 เข้าสู่เกม (2)
บทที่ 2 เข้าสู่เกม (2)
ผมจับตาดูบอสประจำด่านฝึกสอนอย่างใกล้ชิด
มันเสียหายจนแทบจะไม่เหลือสภาพเดิม และยืนนิ่งไม่ไหวติงมันไม่ใช้สิ่งมีชีวิตแต่เป็นโกเล็มที่เคลื่อนไหวด้วยเวทมนตร์ซับซ้อน
คำถามคือ ทำไมมันถึงพัง?
เมื่อคิดให้ละเอียด ผมก็เข้าใจเหตุผล
‘มันเก่าเกินไปจากระยะไกลอาจดูไม่ออกแต่ถ้าเข้าใกล้จะเห็นรอยร้าวและคราบสึกกร่อนอยู่หลายจุด’
เกราะของมันมีรอยร้าวเต็มไปหมด แทบจะหลุดออกจากกันได้ทุกเมื่อ
มันดูเหมือนถูกทิ้งไว้ที่นี่มานาน…เป็นร้อยปีอย่างน้อย
"......."
ผมมองไปยังบอสฝึกสอนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ส่วนหนึ่งของผมรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้ต้องสู้กับมันแต่อีกส่วนก็อดกังวลไม่ได้ว่าลิฟต์ที่อยู่ข้างหลังมันอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว
ผมเดินผ่านบอสฝึกสอนเปิดประตูและก้าวเข้าไปด้านในเห็นแท่นบูชาตั้งอยู่
ตรงกลางแท่นมีแผ่นศิลาเคลือบฝุ่นหนา
มันดูเหมือนถูกทิ้งไว้นานมากมากเกินไป
ผมเหยียบขึ้นไปอย่างไม่ลังเล
พื้นที่เหยียบยวบลงและแท่นหินขนาดใหญ่เริ่มสั่นและยกตัวขึ้น
โชคดีจริง ๆ
อย่างน้อยเจ้านี่ก็ยังใช้งานได้
‘ถ้าลิฟต์นี่ไม่ทำงานผมคงซวยหนักแน่’
ผมคิดในใจ ขณะยืนอยู่บนแผ่นศิลาที่กำลังลอยตัวขึ้น
ในเกม ขณะที่ลิฟต์หินไต่สูงขึ้น ผู้เล่นจะได้เห็นโลกภายนอกเป็นครั้งแรก
ภาพของโลกแฟนตาซีอันกว้างใหญ่ตระการตาปกคลุมด้วยแสงแดดเจิดจ้า
ทุ่งหญ้าเขียวขจีป่าไม้สุดลูกหูลูกตาและแนวเทือกเขายอดขาวบริสุทธิ์ที่ทอดตัวไปไกลสุดสายตา
โลกที่เต็มไปด้วยความพิศวงสัตว์มหัศจรรย์ที่ไม่มีในโลกจริงโบยบินอยู่บนท้องฟ้า และเสียงจิ้งหรีดร้องระงมในอากาศ
ความรู้สึกนี้ไม่เพียงปลอบประโลมหัวใจที่ผ่านด่านบททดสอบมาอย่างหนักหน่วง แต่ยังถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นซัด กระแทกลงกลางใจผม
ภาพของสิ่งแปลกใหม่และความโรแมนติกนั้น เป็นรางวัลที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่ผ่านการท้าทายกับบอสฝึกสอนในวิหารใต้ดินอันมืดมิด
พอได้สัมผัสมัน คุณจะลืมความยากลำบากในตอนเริ่มต้นไปหมด แล้วคุณจะคิดว่า "ว้าว เราโชคดีจริง ๆ ที่เริ่มเล่นเกมนี้"
มันคือสัญญาณว่า คุณได้ก้าวเข้าสู่โลกใบนี้แล้ว คุณได้เผชิญหน้ากับความท้าทาย และคุณได้ผ่านมันมาแล้ว
ประสบการณ์นั้นไม่มีวันลืม และมันคือสิ่งที่ดึงผมเข้าสู่เกมนี้ตั้งแต่ต้น
ความตื่นเต้นที่ผมรู้สึกตอนนี้ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ครั้งนั้นโดยตรง
ในเกม โลกใบนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามผ่านกราฟิก แต่ในความเป็นจริง มันยิ่งน่าทึ่งยิ่งกว่า
‘อีกไม่นาน’
อีกเพียงไม่กี่วินาที ประตูหินเบื้องบนก็จะเปิดออก และแสงจะสาดเข้ามา
และผมจะได้สัมผัสความตื่นเต้นนั้นอีกครั้ง
ผมคิดอย่างนั้น
ติ๊ง!
จนกระทั่งลิฟต์หยุดลงกะทันหัน
‘อะไรวะเนี่ย’
ผมเช็กดูว่าลิฟต์เสียหรือเปล่า แต่เปล่าเลย
มันไม่ได้พัง แต่เหตุผลที่มันหยุดง่ายมาก
มันขึ้นไปต่อไม่ได้แล้ว
ผมเอื้อมมือไปด้านบน และสัมผัสได้ถึงผิวหินแข็งอยู่เหนือศีรษะ
‘ประตูหินไม่เปิดเหรอ?’
ประตูหินที่ควรจะเปิดโดยอัตโนมัติเมื่อผมลอยตัวขึ้นมายังผิวดินบัดนี้ยังคงปิดสนิท ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อยลิฟต์ยังทำงานได้ดี แต่ประตูหินดันเสีย!
สรุปคือ ตอนนี้ผมติดอยู่ระหว่างลิฟต์กับประตูที่ปิดสนิท ทำอะไรไม่ได้เลย
และตอนนี้ก็เจอปัญหาใหม่ อากาศรอบตัวเริ่มบางลงเรื่อย ๆ
"เดี๋ยวนะ...นี่ผมจะติดอยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอ?"
ผมเริ่มตื่นตระหนก เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองอาจจะตายอยู่ตรงนี้โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้!"
ผมกำหมัดแน่น แล้วทุบลงบนประตูหินเต็มแรง
•
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วตรอกมืด
คนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันและเปิดฉากสู้กัน
แต่มีเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีปืนยิงใส่อีกฝ่ายเป็นกลุ่มอันธพาลร่างใหญ่เต็มไปด้วยรอยสักที่แขนข้างหนึ่ง
ฝ่ายที่พยายามต่อต้านพวกมันคือเหล่าคนงานที่พากันปิดล้อมตัวเองอยู่ในโรงงานขนาดใหญ่
สถานการณ์กำลังเป็นใจให้ฝั่งอันธพาล เพราะพวกมันมีจำนวนมากกว่า และอาวุธก็ดีกว่าเป็นเท่าตัว
"เฮ้ย!"
"พวกบ้าเอ๊ย! เยอะเกินไปแล้ว!"
"หยุดพวกมันไว้!ถ้าเสียที่นี่ไปเราไม่มีทางรอดแน่!"
คนงานเอาเศษซากต่าง ๆ มาปิดทางเข้าไว้แต่พวกเขาก็เทียบไม่ได้เลยกับอันธพาลที่ถือปืนครบมือ
เมื่อเวลาผ่านไป คนเจ็บก็ทยอยโดนลูกหลงไปทีละคน
"ไอ้พวกเลว! ล้อเล่นใช่ไหม ถึงขั้นจ้างอันธพาลมาจัดการกันเลยเรอะ?"
เรื่องทั้งหมดเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย
คนงานคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุขณะทำงานในโรงงาน แต่เจ้าของกลับไล่เขาออกโดยไม่จ่ายเงินเลยแม้แต่บาทเดียว
พวกคนงานโกรธจัดจึงรวมตัวกันนัดหยุดงานและยึดโรงงานปิดเครื่องจักรไอน้ำทั้งหมด
แต่แทนที่เจ้าของจะมาเจรจา กลับเลือกใช้วิธีว่าจ้างอันธพาลให้มาบุกตอนกลางดึก
การจู่โจมเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จนคนงานที่พยายามต่อต้านก็แทบทำอะไรไม่ได้
"ฆ่ามันให้หมด! นายจ้างต้องการให้เชื่อดไก่ให้ลิงดู!"
หัวหน้าแก๊งอันธพาลจ้องไปยังแนวปิดกั้นแล้วตะโกนสั่ง
พวกเขาได้รับว่าจ้างมาเพื่อฆ่า ซึ่งไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว
ในเมืองนี้ การฆ่าคนแลกเงินเป็นเรื่องปกติ
ไม่มีใครต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในย่านชานเมืองแบบนี้ไม่มีตำรวจ (ยาร์ด) กล้าเข้ามา
รู้แบบนี้แล้ว พวกมันจึงลั่นไกโดยไม่ต้องลังเล แต่แรงต้านจากฝ่ายคนงานกลับเกินคาด
พวกเขารู้ว่า ถ้าถูกไล่ออกไป ก็จบสิ้น
พวกเขาแทบหาเลี้ยงชีพแทบไม่พออยู่แล้ว ต่อให้หนีไปก็มีแต่จะอดตาย
คนงานที่มีครอบครัวต้องกัดฟันทนสุดชีวิต
"บุกเข้าไป! ฆ่ามันให้หมด!"
"อดทนไว้! ถ้าแพ้ ครอบครัวเราจะต้องนอนตายข้างถนน!"
การปะทะกันระหว่างคนที่พยายามยึดที่มั่นไว้สุดชีวิต กับคนที่พยายามบุกมากำลังเข้าสู่จุดเดือดสุดขีด
-ตุบ! ตุบ!
เสียงสั่นสะเทือนดังกระหึ่มมาจากที่ไหนสักแห่ง
ฟังดูเหมือนเสียงกลอง หรือไม่ก็ระเบิด แต่ไม่มีใครในสนามรบนี้ที่ไม่ได้ยินเสียงมัน
"เสียงอะไรน่ะ?""แผ่นดินไหวเหรอ?"
เสียงปืนเงียบลง การต่อสู้หยุดชะงักชั่วขณะ
ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่ว่าจะเป็นพวกมือปืนหรือคนงานที่อยู่หลังแนวกั้น
ในขณะเดียวกัน เสียงสั่นสะเทือนจากพื้นดินยังคงดังต่อเนื่อง
จังหวะของเสียงเริ่มถี่ขึ้น แรงขึ้น
ศูนย์กลางของเสียง...ใกล้เข้ามาทุกที
และในขณะนั้น ทุกคนก็รู้ว่าต้นตอของเสียงมาจากไหน
"ข้างใต้?"
เสียงนั้นมาจากใต้ดิน
-ครืนนนน-!!!
ทันใดนั้น พื้นดินระเบิดพังครืนดินโคลนกระจายว่อน และสมาชิกแก๊งหลายคนถูกแรงระเบิดเหวี่ยงกระเด็นลงพื้น
ฝั่งแก๊งตื่นตระหนกราวกับระเบิดลูกยักษ์เพิ่งจะระเบิดตรงหน้าพวกเขานึกว่าคนงานเป็นคนติดระเบิดเอาไว้
ในทางกลับกันคนงานก็สับสนไม่แพ้กัน
พวกเขาคิดว่าต่างก็นึกระเบิดนั่นเป็นฝีมือของพวกแก๊ง
ท่ามกลางความเงียบอันหนักอึ้ง ฝุ่นควันจากแรงระเบิดค่อย ๆ จางลง แล้วทุกคนก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางกลุ่มควัน
"อะไรวะนั่น?"
หัวหน้าแก๊งขมวดคิ้วแล้วพึมพำ
ชายแปลกหน้าที่โผล่ออกมาจากใต้ดินใส่ชุดที่ไม่คุ้นตา
"อัศวิน?"
เขาสวมเกราะสีเงินถึงจะเปื้อนดินเปรอะไปทั้งตัวแต่ก็คือเกราะแน่นอน
มีดาบคาดอยู่ที่เอว และมีโล่ติดอยู่ด้านหลัง
แม้แต่คนที่ไม่รู้เรื่องการต่อสู้ก็ยังดูออกว่านี่คือชุดของอัศวินในตำนานที่สาบสูญไปนานแล้ว
คำถามคือชายแปลกหน้านี่โผล่ออกมาจากใต้ดินทำไม?
"แกเป็นใครวะไอ้เวร!"
หนึ่งในแก๊งอันธพาลชี้ปืนใส่ พร้อมตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจ
อัศวินผมดำที่กำลังจ้องมองกำปั้นของตนเอง ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าคนที่เล็งปืนใส่เขา
ดวงตาสีดำสนิทของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ และเพียงแค่สบตากับดวงตาที่ลึกล้ำดั่งเหวไร้ก้นบึ้งนั้น ชายที่ถือปืนก็รู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้
"ตายซะ!"
-ปัง!
เขาลั่นไกทันที ปืนลูกโม่ซิงเกิลแอ็กชันปล่อยเปลวไฟจากปากกระบอก
ในวินาทีนั้น ทุกคนในที่นั้นนึกภาพเดียวกันขึ้นมาในหัว
อัศวินคงจะล้มลงเลือดกระจ่ายทั่วร่าง
แต่วินาทีนั้นเอง อัศวินก็ขยับตัว
-แว้บ!
ด้วยมือขวา อัศวินชักดาบที่เอวออกมาราวกับสายฟ้า แล้วยกขึ้นสะบัด ฟาดกระสุนกลางอากาศ
แน่นอนว่าไม่มีใครมองเห็นลูกกระสุน
มันมืดก็จริง แต่ดาบของอัศวินนั้นรวดเร็วเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะมองทัน
สิ่งเดียวที่ทุกคนเห็น คือประกายไฟสะท้อนกลางอากาศ และเสียงกระสุนที่ถูกฟันขาดกระเด็นกระทบพื้น
•
ผมรวบรวมสติเงียบ ๆ พลางสูดลมหายใจในอากาศเย็นสดชื่นอย่างโล่งอกที่ยังมีชีวิตรอด
บางอย่างไม่ปกติ
กำปั้นของผมกำแน่นอยู่ด้วยความพยายามสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด ผมทุบกำปั้นใส่ประตูหินสุดแรงเกิด ปกติแล้วกำปั้นของผมน่าจะถูกบดแหลกไปแล้ว
แต่กลับกัน กำปั้นของผมทิ้งรอยไว้บนประตูหิน พร้อมรอยร้าวที่แผ่กระจายออกมา
‘ประตูมันหนาแค่ไหนกันแน่วะ?’
ผมจำได้ว่าในเกม ประตูหินนี่หนาใช้ได้เลย
แต่ผมทุบมันด้วยมือเปล่า จากเศษดินที่กระจายออกมา แสดงว่ามีดินทับอยู่ด้านบนไม่น้อย แล้วผมก็เป่ามันกระเด็นไปหมด
‘แต่...มือผมยังดีอยู่’
ผมก้มมองกำปั้น แล้วจู่ ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
ตัวละครของผมในเกม เป็นอัศวินพเนจรที่เล่นมาแล้วรอบที่ 99
เกมนี้จะรีเซ็ตอาวุธและเงินทุกครั้งที่เล่นใหม่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ถูกรีเซ็ต นั่นคือค่าสถานะของตัวละคร
เพราะเหล่ามอนสเตอร์จะแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่เล่นซ้ำ ตัวละครของผู้เล่นจึงจะสืบทอดสถานะจากรอบก่อนหน้าไปด้วย
แน่นอนว่าผมอัปเลเวลถึง 99 จนไม่มีค่าสถานะอะไรให้เพิ่มอีกแล้ว ในฐานะอัศวินพเนจร
แน่นอน นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นจะเก่งเกินเกมได้ เพราะบอสก็โหดพอกัน และเกมนี้ก็ยากมากถึงขั้นที่ผมต้องตายซ้ำตายซาก
‘แต่ถ้าผมเข้าสู่โลกนี้ตอนเลเวล 99 ล่ะ’
แล้วตอนนี้ ความสามารถทางร่างกายของผมอยู่ในระดับไหนกันแน่?
"แกเป็นตัวอะไรวะ ไอ้เวร!"
จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมา
ผมหันกลับไปเห็นชายท่าทางเจ้าเล่ห์เหมือนพังพอน กำลังเล็งปืนใส่ผม
......เดี๋ยวนะ ปืน?
ผมเบิกตากว้าง
เกมนี้มันเป็นเกม RPG โลกเปิดแนวแฟนตาซียุคกลางไม่ใช่เหรอ
ใช่แล้ว มันบอกว่า “ยุคกลาง” แน่นอนว่ายุคนั้นไม่มีปืนแน่ ๆ
"ไม่ใช่แล้ว..." ผมคิด "สิ่งก่อสร้างรอบ ๆ นี่ก็แปลก"
ตอนแรกมันควรจะเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใด ๆ แต่ตอนนี้กลับมีตึก และมีโรงงานใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งหนึ่ง
ถึงปล่องควันจะไม่มีควันลอยออกมา แต่ใครมีสามัญสำนึกก็ต้องดูออกว่านั่นคือโรงงาน
นี่มันเหมือนกับฉากหลังในยุคศตวรรษที่ 19 มากกว่า
ขณะที่ผมจ้องปลายกระบอกปืนพร้อมคิดถึงเรื่องพวกนี้ เจ้าพังพอนก็หน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่ผมจะทันได้คิดอะไรมันก็กรีดร้องลั่นราวกับบ้าไปแล้ว
"ตายซะ!"
นิ้วของมันเหนี่ยวไกในจังหวะเดียวกับที่ร่างกายของผมตึงเครียดสุดขีด
และในขณะนั้น เวลาเหมือนจะช้าลง
ไม่สิ เวลาไม่ได้ช้าลง แต่ความคิดของผมเร็วขึ้นต่างหาก เลยทำให้ทุกอย่างดูช้าลง
และผมรู้จักเทคนิคนี้ดี
นี่คือ [ชะลอเวลา] หนึ่งในสกิลของคลาส [อัศวินพเนจร]
สกิลที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเวลาเคลื่อนไหวช้าลง
เป็นสกิลยอดนิยมในหมู่ผู้เล่นหน้าใหม่ เพราะมันช่วยให้วิเคราะห์รูปแบบการโจมตีของศัตรู และหลบหรือป้องกันได้
แน่นอนว่ามันมีข้อจำกัด
การชะลอเวลาจะกินเวลาไม่ถึงสามวินาที และไม่สามารถใช้ติดกันได้
แต่มันก็ทำงานขึ้นมาแล้วตอนนี้
ปลายปืนปล่อยเปลวไฟออกมา กระสุนพุ่งออกมาช้า ๆ ราวกับภาพสโลว์โมชั่น
ผมมองภาพนั้น แล้วก็ชักดาบออกจากเอวโดยไม่รู้ตัว
ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบนั้น มันเป็นแค่ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของร่างกาย
ผมจับดาบยาวมาตรฐานในมือแน่น แล้วเหวี่ยงใส่กระสุนที่พุ่งเข้ามา
คมดาบพุ่งออกไปด้วยเส้นทางที่มั่นคง แม่นยำ กระสุนถูกผ่าในอากาศแล้วกระเด็นลงพื้นเป็นชิ้น
‘บ้าชะมัด ดาบฟันกระสุนขาดได้ด้วยเหรอ’
ผมพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
"อะไรกันวะนั่น..."
ผมหันมองไปรอบ ๆ พบว่ามีสายตาหลายสิบคู่กำลังจ้องมาที่ผมด้วยความตะลึง