- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ผมก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่ายุคบรรพกาลซะงั้น
- บทที่ 46 แกล้งทำเป็นไม่เห็น
บทที่ 46 แกล้งทำเป็นไม่เห็น
บทที่ 46 แกล้งทำเป็นไม่เห็น
พอหยานเจียวกับชางซื่อออกจากเต็นท์กระโจม ก็เริ่มสั่งให้คนในเผ่าช่วยกันฉีกต้นป่านเป็นริ้ว งานนี้มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของเผ่ามังกรอัคคีอย่างมาก หากมีผ้าลินิน พวกเขาก็จะนำไปแลกกับเนื้อแดดเดียวได้เป็นจำนวนมาก เมื่อมีเนื้อกินจนท้องอิ่ม พวกเขาก็จะสามารถฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นได้
หยานเจียวเดินตรวจตราบริเวณที่สมาชิกเผ่าทำงาน ตะโกนเตือนว่า “ทุกคน ตั้งใจฉีกตามที่ท่านชาแมนต้องการ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงปากท้องของพวกเราทุกคน”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ท่านหัวหน้าเผ่า พวกเราควรเก็บเรื่องต้นป่านไว้เป็นความลับหรือไม่ขอรับ ข้ากลัวว่าจะมีคนอื่นแอบมาสอดแนมพวกเรา” ชางซื่อกวาดตามองรอบๆ และกระซิบว่า “ครั้งหน้า พวกเราฉีกต้นป่านให้เสร็จในป่าลึก แล้วค่อยขนเส้นใยกลับมาดีไหมขอรับ วิธีนั้นน่าจะปลอดภัยกว่า”
“อืม เดี๋ยวข้าจะลองไปปรึกษาท่านชาแมนดู” หยานเจียวพยักหน้า คิดว่ามันก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี พวกเขาจำเป็นต้องเก็บเรื่องเกี่ยวกับการผลิตผ้าลินินไว้เป็นความลับ รวมถึงพืชที่เป็นวัตถุดิบด้วย
“ว่าแต่ ทำไมอวี่อิงถึงไปอยู่ในเต็นท์กระโจมของท่านชาแมนหรือขอรับ” ชางซื่อถามด้วยความอยากรู้ เท่าที่เขารู้จักนิสัยของเด็กสาวหูจิ้งจอกขี้อายคนนั้น เธอไม่มีทางกล้าเข้าไปอยู่กับท่านชาแมนด้วยตัวเองแน่ๆ
*เฮอะ* หยานเจียวรู้สึกหงุดหงิดเมื่อได้ยินเรื่องนี้ [เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกเหรอ จะอวดเบ่งกันหรือยังไง]
“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” ชางซื่อเกาหน้าด้วยความสับสน
สีหน้าของหยานเจียวดูรำคาญอย่างเห็นได้ชัด “นางได้เป็นสตรีรับใช้ชาแมนน่ะสิ”
“เห จริงหรือขอรับ” ดวงตาสีม่วงของชางซื่อเบิกกว้างด้วยความดีใจ เขาถามด้วยความประหลาดใจ “หัวหน้าเผ่า ไม่ใช่ว่าท่านต้องการให้หยานฮัวเป็นสตรีรับใช้ชาแมนหรือขอรับ”
“ไม่ใช่เจ้าเป็นคนสั่งให้อวี่อิงเสนอตัวหรอกรึ” สีหน้าของหยานเจียวไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม เขากำหมัดแน่น อยากจะประเคนกำปั้นใส่ชายตรงหน้าสักสองสามที
“ไม่ขอรับ ข้าจะสั่งให้อวี่อิงไปเป็นสตรีรับใช้ชาแมนได้ยังไง นางขี้อายเสียขนาดนั้น” ชางซื่อกล่าวด้วยใบหน้าที่ขมขื่น
“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า อวี่อิงจะกล้าย้ายไปอยู่ในเต็นท์กระโจมของท่านชาแมนได้ยังไง” หยานเจียวกังวลจนแทบคลั่งเกี่ยวกับอนาคตของลูกสาวของเขา
“ข้านำทีมออกล่าตลอดสองวันที่ผ่านมา จะมีเวลาไปสั่งนางได้อย่างไรขอรับ” ชางซื่อเริ่มรู้สึกจนปัญญาที่จะอธิบายตัวเอง
“ไม่ใช่ว่าเจ้าสั่งนางไว้ล่วงหน้าหรอกรึ” หยานเจียวแค่นหัวเราะ
“…” หม่ายหมางเดินเข้าหาทั้งคู่จากด้านหลัง ตั้งใจจะรายงานสถานการณ์ประจำวันภายในเผ่า พอได้ยินบทสนทนาเข้า เขาจึงรู้ตัวว่าคนที่สนับสนุนให้อวี่อิงเข้าไปอยู่ในเต็นท์กระโจมของชาแมน… คือตัวเขาเอง
เขาค่อยๆ ย่องถอยออกมาอย่างเงียบๆ ตั้งใจไว้ว่าพรุ่งนี้ค่อยรายงานก็ได้ เขาไม่อยากโดนหัวหน้าเผ่าอัดจนน่วม ไม่อย่างนั้น เขาคงต้องนอนพักฟื้นถึงหนึ่งวันเต็ม
ชางซื่อเหลือบมองหม่ายหมางที่กำลังค่อยๆ ถอยหนีโดยไม่แสดงท่าทีอะไร ก่อนจะอธิบายต่อ “ท่านหัวหน้าเผ่า เชื่อข้าเถอะขอรับ ข้าไม่มีวันบังคับให้อวี่อิงทำสิ่งที่นางไม่เต็มใจอย่างแน่นอน”
“ถ้าไม่ใช่เจ้า หรือจะเป็นลูกสาวข้ากันนะ ที่เป็นคนสนับสนุนนาง” หยานเจียวกลอกตา
การที่อวี่อิงได้เป็นสตรีรับใช้ชาแมน เป็นข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว แต่เขาก็ยังทำใจไม่ได้ เขาหวังมาตลอดว่าลูกสาวของเขาจะได้เป็นสตรีรับใช้ชาแมน
“เป็นไปได้ขอรับ” ชางซื่อหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นหยานฮัวกำลังเดินออกจากเต็นท์กระโจมหลัก
ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัวเขาทันที เขาจึงกระซิบถามเบาๆ “ท่านหัวหน้าเผ่า ท่านคิดว่าสองสามวันที่ผ่านมา ใครอยู่ข้างกายท่านชาแมนมากที่สุดหรือขอรับ”
“ก็ลูกสาวข้าน่ะสิ” หยานเจียวย่อมนึกถึงลูกสาวของเขาในทันที
“ไม่ใช่ว่าหยานฮัวน่ะอยากเป็นนักรบโทเท็มมาตลอดหรือขอรับ ท่านต่างหากที่อยากให้นางเป็นสตรีรับใช้ชาแมน ท่านคิดว่าเป็นไปได้ไหม ว่านางจะเสนอให้อวี่อิงรับตำแหน่งแทนนาง” ฟันเฟืองในหัวของชางซื่อหมุนอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต ทั้งหมดก็เพื่อช่วยให้ตัวเขารอดพ้นจากการโดนอัด
“ก็น่าจะเป็นไปได้…” หยานเจียวยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกคล้อยตาม
ชางซื่อเอียงคอไปทางเต็นท์กระโจมหลัก พลางพูดว่า “หยานฮัวอยู่โน่นพอดีขอรับ ท่านหัวหน้าเผ่า ลองเรียกนางมาถามดูก่อน”
หยานเจียวหันไปเห็นลูกสาวของเขากำลังเดินไปทางเต็นท์กระโจมของตัวเอง เขาจึงตะโกนเรียกทันที “อาฮัว เจ้ามานี่หน่อย”
“หืมม” หยานฮัวยืนนิ่งทันที พลางหันไปเห็นสีหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์ของพ่อเธอ เธอเหลือบมองชางซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะรู้ตัวทันทีว่า พ่อคงจะรู้แล้วว่าเธอเป็นคนแนะนำให้อวี่อิงเป็นสตรีรับใช้ชาแมน
[ซวยแล้ว ท่านพ่อคงจะรู้ความจริงแล้ว ถ้าข้าเดินไป งานนี้โดนด่าแน่ๆ ข้าแกล้งทำเป็นไม่เห็น แล้วหนีไปซ่อนในเต็นท์กระโจมของท่านชาแมนสักพักก่อนดีไหมนะ] หยานฮัวพยายามใช้ความคิดหาทางเอาตัวรอดอย่างรวดเร็ว
เธอนึกว่าหลังจากยุ่งๆ ตลอดทั้งวัน พ่อของเธอน่าจะลืมเหตุการณ์เข้าใจผิดเมื่อเช้าไปแล้ว
แต่หลังจากเห็นท่าทีของเขาในขณะนี้ เขาคงจะกำลังโมโหยิ่งกว่าตอนเช้าเสียอีก ไหนจะ ‘เรื่องสตรีรับใช้ชาแมน’ พ่วงด้วย ‘เหตุการณ์เข้าใจผิดเรื่องชาแมนโดนวางยาพิษ’… ระดับความโกรธสะสมจากทั้งสองเหตุการณ์นี้ ย่อมหมายความว่าหากเธอเดินไปหา เธอจะต้องโดนลงโทษด้วยกำปั้นอย่างแน่นอน
“มีใครเรียกข้าหรือเปล่านะ หรือหูแว่วไปเอง” หยานฮัวพูดขึ้นลอยๆ แกล้งทำเป็นหันมองไปทางอื่น โดยไม่หันมาทางที่หยานเจียวยืนอยู่
จากนั้นเธอก็กลับหลังหันวิ่งเข้าเต็นท์กระโจมหลักในทันที ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นพ่อเธอ
“!!!???” หยานเจียวจ้องมองลูกสาวของเขาหายเข้าไปในเต็นท์กระโจมหลักอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงชายเต็นท์ที่ยังขยับอยู่ เขาถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่
“ท่านหัวหน้าเผ่า หยานฮัวจงใจแกล้งทำเป็นไม่เห็นท่านขอรับ” ชางซื่อย้ำเตือนเบาๆ
“…” มีเส้นเลือดปูดขึ้นที่หน้าผากของหยานเจียว ขณะที่เขาหันมาถลึงตามองชางซื่อ เขาแสยะยิ้มอย่างดุร้าย “ชางซื่อ เราไม่ได้ประลองฝีมือกันนานแล้ว เจ้าว่าไหม ข้าว่าวันนี้โอกาสเหมาะทีเดียว”
“ว่าไงนะขอรับ” ชางซื่อรู้สึกสับสน [ท่านตีลูกสาวตัวเองไม่ได้ เลยจะมาอัดข้าแทนงั้นเหรอ]
“ไปกันเถอะ” หยานเจียวดึงแขนข้างหนึ่งของชางซื่้อ และลากตัวเขาไปทางลานกว้างบริเวณใจกลางอาณาเขตเผ่า
เขาไม่กล้าบุกเข้าไปเอาเรื่องลูกสาวตัวเองในเต็นท์กระโจมของชาแมน แต่เขาไม่มีปัญหาในการทุบตีชางซื่อเพื่อระบายอารมณ์
“ท่านหัวหน้าเผ่า ทำไมถึงไร้เหตุผลเช่นนี้ขอรับ” ชางซื่อร้องออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“ไร้เหตุผลงั้นรึ” รอยยิ้มของหยานเจียว 'ส่องประกาย' มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เขาแสยะยิ้มอย่างดุร้าย “เจ้าละเลยหน้าที่ของตัวเอง ขัดคำสั่งท่านชาแมน”
“ขะ… ข้าก็ชดใช้ความผิดไปแล้วนี่ขอรับ” ชางซื่อประท้วง
“ท่านชาแมนให้อภัยเจ้าแล้ว แต่ข้ายัง” ในที่สุดหยานเจียวก็หาข้ออ้างดีๆ เจอ
“ม่ายยยย…”
*ตุบ ตับ*
“อย่าชกหน้าข้า”
“…”
“น่าสงสารเหลือเกิน” หม่ายหมางเดาะลิ้น ยืนกอดอกจ้องมองทั้งคู่ต่อสู้กันด้วยความสะใจ
หม่ายเหมาที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาพูดขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ ไม่ใช่ท่านเองหรือขอรับ ที่เป็นคนบอกให้อวี่อิงเสนอตัวรับใช้ท่านชาแมน”
“เงียบไปเลย” หม่ายหมางรีบเอามือปิดปากลูกชายไว้อย่างลนลาน หันไปมองบริเวณลานกว้างด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นว่าหยานเจียวกับชางซื่อไม่ได้ยิน เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาตัดสินใจแล้วว่า ลูกชายของเขาควรได้รับการ ‘อบรมสั่งสอน’
“ท่านพ่อ อย่าตีก้นข้าเลย มันน่าอายนะขอรับ”
“มันคือบทลงโทษที่เจ้าปากสว่างไงล่ะ เจ้าอยากเห็นพ่อตัวเองโดนอัดหรือยังไง”