- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ผมก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่ายุคบรรพกาลซะงั้น
- บทที่ 40 อาหารวันละสามมื้อ
บทที่ 40 อาหารวันละสามมื้อ
บทที่ 40 อาหารวันละสามมื้อ
ทั่วทั้งเผ่าต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทุกคนสามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า พื้นสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งก้อนหินที่เคยวางเกะกะก็ถูกยกทิ้งไป
“แยกอุจจาระกับเศษกระดูกที่แห้งแล้วไว้ต่างหาก อย่าเอาไปโยนทิ้งนะครับ กิ่งไม้พวกนั้นเอาไปกองรวมกันไว้ใช้เป็นฟืน”
“อย่าขุดถังเก็บน้ำให้กว้างกว่านี้นะครับ ขุดให้ลึกกว่านี้แทน ที่ด้านล่างเอาหินมาวางเรียง แล้วอัดดินให้แน่นที่สุด”
“ห้องอาบน้ำต้องมีร่องระบายน้ำทิ้งด้วยครับ เราจะระบายน้ำออกไป ห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำ”
“…”
ซูไป๋เดินไปรอบๆ อย่างต่อเนื่อง คอยดูแลจัดการการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก กังวลว่าความตรงไปตรงมาของสมาชิกในเผ่า อาจจะทำให้พวกเขาขาดความยืดหยุ่นในการทำงาน
ตัวอย่างเช่น นักรบฝึกหัดสองคนที่กำลังขุดถังเก็บน้ำคิดว่ายิ่งใหญ่มันน่าจะยิ่งดี จึงขุดให้มันกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงว่าแหล่งน้ำจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการเติมถังเก็บน้ำที่ใหญ่ขนาดนั้นให้เต็มได้หรือไม่
วัตถุประสงค์ของถังเก็บน้ำ คือการเก็บกักน้ำไว้ในตอนกลางคืนขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อน ในตอนกลางวัน น้ำอาจจะยังไม่ทันเต็ม สมาชิกในเผ่าก็คงจะใช้กันจนหมดแล้ว
“ท่านชาแมน ดื่มน้ำก่อนเจ้าค่ะ” อวี่อิงวิ่งมาหาซูไป๋พร้อมกับถ้วยน้ำในมือ
“ผมกำลังหิวน้ำพอดีเลยครับ” ซูไป๋รับถ้วยน้ำมาก่อนจะดื่มหมดภายในสองสามอึก
“ท่านชาแมน ต้องการน้ำเพิ่มอีกไหมเจ้าคะ” อวี่อิงถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“พอแล้วครับ” ซูไป๋ส่ายหัว มองดูหยานฮัวและคนอื่นๆ กำลังขนไม้ออกจากป่า
เขามองดูดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เดาเอาว่าขณะนี้น่าจะประมาณบ่ายโมงหรือบ่ายสองโมง [เลยเที่ยงแล้วสินะ]
“ทุกคนคงจะหิวกันหมดแล้ว” ซูไป๋พึมพำขณะเดินไปหาหยานฮัว
ทุกคนในเผ่าไม่ได้กินอาหารวันละสามมื้อ ปกติพวกเขาจะกินแค่สองมื้อ: มื้อแรกตอนประมาณ 10 โมงเช้า กับอีกมื้อตอนค่ำๆ
หยานฮัวลดไม้ลงจากไหล่เมื่อเห็นซูไป๋เดินเข้ามาใกล้ เธอรีบถามว่า “ท่านชาแมน จะสั่งการอะไรหรือเจ้าคะ”
“ให้ทุกคนพักก่อนครับ” ซูไป๋ส่ายหัว ขณะจ้องมองกองท่อนไม้ประมาณสามสิบท่อน กับกองหญ้าป่าที่วางซ้อนกันสูงหลายเมตร
“ท่านชาแมน พวกเรายังไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ” หยานฮัวเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก และพูดด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เราควรรีบขนไม้กลับมาเพิ่มตอนที่ยังมีแสงอาทิตย์อยู่เจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ งั้นก็พักดื่มน้ำสักหน่อยก่อนเถอะ” ซูไป๋ยืนกรานพลางโบกมือ
“เจ้าค่ะ” หยานฮัวตอบรับด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ หันไปสั่งให้ทุกคนหยุดพัก
สาวเขาวัวตะโกนสั่งเสียงดังฟังชัด “ท่านชาแมนบอกให้ทุกคนพักเหนื่อยครู่หนึ่งก่อน”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาสามารถพักเหนื่อยได้ คนในเผ่าส่วนใหญ่ต่างพากันยิ้ม โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ส่งเสียงเชียร์อย่างมีความสุข เพราะทุกคนทั้งเหนื่อยและหิว
“หวังว่าน้ำจะมาถึงทันวันนี้ มันน่าจะช่วยให้ทุกคนที่ทำงานหนักรู้สึกหายเหนื่อยลงได้บ้าง” ซูไป๋พึมพำกับตัวเอง
หม่ายหมางเดินเข้ามาใกล้พลางกล่าวว่า “ท่านชาแมน เราขุดหลุมสำหรับทำห้องสุขาทั้งสี่ห้องเสร็จแล้วขอรับ”
“คุณก็ควรพักเหมือนกันครับ ดื่มน้ำเข้าไปอีก” ซูไป๋เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของหม่ายหมาง เขาเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวานนี้ ร่างกายยังสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปไม่เสร็จ แต่เขาก็กลับมาทำงานหนักแล้ว
“ข้ายังไม่เหนื่อยขอรับ งานเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้สบายมาก” หม่ายหมางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ การเข้าป่าเพื่อออกล่านั้นทั้งเหนื่อยและอันตราย เขาเคยต้องไล่ตามสัตว์ร้ายตลอดวันอยู่หลายต่อหลายครั้ง
“พักสักหน่อยเถอะครับ หลังจากนี้ผมยังมีงานให้คุณทำเพิ่มอีก” ซูไป๋กล่าวอย่างอ่อนโยน
เขาจ้องมองไปที่หม่ายเหมา ซึ่งกำลังขุดทางระบายน้ำสำหรับห้องอาบน้ำ และถามด้วยความอยากรู้ว่า “ปีนี้ลูกชายของคุณอายุเท่าไหร่แล้วนะครับ เขาดูตัวผอมมากเลย”
“ยี่สิบเอ็ดปีขอรับ” แม้ใบหน้ากลมๆ ของหม่ายหมางจะดูอ่อนน้อม แต่น้ำเสียงของเขามีความรู้สึกรำคาญใจแฝงอยู่ “เขาไม่ยอมกินเนื้อสักเท่าไหร่ บอกว่าต้องการเหลือไว้ให้ข้ากิน เนื้อแค่ไม่กี่ชิ้น มันจะช่วยอะไรข้าได้ขนาดไหนเชียวขอรับ”
“…” ซูไป๋เงียบไป เข้าใจได้ทันทีว่าแม้แต่พวกนักรบโทเท็มก็ยังต้องประหยัดและอดมื้อกินมื้อไม่ต่างกัน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เผ่ามังกรอัคคีก็มีแต่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เขาจ้องมองเด็กๆ ที่อยู่ไกลออกไป และพูดขึ้นเบาๆ ว่า “เด็กพวกนี้โดยส่วนใหญ่ต่างอยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร หากมีอาหารเพียงพอ เผ่าควรกำหนดนโยบายกินอาหารวันละสามมื้อ ถ้าไม่ทำแบบนั้น ผู้คนจะไม่ได้รับสารอาหารมากเพียงพอ”
“ท่านชาแมน วันละสามมื้อคงจะยากเกินไปขอรับ แค่ได้กินวันละสองมื้อพวกเราก็พอใจแล้ว” หม่ายหมางส่ายหน้าทันทีที่ได้ยิน แม้กระทั่งนักรบโทเท็มก็ยังต้องกินอย่างประหยัด แบ่งครึ่งอาหารสำหรับมื้อเดียวให้กลายเป็นสองมื้อ
“ผมจะทำให้ทุกคนได้กินจนอิ่มท้อง เผ่าของเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ” ซูไป๋กล่าวอย่างแน่วแน่
“ขอรับ ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านชาแมน” หม่ายหมางพยักหน้าด้วยศรัทธาแรงกล้า
พอหยานฮัวมาถึง เธอก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านชาแมน ท่อนไม้เหล่านี้จะเอาไปทำอะไรหรือเจ้าคะ”
“หลักๆ ก็เอาไว้ทำห้องเรียนครับ” ซูไป๋อธิบาย ห้องสุขากับห้องอาบน้ำไม่จำเป็นต้องใช้ไม้มากนัก แต่ห้องเรียนจะต้องการเป็นจำนวนมาก
“ห้องเรียนคืออะไรหรือเจ้าคะ” หยานฮัวเอียงศีรษะด้วยความสับสน
“สถานที่สำหรับให้ทุกคนมาเรียนรู้วิธีการอ่านเขียนครับ” ซูไป๋ตอบด้วยเสียงนุ่มนวล เต็นท์กระโจมหนังสัตว์มีขนาดเล็กเกินไป แถมยังมีปัญหาเรื่องแสงสว่าง
“เรียนรู้วิธีการอ่านเขียนหรือขอรับ”
ดวงตาของหม่ายหมางเบิกกว้างด้วยความตกใจ และถามต่อว่า “ท่านชาแมนจะสอนให้ทุกคนอ่านเขียนได้หรือขอรับ”
เนื่องจากเป็นนักรบโทเท็มมานานกว่าทศวรรษ และเคยได้ไปเยี่ยมอาณาเขตเผ่าอื่นๆ มาแล้วหลายแห่ง เขาจึงมีความรู้มากกว่าสาวเขาวัว และเข้าใจถึงความสำคัญของการเขียนและการอ่าน
“ใช่ครับ เราต้องการทักษะการเขียนและการอ่าน เพื่อสืบทอดความรู้ให้กับลูกหลาน ทุกคนจะได้ฉลาดขึ้นด้วยครับ” ซูไป๋ยิ้มอย่างสดใส เมื่อนึกถึงคำพูดของผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบนโลก ‘การศึกษาคือทางรอดเพียงหนึ่งเดียว มันช่วยให้ผู้คนไม่ถอยออกห่างจากจุดเริ่มต้นมากจนเกินไป’
“เยี่ยมไปเลยขอรับ ในที่สุดเผ่าของเราก็จะมีระบบการเขียนเป็นของตัวเองแล้ว” หม่ายหมางตื่นเต้นถึงขีดสุด
เขาจำได้ว่าเคยไปเยี่ยมเผ่าอื่นๆ และเห็นลวดลายแปลกๆ ที่แกะสลักไว้บนแผ่นไม้ตามบ้านต่างๆ แต่เขาไม่เข้าใจความหมายเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าอับอาย และมันกลายเป็นหนามทิ่มแทงใจเขามาจนถึงทุกวันนี้