- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ผมก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่ายุคบรรพกาลซะงั้น
- บทที่ 35 สิ่งที่จะทำให้พวกเขาโอดครวญ
บทที่ 35 สิ่งที่จะทำให้พวกเขาโอดครวญ
บทที่ 35 สิ่งที่จะทำให้พวกเขาโอดครวญ
อาหารเช้าก็ยังคงเป็นเนื้อย่าง กินคู่กับผลเบอร์รี่สองสามชนิดที่สาวเขาวัวเก็บมา
ซูไป๋กินเพียงเนื้อย่างขนาดเท่าฝ่ามือหนึ่งชิ้น กับบลูเบอร์รี่ทรายสองสามลูกเท่านั้น เขาก็ไม่สามารถฝืนใจกินต่อได้อีก
“ท่านชาแมน กินอีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ” หยานฮัวพูดพลางเคี้ยวแก้มตุ่ย ทำให้คำพูดของเธออู้อี้ “ยิ่งกินเนื้อได้มาก ร่างกายท่านก็จะยิ่งแข็งแรง ส่วนผลเบอร์รี่มีไว้เพื่อแก้เลี่ยนเจ้าค่ะ”
“อื้ม อื้ม” อวี่อิงพยักหน้าซ้ำๆ อย่างเห็นด้วย ในปากของเธอก็มีอาหารอยู่เต็มไปหมดเช่นกัน ทว่า เนื้อที่อยู่ในปากของเธอนั้น เป็นสาวเขาวัวกับซูไป๋ช่วยกันใส่เข้าไป
“คุณสองคนกินเถอะครับ ผมอิ่มแล้ว” ซูไป๋ส่ายหน้า รู้สึกคิดถึงผักใบเขียวเล็กน้อย
รสชาติที่แสนจืดชืดของเนื้อย่าง เริ่มกลายเป็นความเลี่ยนเนื่องจากกินมากจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเขา เขามาจากโลกซึ่งมีวัฒนธรรมการทำอาหารที่หลากหลาย การปรับตัวจากความยากลำบากสู่ความหรูหรานั้นไม่ยาก แต่ในทางกลับกันแล้ว เป็นอะไรที่ลำบากยิ่ง
ที่สองสาวหูสัตว์กินกันได้อย่างมีความสุข ก็เพราะมันเป็นรสชาติที่พวกเธอคุ้นเคย เนื้อย่างจึงเป็นสิ่งที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยรู้จักมา
“ถ้างั้น พวกข้าไม่เกรงใจนะเจ้าคะ” หยานฮัวถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เมื่อเธอเห็นซูไป๋พยักหน้า ก็จัดแจงแบ่งเนื้อย่างสองไม้ที่เหลือซึ่งกำลังย่างอยู่ทันที
“ข้าไม่… ง่ำ…” อวี่อิงกำลังจะปฏิเสธ แต่ทันทีที่เธออ้าปาก เนื้อย่างก็ถูกยัดเข้าไป จากนั้นเธอก็เผลอเคี้ยวตามสัญชาตญาณ
“ปากบอกว่าไม่ แต่ร่างกายของคุณซื่อสัตย์จังเลยนะครับ” ซูไป๋มองดูสาวหูจิ้งจอกด้วยความขบขัน
*ง่ำ~~* อวี่อิงก้มหน้าลงด้วยความเขินที่โดนมองออก พยายามเคี้ยวเนื้อให้เร็วยิ่งขึ้น
“ตอนนี้มีคนเหลืออยู่ในเผ่ากี่คนครับ” ซูไป๋ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หยานฮัวตอบด้วยเสียงอู้อี้เนื่องจากมีเนื้ออยู่เต็มปาก “อืมม… ฉามฉิบเก้าคนเจ้าค่ะ”
“กลืนอาหารให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยพูดครับ” ปากของซูไป๋กระตุกเล็กน้อย
*อึก!* หยานฮัวกลืนเนื้อในปากของเธอ เช็ดปากที่มันเยิ้มด้วยแขนเสื้อ และกล่าวว่า “ผู้คนที่เหลืออยู่ในเผ่าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนที่เดินเหินไม่สะดวก กับนักรบฝึกหัดเจ้าค่ะ”
“งั้นก็แปลว่าในเผ่ามีแรงงานหลักจริงๆ อยู่แค่สามสิบสามคน ถูกไหมครับ” ซูไป๋ถามด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
“ควรนับรวมนักรบฝึกหัดอีกหกคนเข้าไปด้วยเจ้าค่ะ” หยานฮัวกล่าว รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่ชาแมนเมินคำพูดของเธอ ก่อนจะพูดต่อ “แล้วก็ยังมีนักรบโทเท็มปลดระวางที่สามารถทำงานฝีมือได้อยู่ด้วยเจ้าค่ะ”
“พาผมไปดูก่อนได้ไหมครับ” ซูไป๋ตัดสินใจออกตรวจภาคสนาม
“เจ้าค่ะ” หยานฮัวลุกขึ้นเดินไปทางชายเต็นท์กระโจม
“เซียวอวี่ หยิบภาพวาดบนหนังสัตว์จากโต๊ะหินไปด้วยนะครับ” ซูไป๋สั่ง
“เจ้าค่ะ” อวี่อิงวิ่งไปหยิบแผ่นหนังสัตว์อย่างว่าง่าย
ทันทีที่ซูไป๋ออกจากเต็นท์กระโจม เขาก็เห็นหม่ายหมางยืนอยู่ข้างๆ พร้อมชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง
“ท่านชาแมน ต้องการสิ่งใดหรือขอรับ” หม่ายหมางถามอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องรีบก็ได้ นี่ลูกชายคุณเหรอครับ” ซูไป๋ถามด้วยความสงสัย
“ขอรับ นี่ลูกชายข้า หม่ายเหมา ปีนี้เขาอายุยี่สิบเอ็ดปี เป็นนักรบฝึกหัดขอรับ” หม่ายหมางยกมือขึ้นตบหัวลูกชายตัวเองพลางดุด่า “รีบคารวะท่านชาแมนเร็วเข้า”
“ท่านชาแมน ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพ่อข้าไว้ขอรับ” หม่ายเหมาโค้งคำนับด้วยความเคารพ
เขาดูไม่เหมือนหม่ายหมางเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขาไม่อ้วนกลมเหมือนกับพ่อ ตัวของเขาผอมมาก ดูราวกับเสาไม้ไผ่
“คุณได้ขอบคุณผมไปแล้วนี่ ผมชอบหนังสัตว์ผืนนั้นมากเลยครับ”
ซูไป๋โบกมือ บอกกับพ่อและลูกชายว่า “ไม่ต้องมายืนเฝ้าตรงนี้ก็ได้ครับ วันนี้ผมจะไม่ออกนอกอาณาเขตเผ่า”
“ขอรับ” หม่ายเหมากับหม่ายหมางตอบพร้อมกัน
“ไปกันเถอะ พาผมเดินดูรอบๆ อาณาเขตเผ่าหน่อยครับ” ซูไป๋หันไปพูดกับสาวเขาวัว
สองครั้งก่อนหน้านี้เขายังไม่มีโอกาสได้สำรวจบริเวณรอบๆ อาณาเขตเผ่า เขาทำได้เพียงกวาดตามองอย่างเร่งรีบ ครั้งนี้เขาตั้งใจจะพิจารณาอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการปฏิรูปเผ่า
“เจ้าค่ะ” หยานฮัวออกเดินนำพลางอธิบาย “ท่านชาแมนกับเหล่านักรบโทเท็มจะอาศัยอยู่ตรงใจกลางอาณาเขตเผ่า ผู้สูงอายุกับคนที่เดินเหินไม่สะดวกจะอาศัยอยู่บริเวณรอบนอก”
เธอลอบมองซูไป๋ ราวกับกังวลว่าเขาอาจจะเข้าใจบางอย่างผิด จากนั้นจึงอธิบายต่อ “ที่นักรบโทเท็มอาศัยอยู่ชั้นในก็เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวชาแมนได้อย่างรวดเร็ว ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้สูงอายุอาสาที่จะอาศัยอยู่บริเวณรอบนอก เนื่องจากไม่ต้องการเป็นภาระของทางเผ่า”
“อืม” แววตาสีดำของซูไป๋สั่นไหวเล็กน้อย [การแบ่งชนชั้นนั้นมีอยู่ทุกที่ ผูู้เข้มแข็งย่อมได้กินดีอยู่ดี คู่ควรกับความสามารถของตน แค่พวกเขายังดูแลผู้สูงอายุก็ถือว่าค่อนข้างดีแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง เพราะถึงยังไง ที่นี่ก็ยังเป็นสังคมยุคโบราณ ซึ่งแตกต่างจากสังคมสมัยใหม่ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ และมีทั้งกฎหมายกับสวัสดิการต่างๆ เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในตอนนี้ ดังนั้น เราก็จะเก็บประเด็นนี้ไว้ในใจก่อน แล้วค่อยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภายหลัง อย่างน้อยที่สุด เราจะดูให้แน่ใจว่าพวกเขามีอาหารและเสื้อผ้าเพียงพอ]
ทั้งสามคนเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ อาณาเขตเผ่า
“แถวนี้ทั้งเหม็น สกปรก และรกเลอะเทอะ…” ซูไป๋ขมวดคิ้ว เขากวาดตามองรอบอาณาเขตเผ่า พบเห็นทั้งกองอุจจาระและเศษกระดูก มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
เขาจึงตระหนักว่าในเผ่าจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาดและดูแลด้านสุขอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ของแบคทีเรีย โดยเฉพาะเสียง ‘หึ่งๆ’ ของแมลงวันที่แสนจะน่ารำคาญในบริเวณนี้ [อยู่ต่างโลกแท้ๆ ก็ยังต้องมาเจอพวกแมลงวันน่ารำคาญนี่เหมือนเดิม]
“…” หยานฮัวและอวี่อิงต่างก้มหน้ามองพื้นด้วยความอับอาย เศษกระดูกบางส่วนบนพื้นก็เป็นฝีมือของพวกเธอเองเช่นกัน
ซูไป๋เหลือบมองหญิงสาวทั้งสองคน ก่อนจะสอดส่องไปทั่วเต็นท์กระโจมที่อยู่รอบๆ แล้วถามว่า “ตอนนี้ในเผ่ามีเด็กเล็กอยู่ทั้งหมดกี่คนครับ”
เราสัมผัสได้ว่าผู้คนพากันลอบมองทุกการเคลื่อนไหวของเขา ผ่านช่องว่างของเต็นท์กระโจม สายตาของคนเหล่านี้ไม่มีเจตนาร้ายใดๆ ส่วนใหญ่เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
“สิบเจ็ดคนเจ้าค่ะ ทั้งหมดล้วนอายุต่ำกว่าสิบสี่ปี” หยานฮัวตอบ
“มีเด็กเยอะขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย” ซูไป๋อุทานด้วยความประหลาดใจ
จากจำนวนสมาชิกเผ่าทั้งหมดเจ็ดสิบสองคน แท้จริงแล้วเป็นเด็กถึงสิบเจ็ดคน นี่เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับเขา
“ตอนที่เผ่าอสรพิษดำลอบโจมตีเผ่ามังกรอัคคีของเรา ท่านชาแมนชราสั่งให้ทุกคนช่วยกันอพยพเด็กๆ กับผู้หญิงที่กำลังท้องอยู่ก่อนเจ้าค่ะ”
สีหน้าของหยานฮัวหม่นลง ก่อนจะกัดฟันพูดต่อว่า “สุดท้ายเราก็ช่วยเด็กๆ ไว้ได้เพียงเท่านี้”
“ท่านทำถูกแล้วครับ เด็กๆ คืออนาคตของเผ่า” ซูไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ในใจรู้สึกนับถือชาแมนชรามากยิ่งขึ้น เขาเชื่อว่าชาแมนชราเหลือเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตทิ้งไว้ให้เผ่ามังกรอัคคี
“เห ทำไมเจ้าพวกเด็กๆ ตัวเปื้อนโคลนเหมือนวานรลักไข่ ถึงเงียบสนิทเลยนะวันนี้” หยานฮัวพูดด้วยความประหลาดใจ ดวงตาอันงดงามของเธอสอดส่องไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นเด็กๆ ที่มักพากันเล่นสวมบทบาทเป็นนักรบโทเท็ม
วานรลักไข่เป็นสัตว์ร้ายโลหิตผสมชนิดหนึ่ง พวกมันชอบย่องเข้าไปในรังของสัตว์ชนิดอื่น และเชี่ยวชาญการขโมยลูกอ่อนและไข่ของสัตว์ร้ายต่างสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังฉลาดเป็นพิเศษ สามารถใช้ก้อนหินเป็นอาวุธและเบี่ยงเบนความสนใจของสัตว์ร้ายที่ทำหน้าที่ปกป้องไข่กับลูกอ่อนได้อีกด้วย ดังนั้น ในยุคสมัยนี้ พวกมันจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของการเล่นซุกซนและสร้างปัญหา
“ไม่ต้องห่วงครับ ต่อไปพวกเขาก็จะไม่มีโอกาสได้สร้างปัญหาอีกแล้ว” มุมปากของซูไป๋ยกขึ้นขณะกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ตอนนี้พาผมไปหาคนที่ชำนาญงานไม้ที่สุดทีครับ”
“ทำไมล่ะเจ้าคะ” หยานฮัวถามด้วยความสงสัยขณะออกเดินนำ “ท่านชาแมนจะลงโทษเด็กๆ พวกนี้หรือเจ้าคะ”
“พวกเขาแค่ไม่มีการบ้านทำครับ” ซูไป๋เอ่ยถึงสิ่งที่จะทำให้เด็กๆ 'โอดครวญ' ในอนาคต
“การบ้านหรือเจ้าคะ” หยานฮัวรู้สึกสับสน ไม่แน่ใจว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร
“อีกไม่นานคุณก็รู้เองครับ รับรองจะจำได้ฝังใจเลย” ซูไป๋ยิ้มอย่างมีเลศนัย ไม่มีใครในเผ่าสามารถหลบเลี่ยงจากมันได้