เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ไม่มีใครรู้หนังสือสักคน

บทที่ 16 ไม่มีใครรู้หนังสือสักคน

บทที่ 16 ไม่มีใครรู้หนังสือสักคน


ที่ด้านนอกเต็นท์ ซูไป๋ยืนดึงคอเสื้อของเขาอย่างกระอักกระอ่วนใจ

“พรืด…” หยานฮัวพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ดวงตาสีแดงของเธอจ้องมองสีหน้าที่เคอะเขินของซูไป๋ด้วยความรู้สึกสนุก โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ฟังบทสนทนาภายในเต็นท์ เธอแทบหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น

“อะแฮ่ม…” ซูไป๋กระแอมและถามด้วยเสียงกระซิบว่า “เด็กสาวหูจิ้งจอกที่ชื่ออวี่อิงคนนั้น ใช่เพื่อนของคุณไหมครับ”

“เจ้าค่ะ อวี่อิงน่ะทั้งขยันแล้วก็มีน้ำใจ แค่บางครั้งอาจจะดื้อรั้นเกินไปหน่อย” หยานฮัวกล่าวชม แล้วก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจนปัญญาตอนประโยคสุดท้าย

“มีอะไรเหรอครับ” ซูไป๋ถามด้วยความสงสัย

“อวี่อิงน่ะเป็นหลานสาวแท้ๆ ของท่านลุงชางซื่อ พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ป้าของเธอก็เลยรับไปเลี้ยงดู” หยานฮัวเผยความจริงบางส่วน “แต่เมื่อไม่นานมานี้ ท่านป้าของเธอตั้งครรภ์ อวี่อิงก็เลยย้ายออกมา บอกว่าไม่อยากอยู่เป็นภาระในครอบครัวของท่านลุงอีกต่อไป”

“ผมคิดว่าเธอทำถูกแล้วนะครับ” ซูไป๋เห็นด้วย

“แต่อวี่อิงก็สามารถอยู่ช่วยงานที่เต็นท์ของท่านลุงชางซื่อต่อได้นะเจ้าคะ อยู่ที่นี่ เธอแทบจะไม่มีเนื้อกินเลย” หยานฮัวมองบนอย่างไม่พอใจ

“ผมคิดว่าคุณคงไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอ” ซูไป๋ส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในคอ

“หา ข้าไม่เข้าใจอวี่อิง หมายความว่ายังไงเจ้าคะ ข้าเป็นเพื่อนสนิทของเธอนะ” หยานฮัวจ้องมองด้วยดวงตาสีแดงของเธอขณะโต้เถียง

“เมื่อไหร่ก็ตามที่สิ่งที่คุณให้กับสิ่งที่คุณได้รับแตกต่างกันมากเกินไป คุณจะเกิดความรู้สึกผิด” ซูไป๋ค่อยๆ อธิบาย

ตัวเขาเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน และก็เคยรู้สึกแบบนี้เช่นกัน ในตอนที่ยังอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คนเราไม่ควรมองว่าตนสมควรได้รับความช่วยเหลืออย่างไม่มีเงื่อนไข มันจะทำให้คนเหล่านั้นเกียจคร้านและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จนเป็นการทำร้ายตัวเองในท้ายที่สุด

“หมายความว่ายังไงเจ้าคะ” หยานฮัวยิ่งฟังยิ่งงง ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมันก็ฟังดูน่าจะสมเหตุสมผล แต่เธอยังไม่อาจเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้

“เรื่องพวกนี้ มันขึ้นอยู่กับพื้นเพที่คนๆ หนึ่งเติบโตมาด้วย คุณจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรหรอกครับ” มุมปากของซูไป๋ยกขึ้นเล็กน้อย สงสัยว่าเขาจะได้ตัวสตรีรับใช้ชาแมนที่ต้องการแล้ว

“ท่านชาแมน งั้นก็แปลว่าอวี่อิงมีคุณสมบัติเหมาะสมใช่ไหมเจ้าคะ” หยานฮัวถามอย่างกังวลใจ

“เรียกเธอออกมาก่อนครับ มีคำถามสองสามข้อที่ผมอยากถามเธอ” ซูไป๋ตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หยานฮัวรีบยกชายเต็นท์ขึ้น และส่งเสียงเรียกเข้าไปด้านใน “อวี่อิง ท่านชาแมนต้องการพบเจ้า”

“กะ กำลังไปเจ้าค่ะ” อวี่อิงตอบอย่างหวั่นใจ

“โอ้โห ท่านชาแมนมาหาอวี่อิงด้วยตัวเองเลยหรือนี่”

“หรือว่าจะมาเพื่อคัดเลือกอวี่อิงเป็นสตรีรับใช้ชาแมนกันนะ”

“…”

เมื่อได้ยินทั้งสองพูดเช่นนี้ อวี่อิงก็รู้สึกใจหายวูบ เธอรีบจัดชุดและทรงผมของเธอให้เรียบร้อยที่สุด

“ฟู่ว…” เธอสูดลมหายใจลึกๆ และเป่าลมออกทางปากสองสามครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากเต็นท์ ทันทีที่เห็นซูไป๋ยืนอยู่ เธอก็ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ

[ท่านชาแมน ทำไมท่านชาแมนถึงมาอยู่ที่นี่] นี่คือความคิดเดียวภายในหัวของอวี่อิงตอนนี้

ยิ่งเห็นดวงตาสีดำขลับของซูไป๋ที่จ้องมองมา ยิ่งทำให้เธอวางตัวไม่ถูก คำพูดของหญิงสาวสองคนในเต็นท์เมื่อครู่นี้แล่นเข้ามาในหัว ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที

“…” ซูไป๋มองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังอยู่ในเต็นท์ เขายังมองเธอได้ไม่ถนัดนัก และเพิ่งจะได้เห็นอวี่อิงชัดๆ ก็ตอนนี้ ถ้าจะให้สรุปเกี่ยวกับตัวเธอแบบสั้นๆ ด้วยคำเดียว ก็คงจะเป็น ‘สีชมพู’

ผมสีชมพู หูจิ้งจอกสีชมพู ดวงตาสีชมพู และหางจิ้งจอกสีชมพูที่ฟูนุ่ม กับปลายหางสีขาว

เธอสูงประมาณ 1.55 เมตร ถึงแค่หน้าอกของซูไป๋เท่านั้น แต่ขนาดหน้าอกของหญิงสาวนั้นช่างขัดแย้งกับส่วนสูงอย่างสิ้นเชิง เขามั่นใจว่ามันใหญ่กว่าของหยานฮัวที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอในขณะนี้อย่างเห็นได้ชัด

ซูไป๋แอบลอบมองหน้าอกของหยานฮัว ก่อนจะก้มมองหน้าอกของอวี่อิงอีกครั้ง เขาอดส่ายหน้าช้าๆ ไม่ได้ [นี่สินะ ที่เรียกว่าฟ้ากับเหว]

“ท่านชาแมน ท่านกำลังคิดเรื่องหยาบคายอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ” หยานฮัวกล่าวพร้อมกับหรี่ดวงตาสีแดงของเธอ

“เปล่าครับ ไม่จริงเลย อย่าใส่ร้ายผมแบบนั้นสิครับ” ซูไป๋รีบเงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว

“เชอะ” หยานฮัวแค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา กอดอกและเชิดคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง

ดวงตาสีแดงของเธอหลุบต่ำลงเล็กน้อยขณะจ้องมองที่บริเวณหน้าอกของอวี่อิง เธอใช้ท่อนแขนดันที่หน้าอกของตัวเอง ก่อนจะรู้สึกผิดหวังอย่างรวดเร็ว ทำไมกันนะ เธอก็ฝึกฝนร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ทำไมไม่เห็นมันจะโตขึ้นบ้างเลย แบบนี้ถ้าต่อไปเธอมีลูก ก็คงจะลำบากแย่

“อวี่อิง คุณเขียนหนังสือได้ไหมครับ” ซูไป๋ถามด้วยความคาดหวัง

“ขะ ข้าเขียนหนังสือไม่ได้เจ้าค่ะ” อวี่อิงตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาราวกับเสียงกระซิบ และบิดตัวไปมาอย่างเขินอาย

“ท่านชาแมน นอกจากท่านชาแมนคนก่อน ในเผ่าไม่มีใครเขียนหนังสือได้หรอกเจ้าค่ะ แล้วก็ ไม่มีใครอ่านหนังสือออกเลยด้วย” หยานฮัวถอนหายใจ

“ว่าไงนะครับ ไม่มีใครรู้หนังสือสักคนเลยเหรอ” ซูไป๋ถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ [แปลว่าทุกคนในเผ่า ไม่มีใครรู้หนังสือแม้แต่คนเดียว]

“เจ้าค่ะ เผ่าของเราไม่มีระบบการเขียนเป็นของตัวเอง” หยานฮัวพยักหน้าเพื่อยืนยัน และอธิบายต่ออย่างฉะฉานว่า “เฉพาะเผ่ามหาอำนาจเท่านั้นเจ้าค่ะ ที่มีระบบการเขียนเป็นของตัวเอง พวกเราไม่มีใครที่สามารถสอนวิธีการอ่านและเขียนได้”

“คุณหมายความว่า ระบบการเขียนของแต่ละเผ่ามหาอำนาจก็จะแตกต่างกันไปเหรอครับ” ซูไป๋ถามด้วยเสียงแหบแห้งและเหนื่อยล้า

“เจ้าค่ะ” หยานฮัวตอบ

“…” หางตาของซูไป๋ถึงกับกระตุก [บ้าจริง อยากร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด แล้วแบบนี้เราจะแก้ไขปัญหาเรื่องการไม่รู้หนังสือได้ยังไงกัน ในเมื่อตัวเราก็ถือเป็นคนไม่รู้หนังสือในยุคสมัยนี้เช่นกัน]

[นี่เราต้องเริ่มหัดอ่านเขียนใหม่หมดเลยงั้นเหรอ แต่ระบบการเขียนของแต่ละเผ่ามหาอำนาจก็ดันไม่เหมือนกันอีก แล้วจะให้เราไปเรียนให้ครบทุกระบบเลยหรือไง ไหนจะอักขระชาแมน ที่เฉพาะคนที่มีพลังจิตและความสามารถมากพอเท่านั้น ถึงจะเรียนรู้ได้ นี่เรายังต้องเรียนภาษาพวกนี้เพิ่มอีกเหรอเนี่ย…]

[เดี๋ยวนะ… แล้วทำไมเราต้องไปเรียนระบบการเขียนของเผ่าอื่นด้วยล่ะ ถ้าเราไม่ได้อยากเป็นฝ่ายติดต่อค้าขายกับพวกนั้น ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องไปอ่านสิ่งที่พวกนั้นเขียนในตอนนี้นี่นา] ซูไป๋ถามและตอบตัวเองในใจพลางขมวดคิ้วแน่น

[อันที่จริงแล้ว ถ้าเผ่ามังกรอัคคีเติบโตจนเป็นหนึ่งในเผ่ามหาอำนาจ เผ่าอื่นๆ ก็ควรจะเป็นฝ่ายต้องมาเรียนระบบการเขียนของเราไม่ใช่เหรอ เราก็สามารถสร้างอิทธิพล แล้วเป็นฝ่ายเผยแพร่ภาษากับวัฒนธรรมของเราให้เผ่าอื่นๆ แทนก็ได้นี่นา]

ดวงตาของซูไป๋เป็นประกายขึ้นในทันที [ทำในสิ่งตรงข้าม อย่าเป็นฝ่ายเข้าร่วมคนอื่น ให้พวกนั้นต่างหาก เป็นฝ่ายมาเข้าร่วมกับเรา]

[เอาล่ะๆ ยอมรับก็ได้ เราก็แค่ขี้เกียจ และไม่อยากไปเรียนระบบการเขียนและภาษาของเผ่าอื่นๆ เอาตรงๆ ใครจะรู้ว่ามีกี่เผ่าที่มีระบบการเขียนและภาษาเป็นของตัวเอง ถ้ามีแค่หนึ่งหรือสองเผ่ามหาอำนาจที่พัฒนาระบบการเขียนได้แล้วจริงๆ เอาไว้เราค่อยเรียนตอนมีโอกาสก็ได้ ดีล่ะ]

[ถ้าเป็นแบบนั้น เราก็จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องการไม่รู้หนังสือ เราจะใช้ระบบการเขียนแบบอักขระตัวย่อของโลกก็แล้วกัน] ซูไป๋ฉีกยิ้มกว้าง

หยานฮัวกับอวี่อิงต่างยืนมองหน้ากัน สื่อสารกันผ่านทางสายตาว่า [นี่ ท่านชาแมนเป็นอะไรมากไหมเนี่ย]

จบบทที่ บทที่ 16 ไม่มีใครรู้หนังสือสักคน

คัดลอกลิงก์แล้ว