เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 มีคนขายผ้าลินินบ้างไหม

บทที่ 12 มีคนขายผ้าลินินบ้างไหม

บทที่ 12 มีคนขายผ้าลินินบ้างไหม


“อัฐิธาตุ คืออะไรหรือขอรับ” ชางซื่อรีบถามต่อ

“มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเผาศพของคนที่สั่งสมบุญบารมีเอาไว้มากพอ” ซูไป๋เล่าถึงตำนานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าจากโลก และค่อยๆ อธิบายว่า “นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสเห็นของจริงด้วยตาตัวเองเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ ผมก็แค่ได้ยินเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา”

“บุญบารมีคืออะไรหรือขอรับ” ชางซื่อขมวดคิ้ว

“ความดีน่ะ” ซูไป๋ตอบอย่างเรียบง่าย

“ท่านเป็นคนดี ท่านเป็นคนที่ดีที่สุดในโลก” ทั้งหยานเจียวและชางซื่อต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“เก็บรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ดีเถอะครับ ในอนาคต หลังจากที่เรายึดดินแดนบรรพชนของเผ่าเราคืนมาได้ เราจะสร้างวิหารเอาไว้ให้ผู้คนเข้าไปสักการะบูชาอัฐิธาตุดวงนี้” ซูไป๋ยื่นอัฐิธาตุคืนกลับไป สิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องระลึกถึงชาแมนผู้ล่วงลับ

“อืม” หยานเจียวพยักหน้า เขาใช้สองมือรับอัฐิธาตุกลับมา ก่อนจะนำมันใส่ลงในถุงหนังอย่างทะนุถนอม

“ท่านชาแมน จากนี้เราควรทำอย่างไรต่อไปขอรับ” ชางซื่อถามด้วยความกังวล “เนื้อแดดเดียวที่เหลืออยู่ในเผ่ามีจำนวนน้อยเกินไป น่าจะมีไม่พอแบ่งให้เหล่านักรบฝึกหัดกิน”

ซูไป๋นั่งลงบนพื้นและถามว่า “เรามีนักรบฝึกหัดอยู่ทั้งหมดกี่คนเหรอครับ”

“ทั้งหมดหกคนขอรับ” หยานเจียวตอบ

“แค่นั้นเองเหรอ” ซูไป๋อดประหลาดใจไม่ได้

“เดิมเรามีอยู่ทั้งหมดยี่สิบหกคน แต่ในระหว่างการอพยพ พวกเขาถูกนักรบโทเท็มของเผ่าอสรพิษดำจับตัวไปขอรับ” หยานเจียวอธิบายอย่างรวดเร็ว

“แล้วตอนนี้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ไหมครับ” ซูไป๋ถาม พร้อมกับหรี่ดวงตาของเขาลง

“มีโอกาสสูงที่จะถูกฆ่าตาย แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะกลายเป็นทาสขอรับ” หยานเจียวตอบพลางกัดฟันแน่น

“เผ่าอสรพิษดำอยู่ห่างจากเรามากแค่ไหนเหรอครับ” ซูไป๋ถามพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ ตราบใดที่เด็กๆ ยังไม่ตาย ก็ควรที่จะหาโอกาสไปช่วยกลับมา แม้ว่าจะกลายเป็นทาสไปแล้วก็ตาม

“ใช้เวลาเดินทางประมาณห้าวัน แต่ถ้านักรบโทเท็มเร่งเดินทางอย่างเต็มที่ ก็ประมาณสามวันขอรับ” หยานเจียวนึกว่าซูไป๋เกิดความรู้สึกกลัว แต่ก็มองว่าการจะพูดออกมาตรงๆ คงจะไม่ดีนัก เขาจึงทำได้เพียงปลอบใจอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ท่านชาแมน โปรดวางใจ เผ่าอสรพิษดำจะไม่มาที่นี่อย่างแน่นอน”

“อ้าว ทำไมล่ะครับ” ซูไป๋ถามด้วยความประหลาดใจ

“ที่นี่แทบจะไม่มีเหยื่อให้ล่าเลยขอรับ” หยานเจียวอธิบายอย่างไร้อารมณ์ และก็ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้เผ่ามังกรอัคคีของพวกเขา สามารถรอดพ้นจากหายนะมาได้

“พูดอีกอย่างก็คือ เผ่าของเราเองก็ไม่อาจลงหลักปักฐานที่นี่ได้อย่างมั่นคงเช่นกัน ถูกไหมครับ” ซูไป๋จ้องมองหยานเจียวด้วยดวงตาสีดำของเขาอย่างจริงจัง

“ขอรับ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น” หยานเจียวลังเลก่อนจะพยักหน้าตอบ

“เข้าใจแล้วครับ” มุมปากของซูไป๋ยกขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการตอนนี้คือเวลาในการพัฒนาสิ่งต่างๆ เรื่องอื่นๆ ล้วนสามารถค่อยๆ แก้ไขกันไปทีละอย่างได้

“ท่านชาแมน สถานการณ์ล่าสุดค่อนข้างเลวร้ายทีเดียว พวกเราแทบจะล่าเหยื่อไม่ได้เลยขอรับ” ชางซื่อกล่าว

“เล่าสถานการณ์เกี่ยวกับการล่าสัตว์ให้ผมฟังหน่อยครับ” ซูไป๋วางแผนที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ

“สัตว์ป่าแถวนี้มีน้อยเกินไป และแทบจะไม่มีสัตว์ร้ายอยู่เลยขอรับ การเดินทางเพื่อตามหาเหยื่อ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม และต้องใช้เวลาอีกสามวัน จึงจะล่าเหยื่อได้มากเพียงพอ” ชางซื่อส่ายหัวพลางถอนหายใจ

เมื่อวานนี้ ชาแมนชรายังได้บอกเรื่องสัตว์ร้ายกับซูไป๋ด้วย พวกมันเองก็สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ สัตว์ร้ายโลหิตผสม สัตว์ร้ายโลหิตบริสุทธิ์ สัตว์ร้ายโลหิตบรรพกาล และสัตว์ร้ายโลหิตราชันย์

สัตว์ทั่วไปอย่างไก่ป่า กระต่ายป่า และหมูป่า ถือเป็นสัตว์ธรรมดา

เพื่อฟื้นฟูพลังชี่และพลังชีวิต นักรบโทเท็มจำเป็นต้องรับประทานเนื้อสัตว์ร้ายเป็นจำนวนมาก ควบคู่ไปกับการฝึกฝนร่างกาย

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูไป๋ก็ถามว่า “เนื้อแดดเดียวที่เราเก็บไว้ตอนนี้ ทั้งเผ่าของเราสามารถกินได้กี่วันเหรอครับ”

“ถ้าให้ทุกคนในเผ่ากินหรือขอรับ” หยานเจียวถาม

“ก็ใช่น่ะสิ ในอนาคต ผมอยากให้ทุกคนสามารถกินเนื้อได้จนกว่าจะอิ่มท้องครับ” ซูไป๋ตอบตามความสัตย์จริง

“…” หยานเจียวและชางซื่อถึงกับพูดอะไรไม่ออก พวกเขาจ้องมองชาแมนประจำเผ่าคนใหม่ราวกับเขาเป็นคนบ้า เขาพูดเรื่องโง่ๆ แบบนี้ออกมาได้ยังไงกัน แม้กระทั่งตอนที่พวกเขายังอยู่ในดินแดนบรรพชนของเผ่า ก็ยังมีเนื้อไม่พอแจกจ่ายให้ทุกคนกินจนอิ่มเลย

“ท่านชาแมน มันเป็นไปไม่ได้หรอกขอรับ” หยานเจียวเอามือแตะเขาโค้งบนหัวของตัวเอง ก่อนจะแนะนำว่า “เนื้อแดดเดียวที่เผ่าของเราสำรองเอาไว้นั้น คงหมดภายในไม่ถึงหนึ่งวัน หากทุกคนกินจนอิ่มขอรับ”

“ใช่ขอรับ พวกเด็กๆ น่ะก็เหมือนลูกหมาป่า มีเนื้อเท่าไหร่ก็ไม่พอกินขอรับ” ชางซื่อกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น

เขาเองก็อยากให้ทุกคนในเผ่าได้กินเนื้อจนอิ่มเหมือนกัน แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร หากอาศัยทีมนักล่าของพวกเขา ซึ่งมีนักรบโทเท็มอยู่เพียงแค่หกคน ทุกคนคงจะเหนื่อยจนขาดใจตายก่อนจะทำได้สำเร็จเสียด้วยซ้ำ

“ถ้าพึ่งพาการล่าอย่างเดียว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้หรอกครับ” ซูไป๋ตอบพร้อมส่ายหน้า เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนนักรบโทเท็มกับจำนวนสมาชิกเผ่าปัจจุบัน ต่อให้มีนักรบโทเท็มมากกว่านี้อีกเท่าตัว ก็คงไม่อาจแก้ไขปัญหาเรื่องอาหารและเสื้อผ้าได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การฝึกฝนนักรบโทเท็มก็ใช้เวลานานเกินไป แถมยังต้องการเนื้อและโลหิตสัตว์ร้ายเป็นจำนวนมากในการฟื้นฟูพลังอีกต่างหาก การเพิ่มจำนวนกำลังคนอย่างรวดเร็ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

“เอ่อ…” หยานเจียวกับชางซื่อยิ่งรู้สึกจนปัญญาหนักกว่าเดิม

“ท่านชาแมน หากเราไม่พึ่งพาการล่า งั้นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีเนื้อกินสิขอรับ” หยานเจียวตอบอย่างซื่อๆ เขารู้สึกว่าชาแมนคนใหม่นั้น ยังอายุน้อยและด้อยประสบการณ์มากเกินไป เขามองปัญหาที่แสนซับซ้อนนี้อย่างตื้นเขินยิ่งนัก

ซูไป๋ไม่อธิบายอะไร แต่ถามต่อว่า “พวกคุณรู้จักผ้าลินินไหมครับ”

“พวกเราย่อมรู้จักขอรับ ผ้าลินินเป็นของหายาก มีเพียงเผ่ามหาอำนาจเท่านั้น ที่จะมีผ้าลินินใช้” ชางซื่อเป็นฝ่ายชิงตอบก่อน แววตาสีม่วงของเขาสว่างเป็นประกายขึ้นมา ตัวเขาเองก็หวังว่าจะได้มีโอกาสสวมผ้าลินินเช่นกัน

มุมปากของซูไป๋ยกขึ้น เขาคาดเดาว่าผ้าลินิน น่าจะเพิ่งเริ่มได้รับความนิยม และถือได้ว่าเป็นสินค้าพิเศษของชนเผ่าใหญ่ๆ หรือบางทีอาจเป็นสินค้าผูกขาดที่มีเพียงไม่กี่เผ่าเท่านั้นที่สามารถผลิตได้

เขาถามต่อว่า “ในบรรดาพวกคุณ มีใครบ้างที่คุ้นเคยกับตลาดนัดของเผ่ากวางลายจุดครับ”

“พวกเราต่างก็เคยไปที่นั่นครั้งสองครั้งขอรับ” หยานเจียวตอบ

“แล้วมีคนขายผ้าลินินที่นั่นบ้างไหมครับ” ซูไป๋ถาม พร้อมกับจ้องมองทั้งสองคน รอฟังคำตอบอย่างตั้งใจ

“ขอรับ แต่ก็มีจำนวนที่ค่อนข้างน้อย เพราะทันทีที่มีคนเอาออกมาขาย ก็จะถูกกว้านซื้อไปจนหมด” ชางซื่อพยักหน้า พลางเล่าถึงประสบการณ์อันขมขื่นในอดีต “ก่อนหน้านี้ ตอนที่ท่านหัวหน้าทีมซ่งเจินพาพวกเราไปที่นั่น เราเองก็อยากซื้อผ้าลินินสักม้วนหนึ่งเพื่อนำไปตัดชุดให้กับท่านชาแมน แต่เรานำเนื้อแดดเดียวติดตัวไปไม่พอ จึงไม่อาจสู้ราคาที่เผ่าอื่นเสนอซื้อได้ขอรับ”

“ผ้าลินินหนึ่งม้วน แลกเนื้อได้เยอะแค่ไหนเหรอครับ” ซูไป๋ถาม พร้อมกับหรี่ดวงตาของเขาลง

“ผ้าลินินหนึ่งม้วน สามารถแลกเนื้อได้ประมาณสามศิลาขอรับ” หยานเจียวตอบ

“สามศิลา มันหนักเท่าไหร่เหรอครับ” ซูไป๋รู้สึกมึนงงเล็กน้อย เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับหน่วยของน้ำหนักและความยาวในสังคมยุคโบราณเลย

จบบทที่ บทที่ 12 มีคนขายผ้าลินินบ้างไหม

คัดลอกลิงก์แล้ว