เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 การจะกินอาหารสักมื้อมันช่างยากเย็นเหลือเกิน

บทที่ 6 การจะกินอาหารสักมื้อมันช่างยากเย็นเหลือเกิน

บทที่ 6 การจะกินอาหารสักมื้อมันช่างยากเย็นเหลือเกิน


หยานฮัวไล่ตามซูไป๋ที่กำลังถือไก่ฟ้าสองตัวอยู่ในมือ และพูดด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “เดี๋ยวข้าจัดการเอง เราจะนำส่วนที่เหลือไปตากแห้งเพื่อทำเนื้อแดดเดียว”

“ไม่เป็นไร ผมขอไก่ฟ้าตัวเดียวก็พอ ที่เหลือเธอเอาไปเถอะ” ซูไป๋ยื่นส่วนที่เหลือให้

“ให้ข้าเหรอ” หยานฮัวตกตะลึง

“ใช่ แต่เพื่อเป็นการตอบแทน ช่วยเอาเครื่องปรุงมาให้ผมหน่อยได้ไหม” ซูไป๋รู้สึกหิวอย่างมาก

“เครื่องปรุงเหรอ ได้สิ เดี๋ยวข้าจะไปหามาให้”

หยานฮัวขมวดคิ้ว เธอจ้องมองไก่ฟ้าและกระต่ายในมือของเธอ ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

“นี่” ซูไป๋พยายามตะโกนเรียกในขณะที่เธอวิ่งออกไป เขาอ้าปากค้างก่อนจะถอนหายใจ “เธอยังไม่ได้บอกผมเลยว่าห้องครัวอยู่ที่ไหน….”

ด้วยความจนปัญญา เขาจึงทำได้เพียงนำไก่ฟ้ากลับไปที่เต็นท์กระโจม

พระอาทิตย์กำลังตกดินทางทิศตะวันตก ในเต็นท์กระโจมจึงเริ่มมืดสลัว และเขาทำได้เพียงควานหามีดอยู่ท่ามกลางความมืด

“จุดไฟก่อนน่าจะดีกว่า” หลังจากควานหาอยู่พักใหญ่ ดวงอาทิตย์ก็หายไปจากขอบฟ้า ทำให้ในเต็นท์กระโจมนั้นมืดสนิท เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมตัดใจเรื่องการตามหามีด

เขายกชายเต็นท์ขึ้นและพบว่าทั่วทั้งเผ่ามีกองไฟอยู่เต็มไปหมด มีเงาคนจำนวนมากเดินขวักไขว่ไปมาอย่างวุ่นวาย พร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อย่างลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

[เราน่าจะเดินไปขอต่อไฟกับยืมมีดจากคนอื่น แทนที่จะเสียเวลาควานหาท่ามกลางความมืดอย่างสิ้นหวัง] ซูไป๋กุมขมับและส่ายหัวพร้อมกับยิ้มแห้งๆ [เราต้องเริ่มเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่นี่โดยเร็วที่สุด]

เขาเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระบนโลก โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หัวสมองของเขาจึงยังไม่พร้อมสำหรับวิถีชีวิตแบบใหม่นี้

ซูไป๋เดินไปที่กองไฟ และพบกลุ่มคนกำลังง่วนอยู่กับการใช้มีดหินแล่เนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ บางคนก็ใช้วิธีโยนไก่ฟ้าใส่กองไฟโดยตรงทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถอนขน

ภาพที่เห็นนี้ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก มันทั้งดิบ เถื่อน และตรงไปตรงมา ตอกย้ำให้เขาเข้าใจว่าวิถีชีวิตของคนพวกนี้ล้าหลังขนาดไหน

[คนพวกนี้ย่างเนื้อเป็นอย่างเดียวหรือไงนะ] ซูไป๋มองไปรอบๆ และเห็นทุกคนใช้วิธีการย่างเท่านั้น ไม่มีวี่แววว่าจะมีการต้มเลย

ขณะที่เขากำลังจะเข้าไปดูใกล้ๆ หญิงสาวเขาวัวสูง 1.6 เมตรก็เดินเข้ามาหาเขา ในมือถือหม้อหินอันใหญ่เท่ากะละมัง

“นี่อะไรเหรอ” ซูไป๋รู้สึกทึ่งในความแข็งแรงของหยานฮัว เขาก้มมองสิ่งที่อยู่ที่ในหม้อหิน และพบว่ามีไก่ฟ้ากับกระต่ายทั้งตัว ที่ผ่านการถอนขนและควักเครื่องในออกเรียบร้อยแล้วอยู่ข้างใน

“หม้อหินอันนี้เป็นของท่านชาแมน ท่านบอกให้ข้าเอามันมาให้เจ้า” หยานฮัวพูดพร้อมกับเม้มริมฝีปาก

“ให้ข้าเหรอ” ซูไป๋ถามด้วยความประหลาดใจ

“ท่านชาแมนบอกว่า ไม่เร็วก็ช้า ยังไงมันก็จะกลายเป็นของเจ้า ดังนั้น ให้เจ้าตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ไม่เป็นไร”  หยานฮัวพูดด้วยแววตาเศร้าหมอง

“เข้าใจแล้ว” ซูไป๋ไม่ปฏิเสธ

“เจ้ากลับไปรอที่เต็นท์เถอะ เดี๋ยวข้าทำเสร็จแล้วจะยกไปให้” หยานฮัวกล่าวขณะยกหม้อหินเดินไปทางกองไฟ

“…” ซูไป๋ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินตามสาวเขาวัวไป และนั่งลงข้างๆ กองไฟ เฝ้ามองเธอกุลีกุจอทำอาหาร

หยานฮัววางหม้อหินลงตรงกลางกองไฟ ก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งออกไป หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็กลับมาพร้อมกับถังไม้ในมือ และเทน้ำลงในหม้อหิน

และก็จบแค่นั้น หยานฮัวเพียงนั่งลงนิ่งๆ อยู่ข้างกองไฟ จ้องมองหม้อหินในเปลวไฟอย่างเหม่อลอย โดยไม่มีท่าทีว่าจะทำอะไรเพิ่มเติมอีก

“เอ่อ แล้วเครื่องปรุงล่ะ” ซูไป๋พยายามถาม

เนื่องจากเขาเป็นนักเขียนตัวคนเดียวผู้รักสันโดษ เขาจึงเชี่ยวชาญงานบ้านทุกประเภท รวมถึงการทำอาหาร เขาย่อมรู้วิธีตุ๋นไก่และกระต่ายอยู่แล้ว

“นี่ไง” หยานฮัวกวาดตามองรอบๆ ก่อนจะหยิบแท่งไม้ขนาดเท่านิ้วมือ หรือควรจะเรียกว่าหลอดไม้มากกว่า ออกมาจากกระเป๋ากระโปรงหนังของเธออย่างระมัดระวัง ตรงปลายของมันมีจุกไม้อุดอยู่

“นี่อะไรเหรอ” ซูไป๋ถามด้วยความสงสัย

“เกลือไง” หยานฮัวกระซิบตอบ

“เกลือเหรอ” ซูไป๋เพิ่งจะคิดได้ในตอนนั้นเอง ในสังคมยุคดึกดำบรรพ์นี้ เกลือถือเป็นสิ่งล้ำค่า ต่างจากบนโลกที่สามารถหาซื้อเกลือหนึ่งถุงได้ในราคาเพียงไม่กี่บาทที่ซูเปอร์มาร์เก็ต

“รับไปสิ” หยานฮัวยื่นเกลือให้อย่างไม่เต็มใจ ดวงตาสีแดงของเธอแอบมองมาที่เกลือด้วยความเสียดายอยู่หลายครั้ง

“เกลือนี่เป็นของส่วนตัวของเธอหรือเปล่า” ซูไป๋ขมวดคิ้วถาม

“เกลือส่วนกลางของเผ่าหมดแล้ว นักรบโทเท็มต้องได้รับเกลืออย่างเพียงพอเสมอ แต่ข้าสามารถลดปริมาณเกลือของตัวเองลงได้ ไม่เป็นไร” หยานฮัวตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาจนเกือบกระซิบ

ในฐานะนักเขียน ซูไป๋ต้องค้นข้อมูลจำนวนมาก และศึกษาเกี่ยวกับความสำคัญของเกลือ อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยศึกษาย้อนไปถึงสังคมยุคโบราณ ในตอนแรกเขาคิดว่าทุกคนมองเกลือเป็นเพียงเครื่องปรุงรส

ตอนนี้เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจที่จะรับมันไว้ เพราะถึงยังไง มันก็เป็นสมบัติส่วนตัวของแม่สาวเขาวัว

“เธอเก็บไว้เถอะ วันนี้ยังไม่ต้องใช้เกลือก็ได้” ซูไป๋ยื่นเกลือคืนให้เธอ

“เจ้าไม่ต้องการมันแล้วเหรอ” หยานฮัวตกตะลึง เกลือคือทรัพยากรอันล้ำค่าที่แม้แต่นักรบโทเท็มยังหวงแหน

“ผมไม่ต้องการแล้ว” ซูไป๋ส่ายหัวและถามว่า “พวกเธอได้เกลือมาจากไหน”

“ทีมนักล่าไปทำการแลกเปลี่ยนกับเผ่าอื่น” หยานฮัวกำหลอดไม้ไว้แน่น และอธิบายอย่างฉะฉานว่า “ทุกๆ สิบห้าวัน เผ่ากวางลายจุดจะเป็นเจ้าภาพในการจัดตลาดนัด เผ่าอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงจะไปรวมตัวกันที่นั่นเพื่อนำสิ่งต่างๆ ไปแลกเปลี่ยนกัน”

“อีกนานแค่ไหน กว่าจะถึงวันจัดตลาดนัดรอบหน้า” ดวงตาของซูไป๋เป็นประกาย เมื่อคิดว่าเขาควรจะลองไปเที่ยวชมดู เผื่อว่าเขาจะได้เจอกับบางอย่างที่คุ้นเคย

“อีกสิบวัน” หยานฮัวตอบ

*ปุด ปุด ปุด…* น้ำในหม้อหินเดือดและเริ่มมีฟอง

“เนื้อสัตว์ป่าที่ปราศจากเครื่องปรุงรสคงจะรสชาติแย่มาก” ซูไป๋พึมพำกับตัวเอง สายตาจับจ้องไปที่เนื้อไก่ฟ้าและกระต่ายที่ลอยคว้างไปมาอยู่ในหม้อ ถึงกระนั้น ท้องของเขากำลังจะเริ่ม 'ก่อกบฏ' แล้วในตอนนี้ หากเขาไม่รีบกินอะไรเข้าไปให้อิ่มเสียก่อน เขาคงจะเป็นลมเพราะความหิวอย่างแน่นอน

“เท่านี้ก็น่าจะกินได้แล้วล่ะ” หยานฮัวดึงมีดหินขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากเอวของเธอ ใช้มือเล็กๆ ของเธอกำมันเอาไว้ ตั้งท่าจะจิ้มเนื้อไก่ฟ้าและกระต่ายในหม้อขึ้นมากิน

“เคี่ยวต่ออีกสักหน่อยเถอะ” ซูไป๋รีบห้ามเธอเอาไว้ [มันเพิ่งเริ่มเดือด แต่เธอก็ตั้งท่าจะกินแล้วเหรอเนี่ย ใจร้อนเกินไปแล้ว]

“ยังกินไม่ได้อีกเหรอ” หยานฮัวหันมามองหน้าเขาและถามด้วยความสับสน

“นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำอาหารใช่ไหม” ซูไป๋เริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ

“ใช่แล้ว ปกติมันเป็นหน้าที่ของท่านแม่” หยานฮัวตอบตามความจริง

“…” มุมปากของซูไป๋กระตุกเล็กน้อย [เพิ่งเคยทำอาหารครั้งแรก ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนเนี่ย ไหนบอกว่าอาหารขาดแคลนไง]

“แม่ข้าก็ทำอาหารด้วยวิธีนี้แหละ รับรองว่าข้าจำไม่ผิดหรอกน่า” หยานฮัวเบะปาก

“ตั้งทิ้งไว้อีกสักพักก่อนเถอะ ตอนนี้เนื้อชั้นในยังไม่ทันสุกเลย” ซูไป๋ตอบอย่างสิ้นหวัง [แค่จะกินอาหารสักมื้อที่นี่ มันช่างยากเย็นเหลือเกิน พอไม่มีเครื่องปรุง เราก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงด้วยซ้ำ]

จากนั้น ทั้งสองจึงพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ จนเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้น ซูไป๋ต้องพยายามห้ามแม่สาวเขาวัวถึงเจ็ดครั้ง ไม่ให้ใช้มีดจิ้มเนื้อออกมากิน

“โอเค ตอนนี้น่าจะกินได้แล้ว” ซูไป๋ใช้มีดหินจิ้มเนื้อไก่ฟ้าและกระต่าย และพบว่าเนื้อนุ่มจนมีดหินแทงทะลุได้อย่างง่ายดาย

“เจ้ากินก่อนเลย” จู่ๆ หยานฮัวก็กลับมามีมารยาทอีกครั้ง

“ตกลง” ซูไป๋หิวจนไส้กิ่วแล้ว เขาใช้มีดหินหั่นน่องไก่ฟ้าออกจากตัว แล้วใช้แท่งไม้ที่เตรียมไว้เสียบเข้าไปเป็นที่จับ จากนั้นจึงส่งมีดหินให้สาวเขาวัว ก่อนจะนั่งลงเพื่อกินน่องไก่ไม้นั้น

*ฟู่ว ฟู่ว…* เขาเป่าสองสามครั้ง ก่อนที่จะกัดคำแรกด้วยความหิวโหย ต่อมรับรสของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบฉุนเล็กน้อย ตามด้วยความหอมหวานของเนื้อไก่

“เป็นยังไงบ้าง อร่อยไหม” หยานฮัวนั่งยองๆ ลงข้างๆ เขาด้วยความกังวลใจ ดวงตาสีแดงของเธอจ้องไปที่น่องไก่ในมือของซูไป๋

จบบทที่ บทที่ 6 การจะกินอาหารสักมื้อมันช่างยากเย็นเหลือเกิน

คัดลอกลิงก์แล้ว