- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ผมก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่ายุคบรรพกาลซะงั้น
- บทที่ 5 ทีมนักล่ากลับมาแล้ว
บทที่ 5 ทีมนักล่ากลับมาแล้ว
บทที่ 5 ทีมนักล่ากลับมาแล้ว
เมื่อถึงยามพลบค่ำ ขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกทางทิศตะวันตก เสียงโห่ร้องแสดงความตื่นเต้นก็ดังไปทั่วทั้งเผ่า “ทีมนักล่ากลับมาแล้ว”
“พวกเขาช่างวิ่งเร็วเสียจริง” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูไป๋ก็ยกชายเต็นท์ขึ้นเพื่อเดินออกไปด้านนอก แต่กลับเห็นคนจำนวนมากวิ่งกรูกันอย่างบ้าคลั่งไปทางภูเขา
หยานฮัวมายืนอยู่ข้างๆ โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว เธอถามด้วยท่าทีปกติว่า “พักผ่อนแล้วเป็นอย่างไรบ้าง”
“…” ซูไป๋ถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อเห็นว่าเป็นสาวเขาวัว เขาก็พูดติดตลกว่า “เธอเดินเงียบกริบแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“การเดินเงียบๆ ถือเป็นทักษะพื้นฐานแรกสุดของนักรบ” มุมปากของหยานฮัวยกขึ้นเล็กน้อย
“ทุกคนวิ่งไปทำอะไรกันเหรอ” ซูไป๋เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา ถึงยังไง เขาก็ยังไม่ได้เริ่มต้นพิธีสืบทอดตำแหน่งชาแมนในตอนนี้
“ไปต้อนรับการกลับมาของทีมนักล่า เจ้าอยากตามไปดูไหมล่ะ” ในแววตาสีแดงของหยานฮัว มีความสำนึกเสียใจปรากฎขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง
“ไปดูกันเถอะ” ซูไป๋พยักหน้า
ทั้งสองพากันเดินออกจากค่ายไป เมื่อมองจากไกลๆ พวกเขาเห็นกลุ่มคนรวมตัวกันอยู่บนทางเดิน โดยมีคนที่ตัวเตี้ยกว่ายืนเขย่งเพื่อให้ตัวเองมองเห็น
“พวกเขามาแล้ว” มีคนร้องตะโกนบอก
ข่าวที่ว่าซูไป๋เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเผ่าแล้ว เมื่อเห็นเขาเข้ามาใกล้ ทุกคนก็หลีกทางให้
“…” หยานฮัวเลิกคิ้วขึ้น ขณะที่เธอเดินตามหลังซูไป๋อย่างเงียบๆ จนกระทั่งไปถึงด้านหน้าสุดของฝูงชน
ในระยะสุดสายตา ซูไป๋มองเห็นต้นไม้สั่นไหว ราวกับว่าถูกสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ผลักหลบให้พ้นทาง ผู้คนรอบๆ ต่างพากันเบิกตากว้าง กำหมัดแน่นด้วยความคาดหวัง
ไม่กี่นาทีต่อมา ร่างใหญ่โตมโหฬารหกร่างก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน พวกเขากำลังแบกสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวพวกเขาราวสองถึงสามเท่าไว้บนบ่า ดูคล้ายกับมดงานที่กำลังขนย้ายก้อนหิน
“โอ้โห สุดยอดไปเลย พวกเขาล่าสัตว์ได้เพียบอีกแล้ว” เด็กๆ ต่างส่งเสียงเชียร์
“ไชโย นั่นหมูป่าแดงใช่หรือไม่” เหล่าคนหนุ่มสาวต่างพูดคุยกันเสียงดังด้วยความชื่นชม
“ดีจังเลย เด็กๆ จะไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป” บรรดาผู้หญิงในเผ่าต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
“โชคดีที่พวกเขาทุกคนกลับมาได้อย่างปลอดภัย” เหล่าผู้อาวุโสต่างคลายความกังวลใจ
“…” ซูไป๋ยืนดูเงียบๆ อยู่ข้างๆ พลางสังเกตปฏิกิริยาของผู้คนรอบด้าน หลังจากได้ฟังบทสนทนาของทุกคน เขาก็เข้าใจสถานการณ์ของเผ่ามังกรอัคคีมากยิ่งขึ้น
เขาหันไปมองพร้อมสอบถามสาวเขาวัวที่ยืนข้างๆ ด้วยเสียงกระซิบว่า “เผ่าของเรากำลังขาดแคลนอาหารอย่างหนักเหรอ”
“ใช่ ขั้นวิกฤตเลย” หยานฮัวพยักหน้า ดวงตาสีแดงของเธอจ้องมองไปที่สัตว์ร้ายตัวใหญ่เหล่านั้นด้วยความมุ่งมั่น เธอแทบจะเห็นภาพตัวเธอเอง เดินทางกลับจากการล่าในฐานะนักรบโทเท็มเช่นกัน
“เธออยากออกไปล่าสัตว์จริงๆ สินะ” ซูไป๋มองเห็นความปรารถนาที่สะท้อนในแววตาของสาวเขาวัว
“แน่นอนอยู่แล้ว มันคือเกียรติยศสูงสุดของเผ่าเลยล่ะ” หยานฮัวเชิดหน้าขึ้นสูง
“ช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านเสบียงอาหารของเผ่าให้ผมฟังทีได้ไหม” ซูไป๋เอามือลูบท้องของเขา เขายังไม่ได้กินอะไรเลยตลอดทั้งวัน
“เผ่าของเราขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง เนื้อส่วนใหญ่จะถูกมอบให้กับเหล่านักรบโทเท็ม โดยจะแบ่งส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยเอาไว้ให้นักรบฝึกหัดและเด็กๆ กิน”
หยานฮัวขมวดคิ้วแน่น เธอเว้นช่วงก่อนจะพูดต่อ “ผู้หญิงและผู้อาวุโสจะได้กินเนื้อสัตว์บ้างเป็นครั้งคราว แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว จะต้องออกไปจะเก็บผลเบอร์รี่มากิน”
“เนื้อที่เห็นทั้งหมดนี้ กินได้กี่วันเหรอ” ซูไป๋มองไปทางทีมนักล่าที่กำลังเดินเข้ามาใกล้
“เนื้อจะไม่ถูกกินจนหมด แต่จะแบ่งไว้กินเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือจะถูกนำไปตากแห้งเพื่อเป็นเนื้อแดดเดียวและเก็บเอาไว้” หยานฮัวส่ายหัว
“แล้วตอนนี้เก็บเบอร์รี่ได้เยอะแค่ไหน” ซูไป๋ถาม
“ไม่มากนัก เราออกไปเก็บได้เฉพาะบริเวณใกล้ๆ หากออกไปไกลเกินจะมีอันตราย พวกผู้หญิงจึงไม่สามารถไปเองได้” หยานฮัวตั้งใจตอบทุกคำถาม
ตอนนี้ซูไป๋เริ่มเข้าใจสถานการณ์ทั่วไปเกี่ยวกับแหล่งอาหารของเผ่ามังกรอัคคีแล้ว เขาจึงถามต่อว่า “พวกคุณรู้วิธีทำฟาร์มไหม ได้เลี้ยงปศุสัตว์บ้างรึเปล่า”
“การทำฟาร์มคืออะไร แล้วจะเลี้ยงสัตว์ไปทำไม เท่าที่มีตอนนี้ก็แทบไม่พอกินอยู่แล้ว” หยานฮัวจ้องมองชายผิวขาวตรงหน้าเธอด้วยความงุนงง ทำไมเขาถึงถามคำถามโง่ๆ แบบนั้นออกมา
“เห้อออ…” ซูไป๋ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เขารู้สึกกลุ้มปนขำกับสายตาที่สาวเขาวัวจ้องมองเขา [จะอธิบายยังไงดีล่ะเนี่ย นี่เราต้องเลี้ยงหมูให้ดูเป็นตัวอย่างไหมนะ สงสัยจะโดนเชือดกินตอนกลางดึกสักคืนแหงๆ …]
*ฉึบ ฉึบ ฉึบ…* กลิ่นเหม็นคาวโชยเข้าจมูกของพวกเขา ขณะที่ร่างชายกำยำเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซูไป๋และหยานฮัว
ซูไป๋ขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมอง คราบสกปรกบนใบหน้าทำให้เขามองเห็นรูปโฉมของชายคนดังกล่าวได้ไม่ชัดนัก อย่างไรก็ตาม ดวงตาสีม่วงของเขานั้นมีความโดดเด่นอย่างมาก เขาสูงอย่างน้อย 1.9 เมตร ที่เอวของเขามีไก่ฟ้าคอหักห้อยอยู่หลายตัว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกมันถูกปลิดชีพด้วยการบิดคอ
*โครม* ชายคนดังกล่าววางเหยื่อของเขาลงบนพื้น และสอบถามด้วยความอยากรู้ว่า “หยานฮัว หมอนี่เป็นใคร คู่ครองคนใหม่ของเจ้าเหรอ”
“จะใช่ได้ยังไง” ใบหน้าของหยานฮัวแดงก่ำขณะที่เธอแย้งอย่างโกรธเคืองว่า “ท่านลุงชางซื่อ อย่าพูดซี้ซั้วสิเจ้าคะ”
“อ้าว ไม่ใช่หรอกเหรอ” ชางซื่อกะพริบตา เขารู้จักหยานฮัวหลานสาวของเขาดี เธอไม่ใช่คนที่จะเข้ากับใครได้ง่ายๆ เด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ล้วนเคยถูกเธออัดจนน่วมมาแล้วทุกคน จนไม่มีใครกล้ายืนอยู่ข้างๆ เธอด้วยซ้ำ
“เขาชื่อซูไป๋ เป็นผู้สืบทอดของท่านชาแมนเจ้าค่ะ” หยานฮัวมองบนขณะอธิบายอย่างเร่งรีบ
ชางซื่อเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า “เยี่ยม ในที่สุดเราก็พบตัวผู้สืบทอด”
“สวัสดีครับ” ซูไป๋พยักหน้าทักทาย
“ร่างกายของเจ้าดูอ่อนแอเสียเหลือเกิน ต้องกินเนื้ออีกนะ” ชางซื่อแกะไก่ฟ้าออกจากเอวของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยัดมันใส่แขนของซูไป๋
“เอ่อ…” ซูไป๋รีบคว้าเอาไว้ก่อนที่มันจะตกพื้น ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ สมาชิกทีมนักล่าคนอื่นๆ ก็พากันแทรกตัวเข้ามา
“ผู้สืบทอดของท่านชาแมนอยู่ไหน” ข้าก็อยากเห็นบ้าง”
“นี่ อย่าผลักข้าสิ ข้าก็อยากเห็นท่านผู้สืบทอดเหมือนกัน”
“…”
ใบหน้าที่มอมแมมของนักล่าอีกสองสามคนยื่นเข้ามาใกล้ ในขณะที่ชางซื่อถูกดันไปอยู่ด้านหลัง
เพียงครู่เดียว ในมือของซูไป๋ก็มีกระต่ายที่เขาไม่รู้จักและไก่ฟ้าเพิ่มมาอีกสามตัว
“ถ้ากินไม่อิ่มก็มาเอาเพิ่มจากข้าได้เลยนะ อนาคตของเผ่า ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว”
“นี่ เดี๋ยวข้าจะให้คนส่งเนื้อไปให้ท่านเพิ่มอีก หลังจากชำแหละเนื้อสัตว์ร้ายเสร็จนะ”
“ตอนนี้ท่านพักอยู่ตรงไหนเหรอ มากินเนื้อที่เต็นท์ข้าไหมคืนนี้”
“…”
ทุกคนพากันตื่นเต้นยินดี ต้องบอกว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ยัดเนื้อใส่มือเขา ก็เชิญเขาไปกินเนื้อด้วยกัน หากซูไป๋ไม่ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ป่านนี้เขาคงถูกหามไปที่เต็นท์เรียบร้อยแล้ว
*ฉึบ ฉึบ ฉึบ…*
สมาชิกทีมนักล่า พากันขนเหยื่อที่หามาได้เดินไปยังพื้นที่ชำแหละเนื้อภายในค่าย พวกผู้หญิงก็รีบเดินตามไปช่วย
“ฟู่ว…” ซูไป๋ถอนหายใจเบาๆ เขาหันไปมองหญิงสาวเขาวัวที่กำลังยิ้มแย้มและถามว่า “ปกติทุกคนคึกคักกันแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” หยานฮัวหยุดยิ้มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมือไปรับไก่ฟ้าสองตัวจากมือของซูไป๋มาช่วยถือ
“พวกเรากลับกันเถอะ” ในขณะที่ซูไป๋หันหลังเดินกลับ จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันของสถานการณ์ตรงหน้า เป็นอีกครั้งที่เขาได้สัมผัสด้วยตัวเองว่าชาแมนนั้นสำคัญเพียงใด
“…” หยานฮัวขมวดคิ้วขณะจ้องมองชายร่างผอมเพรียวที่เดินนำหน้าเธอไป ดูเหมือนว่าแผ่นหลังของเขาจะยืดตรงมากกว่าเดิม…