เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ให้เจ้าพักแค่คืนเดียว

บทที่ 3 ให้เจ้าพักแค่คืนเดียว

บทที่ 3 ให้เจ้าพักแค่คืนเดียว


[ระบบงั้นเหรอ] ดวงตาของซูไป๋เบิกกว้างขณะที่เขาถามตัวเองในใจว่า [นี่เราได้ระบบมาจริงๆ หรือนี่]

ในฐานะนักเขียน เขาย่อมรู้จักฉากในนิยายที่ตัวละครมีระบบช่วยเหลือ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาตกใจอย่างมาก

<ติ๊ง ถูกต้อง ระบบช่วยเหลือรายวัน ยินดีให้บริการผู้ใช้>

ซูไป๋พยายามควบคุมสีหน้าของตัวเอง ขณะใช้หางตาเหลือบมองสาวเขาวัวที่อยู่ข้างๆ เขา เขายังคงถามคำถามต่อ [แล้วนายมีฟังก์ชันอะไรบ้าง]

<ติ๊ง ขณะนี้ระบบช่วยเหลือรายวัน เปิดใช้งานเฉพาะส่วนเช็คอินรายวัน>

<ติ๊ง เมื่อเช็คอินในแต่ละวัน ผู้ใช้จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือแบบสุ่ม โดยมีโอกาส 1% ที่จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือเกรดกลาง และโอกาส 0.1% ที่จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือเกรดสูง>

เสียงที่เย็นชาเหมือนหุ่นยนต์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในหัวของซูไป๋:

<ติ๊ง เมื่อเช็คอินต่อเนื่องครบหนึ่งเดือน จะการันตีว่าผู้ใช้จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือเกรดกลาง และเมื่อเช็คอินต่อเนื่องครบหนึ่งปี จะการันตีว่าผู้ใช้จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือเกรดสูง>

[แล้วในระบบมีแค่แพ็คเกจช่วยเหลือเกรดสูง กลาง ต่ำ รึเปล่า] ซูไป๋ถามคำถามในใจ

<ติ๊ง แพ็คเกจช่วยเหลือที่ระดับสูงกว่านี้ จะได้รับการปลดล็อกเมื่อผ่านไปหนึ่งปี นับจากวันที่ผู้ใช้เริ่มเช็คอิน>

[ระบบ ผมต้องการเช็คอิน] ซูไป๋ออกคำสั่งในใจอย่างเร่งรีบ

<ติ๊ง เช็คอินสำเร็จ>

หลังได้ยินเสียงดังกล่าว จู่ๆ ก็มีหน้าปฏิทินเสมือนปรากฎขึ้นในสายตาด้านหน้าของซูไป๋ ช่องวันที่แรกบนปฏิทินดังกล่าว มีคำว่า ‘เช็คอินแล้ว’ กำกับอยู่ พร้อมข้อความตัวเล็กๆ อีกหนึ่งบรรทัด เขียนว่า: “ยังไม่ได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือ”

เขาหันไปมองหยานฮัว ที่กำลังแนะนำเรื่องเกี่ยวกับเผ่าให้เขาฟัง และถามคำถามในใจ [ระบบ คนอื่นมองปฏิทินนี้ไม่เห็นใช่ไหม]

<ติ๊ง เฉพาะผู้ใช้เท่านั้นที่มองเห็นหน้าปฏิทิน>

[งั้นก็ดีเลย ตอนนี้ยังไม่รับแพ็คเกจก็แล้วกัน] ซูไป๋กล่าวขณะเผลอยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

เขาไม่แน่ใจว่าการรับแพ็คเกจ จะทำให้เกิดเรื่องผิดปกติอะไรขึ้นบ้าง ถ้ายังไม่แน่ใจก็ควรระมัดระวังไว้ก่อน เขาจะรอรับมันทีหลัง ตอนที่อยู่ตามลำพัง

“นี่ เจ้าฟังข้าอยู่หรือเปล่า” หยานฮัวหรี่ดวงตาสีแดงของเธอจ้องมองมาที่เขา

เธอสังเกตว่าซูไป๋ดูมีอาการเหม่อลอยมาสักพักใหญ่ จึงตำหนิเขาอย่างเย็นชาว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากฟังแล้ว ก็อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลา”

หยานฮัวยังต้องไปฝึกวิชาต่ออีก การตามหาตัวผู้สืบทอดในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทำให้เธอไม่ได้ฝึกวิชาอย่างจริงจังเหมือนที่เคย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การจะได้เป็นนักรบโทเท็มคงจะเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ

“ขอโทษครับ ผมรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย เลยเผลอเหม่อโดยไม่ได้ตั้งใจ” ซูไป๋กล่าวขอโทษ

“ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อนก็แล้วกัน” หยานฮัวเหลือบมองใบหน้าที่ซีดเผือดของซูไป๋ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขานอนหมดสติอยู่นานถึงสามวันแล้ว สีหน้าที่เย็นชาของเธอก็ผ่อนคลายลงในทันที

“ครับ” ริมฝีปากของซูไป๋เผยอขึ้นเล็กน้อย [โอ้ สาวเขาวัวคนนี้ถึงภายนอกจะดูเย็นชา แต่มีจิตใจที่อ่อนโยนสินะ]

“ไปกันเถอะ” หยานฮัวเดินนำเข้าที่จุดศูนย์กลางของค่าย พร้อมอธิบายว่า “เต็นท์ของชาแมน และเต็นท์ของหัวหน้าเผ่าจะอยู่ตรงกลางเผ่า”

เธอพาซูไป๋เดินผ่านเต็นท์หนังสัตว์หลังใหญ่ ก่อนจะอ้อมไปทางด้านหลัง ที่นี่มีเต็นท์อยู่สองหลัง โดยหลังหนึ่งมีขนาดเล็กกว่าอีกหลัง

“เจ้าใช้เต็นท์ด้านซ้ายไป หลังทางขวาเป็นของพ่อข้า” หยานฮัวกล่าวขณะชี้ไปที่เต็นท์ตรงหน้าของพวกเขา

“แล้วหลังนี้ของใครเหรอ” ซูไป๋ถามด้วยความสงสัย

“ของข้าเอง” หยานฮัวตอบด้วยเสียงที่เบาลงเล็กน้อย

“ถ้าผมนอนในเต็นท์ของคุณ แล้วคุณจะไปนอนที่ไหนล่ะ” ซูไป๋ถามด้วยความประหลาดใจ

ดูเหมือนสถานะของเขาจะได้รับการยกระดับจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเทียบกับการต้องนอนอยู่รอบนอกค่ายในตอนแรก ตอนนี้เขาได้ย้ายมาอยู่ใจกลางค่ายโดยตรง

“เฉพาะคืนนี้เท่านั้นแหละ ยังไงคืนนี้ข้าก็ต้องออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนอยู่แล้ว” หยานฮัวกัดฟันพูด

จริงๆ เธอก็ไม่ได้อยากให้ซูไป๋มานอนที่เต็นท์ของเธอเหมือนกัน แต่ท่านพ่อสั่งให้เธอเป็นคนดูแลท่านผู้สืบทอด ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมที่พักให้เขา เนื่องจากเธอไม่มีเวลามากพอสำหรับการสร้างเต็นท์หลังใหม่ จึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมให้เขาใช้เต็นท์ของเธอ

“เข้าใจล่ะ” ซูไป๋พยักหน้า การที่สาวเขาวัวยอมให้เขานอนในเต็นท์ของเธอ ถือเป็นการแสดงมิตรภาพอย่างจริงใจ

“เชอะ อย่าแอบมาค้นของใช้ส่วนตัวของข้าก็แล้วกัน” หยานฮัวเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มีสีแดงเรื่อปรากฎขึ้น

“ผมไม่ทำแน่นอนครับ” ซูไป๋รีบตอบรับ พยายามห้ามตัวเองไม่ให้เผลอหัวเราะออกมา

“ถ้ามีปัญหาอะไร ก็ให้คนไปตามข้าได้นะ” พูดจบ หยานฮัวก็รีบวิ่งจากไป

“แค่นี้ก็เขินซะแล้ว” ซูไป๋ส่ายหัวอย่างรู้สึกสนุก ก่อนจะยกชายเต็นท์ขึ้นเพื่อเข้าไปข้างใน

เต็นท์ของเธอไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก กว้างประมาณหกหรือเจ็ดตารางเมตร [ข้าวของเครื่องใช้ด้านใน ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย… ที่ไหนกันล่ะ]

ภายในเต็นท์ไม่มีเตียงไม้ มีเพียงแค่กองฟางที่ใช้แทนเตียง ปูด้วยแผ่นหนังสัตว์ และก็ไม่มีตู้เสื้อผ้าหรือที่เก็บของอยู่เลย ทุกอย่างจึงถูกวางกระจัดกระจายไปทั่ว แถมพื้นก็ยังเปื้อนดิน หนำซ้ำยังมองเห็นรอยเท้าได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

“เกือบลืมไปเลยว่านี่คือสังคมยุคโบราณ” ซูไป๋เกาหัวอย่างแรงและถอนหายใจ “ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอะไรเลย…”

เขานั่งลงบนกองฟาง เตรียมเปิดแพ็คเกจช่วยเหลือของระบบ เพื่อปลอบประโลมจิตใจของเขาสักเล็กน้อย

[ระบบ เปิดแพ็คเกจช่วยเหลือ] ซูไป๋ออกคำสั่งในใจของเขา

<ติ๊ง กำลังเปิดแพ็คเกจช่วยเหลือของวันแรก…>

<ติ๊ง ขอแสดงความยินดี ผู้ใช้ได้รับระบบช่วยเหลือเกรดกลาง: ฮีล>

“โอ้โห ได้ระบบช่วยเหลือเกรดกลางตั้งแต่เริ่มเลย หรือว่ามีโบนัสสำหรับการเปิดใช้งานวันแรกรึเปล่า” ซูไป๋ถามด้วยความประหลาดใจปนยินดี

<ติ๊ง ถูกต้อง>

“ใช่จริงๆ ด้วยสินะ” ซูไป๋หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ เพียงออกคำสั่งในใจ เขาก็เปิดอ่านคำแนะนำของสกิลฮีล

[ฮีล: ใช้พลังจิตกระตุ้นพลังชีวิตรอบๆ บริเวณที่เป็นแผล เพื่อเร่งกระบวนการรักษาให้เร็วยิ่งขึ้น]

“สมกับเป็นฮีล แค่เลเวล 1 ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจทีเดียว แต่อธิบายก็สั้นไปหน่อยนะ”

จริงๆ แล้วซูไป๋ก็แค่บ่นไปงั้นๆ จากนั้นเขาจึงถามต่อว่า “ระบบ ฮีลมีทั้งหมดกี่เลเวล แล้วจะเพิ่มเลเวลได้ยังไง”

<ติ๊ง เมื่อเพิ่มความชำนาญจนเต็ม จะสามารถเพิ่มเลเวลได้ ระบบช่วยเหลือประเภทสกิลจะมีทั้งหมดสิบเลเวล>

<ติ๊ง คุณต้องการเปิดหน้าต่างแสดงค่าพลังตัวละครหรือไม่>

“เปิดเลย” ซูไป๋พยักหน้า

[หน้าต่างค่าพลัง]

ผู้ใช้: ซูไป๋

พลังกาย: 0.7 (คนธรรมดา 1)

ความแข็งแกร่ง: 0.8 (คนธรรมดา 1)

ความเร็ว: 0.7 (คนธรรมดา 1)

พลังจิต: 2.1 (คนธรรมดา 1)

อาชีพ: นักเขียน

สกิล: ฮีล (0/100)

คำอธิบาย: นักเขียนนิยายที่ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ซึ่งมีร่างกายอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่

“หน้าต่างค่าพลังนี่เข้าใจได้ง่ายดีแฮะ” ซูไป๋รู้สึกกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงของเขา หากล้มป่วยในสังคมยุคโบราณ เขาไม่สามารถไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้

ยิ่งไปกว่านั้น ฮีลของเขาก็เพิ่งจะเลเวลหนึ่ง ซึ่งใช้รักษาได้เฉพาะบาดแผลเท่านั้น ยังไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัส หรืออาการป่วยอื่นๆ ได้ ทำได้แค่หวังพึ่งระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง ที่สำคัญที่สุด ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ย่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

“ถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มออกกำลังกายจริงจังแล้วสินะ” ซูไป๋ถอนหายใจ หวนนึกถึงคืนวันดีๆ ในอดีตของเขาที่คงจะหวนกลับมาอีกแล้ว

จบบทที่ บทที่ 3 ให้เจ้าพักแค่คืนเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว