- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ผมก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่ายุคบรรพกาลซะงั้น
- บทที่ 2 นี่มันสาวเขาวัวนี่นา
บทที่ 2 นี่มันสาวเขาวัวนี่นา
บทที่ 2 นี่มันสาวเขาวัวนี่นา
“เด็กเอย เจ้าชื่ออะไร” ชาแมนชราถามอย่างอ่อนโยน
“ผมชื่อซูไป๋ครับ” ซูไป๋ตอบตามความจริง เพราะรู้ดีว่าชายชราตรงหน้าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
ชาแมนย่อมต้องเป็นผู้มีพลังอำนาจพิเศษอย่างแน่นอน เพียงชั่วพริบตา เขาก็สามารถทำให้ซูไป๋เข้าใจและพูดภาษาของพวกเขาได้
“เจ้ามาจากไหน เผ่าของเจ้าชื่ออะไร” ชาแมนถามด้วยท่าทีสบายๆ
“ผม…” ซูไป๋พูดไม่ออก ในหัวของเขากำลังพยายามเร่งเรียบเรียงความคิด [จะบอกไปดีไหมนะ ว่าหมู่บ้านของเราชื่อโลก ตอบแบบนั้นมันหาเรื่องชัดๆ ]
“เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร” ชาแมนเข้าใจผิด นึกว่าซูไป๋ไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีตของเขา เขายิ้มเพื่อปลอบใจ “ในเมื่อเผ่าของเจ้าล่มสลายไปแล้ว จากนี้ไปเผ่ามังกรอัคคีของเราจะกลายเป็นบ้านใหม่ของเจ้า”
เขาสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของซูไป๋ไม่ได้เชื่อมโยงกับโทเท็มใดๆ นั่นหมายความว่าโทเท็มประจำเผ่าของชายหนุ่มได้ถูกทำลายไปแล้ว และเขากลายเป็นชาวพเนจรไร้เผ่า
เพราะไม่ว่ายังไง ก็คงไม่มีใครที่จะคาดคิดถึงความเป็นไปได้ที่ว่า จะมีคนโดนวาร์ปมาจากโลกอื่น
“เอ่อ…” ซูไป๋ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
ในชีวิตก่อนหน้านี้ เขาก็เป็นเด็กกำพร้าที่ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนนิยาย ดังนั้น การอยู่ที่เผ่ามังกรอัคคีจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา อันที่จริงแล้ว การมีสถานที่สักแห่งให้ลงหลักปักฐานภายในดินแดนที่เขาไม่รู้จักแห่งนี้ ก็ฟังดูไม่เลวเลย
ชาแมนหันไปหาชายเขาแดงและพูดว่า “หยานเจียว ให้ใครสักคนพาซูไป๋ไปเดินชมรอบเผ่าหน่อย”
“ขอรับ” หยานเจียวตอบรับอย่างเคารพนบนอบ
“พวกเจ้าที่เหลือ จงไปเตรียมความพร้อม พิธีสืบทอดชาแมนจะเริ่มขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้” ชาแมนประกาศ
“ขอรับ” ทุกคนที่อยู่ในเต็นท์ตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน
“…” ในแววตาของผู้คนเหล่านั้น ซูไป๋สังเกตเห็นความโศกเศร้าแฝงอยู่ เขาคาดเดาเอาเองว่าในพิธีสืบทอดที่ว่านี่ คงจะมีการเสียสละที่แสนเจ็บปวดเกิดขึ้น
“ไปได้แล้ว” ชาแมนโบกมือไล่
ทุกคนพากันออกจากเต็นท์ด้วยความสงบเงียบ ก่อนที่จะถูกผู้คนด้านนอกรุมล้อมในทันที
“ท่านหัวหน้าเผ่า พบตัวผู้สืบทอดท่านชาแมนแล้วงั้นหรือ” เสียงใครบางคนถามขึ้นในทันที
“พวกเราพบตัวผู้สืบทอดท่านชาแมนแล้ว” หยานเจียวประกาศพร้อมกับรอยยิ้ม ขัดกับใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขา
“เยี่ยม โทเท็มของพวกเราจะยังคงอยู่ต่อไป” เหล่าคนหนุ่มสาวต่างกำหมัดด้วยความตื่นเต้น
“พวกเราไม่ต้องกลายเป็นคนพเนจรแล้ว” ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนด้วยความดีใจ
“ฮือ... ดีจริงๆ… ดีเหลือเกิน… พวกเราไม่ได้ทำให้บรรพบุรุษต้องผิดหวัง” ผู้อาวุโสบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มปิติ
“…เอาล่ะ” หยานเจียวกลับมาทำหน้าเคร่งขรึมอีกครั้งก่อนจะพูดเสียงดังว่า “ทุกคนแยกย้ายกันไปได้แล้ว เราควรปล่อยให้ท่านชาแมนได้พักผ่อน” กลับไปทำงานของตัวเองไป”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ฝูงชนต่างพากันตอบรับและเริ่มแยกย้ายกันกลับไป
กลุ่มคนสองสามคนที่เพิ่งจะเดินออกจากเต็นท์พูดว่า “พวกเราจะออกลาดตระเวน”
“ไปเถอะ” หยานเจียวพยักหน้า
ในไม่ช้า ก็เหลือเพียงซูไป๋ หยานเจียว และหญิงสาวอีกคนหนึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าว
“หยานฮัว เจ้ามานี่” หยานเจียวเรียกหญิงสาว
“ท่านพ่อ จะให้ข้าออกล่างั้นหรือ” หยานฮัวถามด้วยความตื่นเต้น
หญิงสาวช่างแตกต่างจากหยานเจียวอย่างสิ้นเชิง ด้วยชุดหนังเข้ารูปที่สวม ทำให้เธอดูงดงามอย่างมาก ผมสีดำ ดวงตาสีแดง ผิวขาวราวกับหยก ส่วนที่ดึงดูดสายตาที่สุดของเธอ คือเขาโค้งสีแดงบนศีรษะ ซึ่งดูทั้งบอบบางและอ่อนช้อย
[นี่มันสาวเขาวัวนี่นา] คำๆ หนึ่งแว่บเข้ามาในหัวของซูไป๋ ตาดำของเขาหลุบลง และเริ่มกวาดไปทางด้านหลังกระโปรงหนังของหยานฮัว พยายามมองว่ามีหางหรือไม่
“ไม่ ข้าจะให้เจ้าพาท่านผู้สืบทอดไปเดินชมรอบๆ เผ่า อธิบายสถานการณ์ของเผ่าเราให้เขาฟังด้วย” หยานเจียวสั่งด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าค่ะ” หยานฮัวตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
หยานเจียวหันกลับมาพูดอย่างนอบน้อมว่า “ท่านผู้สืบทอด หากต้องการสิ่งใด สามารถบอกหยานฮัวได้ทันที”
“ตกลง” ซูไป๋พยักหน้า
“มีปัญหาอะไรก็เรียกหาข้าได้ตลอดนะ” เมื่อพูดจบ หยานเจียวก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในเต็นท์ขนาดใหญ่
เขาจำเป็นต้องหารือเรื่องอนาคตของเผ่ากับชาแมน รวมถึงพิธีสืบทอดชาแมนด้วย
“ท่านผู้สืบทอด ท่านชื่ออะไรเหรอ” หยานฮัวกวาดตามองก่อนจะถาม
“ผมชื่อซูไป๋” ซูไป๋ตอบพร้อมกับฝืนยิ้ม
“ช่างเป็นชื่อที่แปลกประหลาด” หยานฮัวขมวดคิ้ว เธอหันไปอีกทางเพื่อออกเดินนำหน้า แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าจะอธิบายภาพรวมเกี่ยวกับสถานการณ์ของเผ่าให้ท่านฟัง”
“ได้เลย” ซูไป๋ก้าวไปด้านหน้าเพื่อเดินข้างๆ เธอ
“เผ่าของเรามีนามว่าเผ่ามังกรอัคคี และโทเท็มของเราคือมังกรอัคคี แต่รูปร่างหน้าตาของมันเป็นอย่างไร ข้าก็ไม่อาจจะบรรยายได้อย่างชัดเจน ท่านพ่อจะอธิบายเรื่องนี้อีกทีหากมีเวลา” หยานฮัวกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เข้าใจล่ะ” ซูไป๋หวนนึกถึงสิ่งที่เขามองเห็นในห้วงภวังค์คล้ายกับความฝันก่อนหน้านี้ [หรือเจ้าสิ่งที่อยู่ในเปลวเพลิงนั่นจะเป็นโทเท็มมังกรอัคคีกันนะ]
“ในเผ่ามังกรอัคคีของเรา หัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันคือท่านพ่อของข้า” ในขณะที่หยานฮัวพูดเรื่องนี้ แววตาสีแดงของเธอก็แสดงความขุ่นเคืองใจออกมาชั่วครู่หนึ่ง น้ำเสียงของเธอเย็นชาลงในขณะที่พูดต่อ “ขณะนี้เผ่าของเรามีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดสิบสองคน โดยในทีมนักล่าเหลืออยู่เพียงสิบเอ็ดคนเท่านั้น ทั้งๆ ที่เมื่อสิบห้าวันที่แล้ว เผ่ามังกรอัคคีของเรามีสมาชิกถึงสามร้อยคน และมีทีมนักล่าอยู่ถึงสามสิบสองคน…”
เสียงของเธอเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม แฝงไปด้วยความอาฆาตแค้น “แต่เพราะเผ่าอสรพิษดำมาบุกรุกพื้นที่ล่าสัตว์ของพวกเรา แถมยังซุ่มโจมตีทีมนักล่าของเราอีกด้วย พวกมันยึดครองดินแดนบรรพชนของเผ่าเรา… สุดท้าย เราจึงไม่มีทางเลือก นอกจากอพยพมาอยู่ที่ตรงนี้”
“สรุปก็คือ เผ่าอสรพิษดำเป็นศัตรูของเราใช่ไหม” ซูไป๋ถาม พร้อมกับหรี่ดวงตาของเขาลงเล็กน้อย
เขาไม่ทันคาดคิดว่าเผ่ามังกรอัคคีจะมีศัตรูเช่นนี้ นั่นหมายความว่าหลังจากที่เขากลายเป็นชาแมนแล้ว เผ่าอสรพิษดำก็จะกลายเป็นศัตรูหลักที่เขาต้องต่อกรด้วย
“ใช่ หากมีโอกาส เราจะต้องแก้แค้นและยึดดินแดนบรรพชนของเผ่าเรา รวมถึงพื้นที่ล่าสัตว์กลับคืนมาให้ได้” หยานฮัวกล่าวขณะกัดฟันแน่น
“บุญคุณต้องทดแทน แค้นนี้ต้องชำระ” ซูไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
“หืม” หยานฮัวหันมาสำรวจท่าทีของชายที่อยู่ข้างๆ เธอด้วยความประหลาดใจ เธอมองซูไป๋ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แฝงไปด้วยความพึงพอใจ
ถึงอย่างไร ซูไป๋ก็ยังคงเป็นคนแปลกหน้าภายในเผ่า เขาเพิ่งจะอยู่กับเผ่ามังกรอัคคีได้เพียงสามวันเท่านั้น และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหมดสติ จึงยังต้องอาศัยเวลาและการพิสูจน์ตัวเองอีกสักพัก ก่อนที่เขาจะได้รับการยอมรับว่าเป็นสมาชิกเผ่าอย่างแท้จริง
“ทุกคนอาศัยอยู่ในเต็นท์กระโจมกันหมดเลยเหรอครับ” ซูไป๋กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะถาม
“อืม ตอนนี้เราทำได้แค่นอนในเต็นท์ แต่ก่อนพวกเราเคยอยู่ในถ้ำ” หยานฮัวเล่า พร้อมกัดฟันด้วยความเคียดแค้น ในขณะที่โทสะปรากฎขึ้นในแววตาของเธออีกครั้ง
“อืมม…” ซูไป๋ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เมื่อเทียบกับสิ่งปลูกสร้างบนโลก เต็นท์และถ้ำ ไม่ใช่สถานที่พักอาศัยที่ดีเลย
ทันทีที่ความคิดดังกล่าวแว่บเข้ามาในหัวของเขา จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่แข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์:
<ติ๊ง กำลังเริ่มต้นการผสานการทำงานระบบช่วยเหลือรายวัน… 10%… 20%… 70%…>
<ติ๊ง ผสานการทำงานระบบช่วยเหลือรายงานสำเร็จแล้ว>