- หน้าแรก
- อยู่ดีๆ ผมก็ได้เป็นหัวหน้าเผ่ายุคบรรพกาลซะงั้น
- บทที่ 1 ตื่นขึ้นมาไหงกลายเป็นชาแมนไปได้
บทที่ 1 ตื่นขึ้นมาไหงกลายเป็นชาแมนไปได้
บทที่ 1 ตื่นขึ้นมาไหงกลายเป็นชาแมนไปได้
“ทำไมเจ็บขนาดนี้เนี่ย” ซูไป๋ฝืนลืมตาอย่างยากลำบาก เขารู้สึกราวกับว่าหัวของเขาโดนค้อนฟาดเข้าไปเต็มแรง
หลังจากนอนต่ออีกพักใหญ่ เขาก็เริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือผืนหนังสัตว์ขนสีน้ำตาลที่รายล้อมอยู่รอบทิศ [นี่คือเต็นท์กระโจมที่ทำจากหนังสัตว์ใช่ไหมนะ]
ซูไป๋ผุดลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะยกชายเต็นท์ขึ้นเพื่อเดินออกไปด้านนอก ทันทีที่หันมองไปรอบๆ ตัวเขาก็แข็งทื่อด้วยความตกตะลึง เบื้องหน้าเขาเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้สูง บนพื้นดินเต็มไปด้วยพืชที่ไม่รู้จักปกคลุมอยู่
“ไม่จริงน่า… ที่นี่ที่ไหนเนี่ย” ซูไป๋ขมวดคิ้วด้วยความมึนงง และพยายามนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า
จู่ๆ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นขณะพูดพึมพำกับตัวเอง “ที่จำได้คือเราเพิ่งเขียนนิยายจบ แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินป่าเพื่อผ่อนคลายสมอง จากนั้น ก็เดินไม่ระวังจนตกหน้าผา…”
“เดี๋ยวนะ… ที่นี่คือก้นหน้าผาอย่างนั้นเหรอ” ซูไป๋กระพริบตา เงยหน้ามองด้านบน และกวาดตาไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบหน้าผาอยู่ในรัศมีการมองเห็น ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาที่อยู่ใกล้ที่สุด ก็อยู่ไกลจนลับตา เขาประเมินว่ามันน่าจะอยู่ห่างออกไปมากกว่าสิบกิโลเมตร
เมื่อก้มมองชุดที่เขาสวมอยู่ มันก็ยังคงเป็นชุดกีฬาแบบเดียวกับที่เขาสวมขณะออกจากบ้าน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือตอนนี้มันขาดรุ่งริ่ง อย่างกับชุดที่พวกขอทานใส่
หลังจากตั้งใจสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว ซูไป๋ก็พบร่องรอยที่บ่งบอกว่ามีมนุษย์อยู่ในบริเวณนี้ และสรุปได้ว่า [ที่นี่คงจะเป็นค่าย เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่…]
“มีคนช่วยเราเอาไว้อย่างงั้นเหรอเนี่ย” ซูไป๋ผ่อนคลายลงเล็กน้อย [ตราบใดที่เราไม่ได้ติดอยู่ตามลำพังบนภูเขาที่รกร้างห่างไกล ก็คงจะไม่เป็นไร]
เขาออกเดินไปรอบๆ ค่าย สังเกตสิ่งต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่มากขึ้น เขาพบกองไฟที่ฟืนถูกเผาไปแล้วครึ่งหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งกองไฟแล้ว เต็นท์ที่เขานอนน่าจะอยู่บริเวณรอบนอกของค่าย
“ได้ไงกัน ใครเขาทิ้งให้คนเจ็บนอนอยู่คนเดียวตรงเกือบนอกค่ายแบบนี้” ซูไป๋พึมพำ สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมมากขึ้น
ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ อ้อมผ่านต้นไม้ไปอีกสองสามต้น เขาก็พบร่องรอยเพิ่มเติมที่แสดงว่ามีมนุษย์อยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่มันกลับทำให้เขายิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
“เกิดอะไรขึ้น มีกระดูกกระจายอยู่เกลื่อนกลาด แล้วก็มีแต่เต็นท์กระโจม” ซูไป๋ยืนนิ่ง จ้องไปที่เต็นท์ตรงหน้าเขาในสภาพเหม่อลอย เบื้องหน้าของเขามีเต็นท์อยู่ประมาณสามสิบหลัง
เขามองเห็นผู้คน แต่เสื้อผ้าของทุกคน ล้วนทำด้วยหนังสัตว์หรือกระโปรงที่ร้อยขึ้นจากใบไม้
“พวกนี้ใช่มนุษย์กินคนรึเปล่านะ หรือว่าเป็นชาวพื้นเมือง” ซูไป๋ร้องตะโกนทักทาย
“เอนนมนเครกนว…” “มงเบดท…”
เมื่อได้ยินเสียงที่ซูไป๋ร้องทัก คนเหล่านั้นต่างพากันหันมามอง และตะโกนบางอย่างกลับมา แต่เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่คำเดียว มันเป็นโทนเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่ใช่ทั้งภาษาจีนหรือภาษาต่างประเทศอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี...
และมันก็ไม่คล้ายกับสำเนียงเฉพาะถิ่นของภาษาจีนเลยแม้แต่น้อย ลักษณะการออกเสียงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย” ซูไป๋ร้องตะโกนอย่างสิ้นหวังเงียบๆ ในใจของเขา
“ฉึบ ฉึบ ฉึบ…”
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาซูไป๋ แสดงท่าทางพร้อมกับพยายามพูดคุย
“มงเบนเครชออะเร มาทนทาเม…”
“…” รูม่านตาของซูไป๋หดลงขณะพยายามเพ่งมอง จนกระทั่งชายคนดังกล่าวเข้ามาใกล้ เขาถึงสังเกตเห็นว่าชายคนนี้แปลกประหลาดมากแค่ไหน
ผมสั้นสีดำ ใบหน้าเหลี่ยม และผิวสีเหลืองเข้ม เขาสูงประมาณ 1.8 เมตร ถ้าพูดถึงความปกติ ก็ถือได้ว่าลักษณะเหล่านี้ไม่ได้แปลกอะไร แต่ส่วนที่ผิดปกติก็คือ เขาสีดำยาวสิบห้าเซนติเมตรคู่หนึ่งบนหน้าผาก เขี้ยวแหลมคมเต็มปากที่อ้าอยู่ของเขา และดวงตาสีน้ำตาลอ่อน
[เดี๋ยวนะ… บนโลกไม่ควรจะมีคนลักษณะแบบนี้อยู่สิ] สีหน้าของซูไป๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามั่นใจว่าเขาของชายคนนี้ ไม่ใช่ของตกแต่งชุดคอสเพลย์อย่างแน่นอน
[หรือว่า… เราไม่ได้อยู่บนโลกอีกต่อไปแล้ว] ความคิดนี้ทำให้ซูไป๋ขนลุกไปทั้งตัว แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที ทุกอย่างมันก็เริ่มจะสมเหตุสมผล [ภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ กับเผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน…]
“มงเบกบกกแลวกน” เมื่อเห็นซูไป๋อยู่ในอาการมึนงง ชายมีเขาจึงจับแขนของเขาไว้ และเดินนำทางเขาเข้าไปในค่าย
“…” ซูไป๋เดินตามโดยไม่ขัดขืน เขาเริ่มสงบใจลง และสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวอีกครั้ง เขาพบว่ายิ่งเดินลึกเข้าไป เต็นท์ก็ยิ่งสูงขึ้น และมีผู้คนแปลกประหลาดที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
บางคนมีหูแมวอยู่บนศีรษะ บางคนก็มีปีกอยู่กลางหลัง บางคนมีหางงูอยู่ตรงบริเวณก้น...
แน่นอนว่าก็มีมนุษย์ที่เหมือนกันกับเขาอยู่ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ผู้คนเหล่านั้นมีสีผมและสีตาที่แตกต่างกันไป: บางคนสีเขียว บางคนสีแดง...
[นี่เราโดนวาร์ปมาอยู่โลกแบบไหนกันเนี่ย] ซูไป๋โอดครวญอย่างสิ้นหวังในใจ เขาพยายามใช้ความคิดอย่างหนัก เพื่อหาทางหลบหนีจากสถานการณ์ตรงหน้า
*ฉึบ ฉึบ ฉึบ…* หลังจากเดินต่อไปอีกสองสามนาที ซูไป๋ก็ถูกพาตัวมาที่เต็นท์ขนาดใหญ่หลังหนึ่ง มีผู้คนทุกเพศทุกวัยห้อมล้อมเต็นท์ดังกล่าวอยู่ ทั้งคนแก่ วัยกลางคน และคนหนุ่มสาว มีเสียงเอ็ดตะโรดังมาจากด้านใน
“ท่านชาแมนคงทนต่อไปได้อีกไม่นาน เต็มที่ก็อีกสองสามวัน เราต้องหาตัวชาแมนคนใหม่ให้เจอโดยเร็ว”
“แต่ทุกคนในเผ่าล้วนเข้ารับการทดสอบจนหมดแล้ว และไม่มีใครมีพรสวรรค์ในการเป็นชาแมนแม้แต่คนเดียว”
“แล้วเราควรจะทำยังไงล่ะ ถ้าไม่มีชาแมน เผ่าของเราคงถึงคราวล่มสลาย ข้าไม่อยากกลายเป็นนักพเนจรนะ”
“ก็ยังเหลืออยู่อีกคนไม่ใช่เหรอ”
“เจ้าหมายถึงนักพเนจรที่เราเจอตัวเมื่อสามวันก่อนน่ะเหรอ”
“ใช่ หมอนั่นแหละ ให้เขาลองดูสิ เหลือแค่เขาคนเดียวที่ยังไม่เคยเข้ารับการทดสอบ”
“ท่านชาแมน ท่านคิดเช่นไร”
“ให้เขาเข้ามา”
“…”
*ฉึบ ฉึบ ฉึบ…*
เสียงในเต็นท์เริ่มเงียบลง ชายเต็นท์ถูกยกเปิดขึ้น จากนั้นชายคนหนึ่งซึ่งมีรอยแผลเป็นบนแก้ม ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ก็เดินออกมา บนศีรษะของเขามีเขากระทิงสีแดงยาวสามสิบเซนติเมตรคู่หนึ่งอยู่
“มงเบเด” ชายเขาสีแดงชี้มาที่ซูไป๋และกวักมือเรียกเขา
“คุณอยากให้ผมเข้าไปเหรอ” ซูไป๋เดาเอาจากท่าทางของอีกฝ่าย หลังจากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ก้าวเข้าสู่ด้านในของเต็นท์ขนาดใหญ่
ทันทีที่เข้าไปถึง เขาก็ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวอย่างรุนแรง กลิ่นดังกล่าวผสมปนเปไปกับกลิ่นเลือด ที่ลอยออกมาจากตัวของชายร่างกำยำสองสามคนที่อยู่ด้านใน มันทำให้เขาเกือบจะอาเจียนออกมา
ภายในเต็นท์มีคนอยู่ทั้งหมดหกคน รวมชายเขาสีแดง ซูไป๋คือคนที่เจ็ด อย่างไรก็ตาม มีอยู่หนึ่งคนที่เขารู้สึกสนใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งได้แก่ชายชราที่อยู่ด้านหลังสุดของเต็นท์
[เขาคงจะเป็นหัวหน้าของที่นี่] ซูไป๋จ้องมองไปที่ผู้อาวุโส และพินิจพิจารณารูปลักษณ์ของเขา
ผู้อาวุโสคนนี้ มีผมสีขาวยาวคลุมไหล่ คิ้วหนาสีขาว และเครายาว แม้ว่าจะอายุมากแล้ว แต่ดวงตาสีดำคู่นั้นของเขากลับดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง ไม่สมกับที่เป็นดวงตาของชายผู้สูงวัยเลยแม้แต่น้อย
“เหมนเขามาเกลเกล…”
ซูไป๋ถูกผลักให้เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าชายชรา
เขารู้สึกกังวลใจไม่น้อย ซูไป๋ขมวดคิ้วขณะจ้องมองผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องหน้า เขาตัดสินใจว่าจะจับชายชราเป็นตัวประกัน หากสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยจะดี เขาจะไม่ยอมกลายเป็นอาหารของคนพวกนี้อย่างเด็ดขาด
“หืมมม” ทันทีที่ซูไป๋สบตากับชายชรา ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อไปหมด จิตใจของเขาถูกสายตาของชายชราดึงดูดโดยไม่ได้ตั้งใจ
เพียงชั่วพริบตา เขารู้สึกราวกับตัวเองอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว เขาอยู่ในความมืดมิด ทุกอย่างหยุดนิ่งไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว เขาเห็นเปลวไฟลุกไหม้ในความว่างเปล่า จากแสงสว่างจุดเล็กๆ ค่อยๆ ขยายตัวช้าๆ จนสว่างจ้าลานตาไปหมด
“มีบางอย่างอยู่ในเปลวไฟนั่น” ดวงตาของซูไป๋เบิกกว้างเมื่อเขาบางอย่างอยู่ในเปลวไฟ เมื่อเขาเพ่งมองจนเห็นได้ชัด หัวใจของเขาถึงกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ มันคือสัตว์ประหลาดที่คล้ายกับงู แต่ก็ไม่ใช่งู มันดูคล้ายมังกรแต่ก็ไม่ใช่มังกรเสียทีเดียว
“หึ” เสียงพ่นลมออกจมูกที่แสดงถึงความไม่พอใจ
จู่ๆ ก็มีข้อมูลถูกส่งเข้ามาในหัวของเขาโดยตรง เขาตื่นจากภวังค์โดยไม่ทันตั้งตัว ราวทุกอย่างเป็นเพียงภาพหลอน ทุกอย่างที่เขาพบเห็นเมื่อชั่วครู่ หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เขาเห็นชายชราที่อยู่ตรงหน้าของเขาอีกครั้ง แต่ใบหน้าของผู้อาวุโสซีดเผือดลงอย่างมาก ดวงตาของเขาไม่เหลือความมีชีวิตชีวาอยู่เลยแม้แต่น้อย กลายเป็นดวงตาที่ดูเหนื่อยล้า ราวกับเขาได้ใช้พลังใจเฮือกสุดท้ายจนหมดสิ้น
“ท่านชาแมน เขามีพรสวรรค์ในการเป็นชาแมนหรือไม่” ชายเขาสีแดงเร่งสอบถามทันที
“แค่ก แค่ก แค่ก…” ชายชราไอสองสามครั้ง หอบหายใจในขณะที่พยักหน้า
“เยี่ยม พวกเรามีชาแมนคนต่อไปแล้ว”
“เสาโทเท็มและเหล่าบรรพบุรุษ อำนวยพรให้พวกเราแล้ว”
“หา” ด้วยเหตุผลบางอย่าง จู่ๆ ซูไป๋ก็เข้าใจสิ่งที่ผู้คนรอบตัวกำลังพูดคุยกัน และเขายังเข้าใจอีกด้วยว่าทำไมพวกนั้นถึงพาตัวเขาเข้ามาที่นี่ [ที่แท้ พวกนั้นก็อยากให้เราเป็นชาแมนประจำเผ่างั้นเหรอเนี่ย]