เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 139 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (7) [อ่านฟรีวันที่ 21/03/2562]

บทที่ 139 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (7) [อ่านฟรีวันที่ 21/03/2562]

บทที่ 139 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (7) [อ่านฟรีวันที่ 21/03/2562]


บทที่ 139 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (7)

เมื่อคังมิเรย์ลืมตาขึ้นมาเธอก็อยู่ในโลกที่ถูกทิ้งซะแล้ว

"นี่ พี่สาวครับ!"

ข้างหน้าเธอคือเด็กหนุ่มน่ารักที่ดูๆแล้วค่อนข้างจะดูคุ้นเคยอยู่ มิลได้มองมาที่เธอด้วยดวงตากลมโต เมื่อคังมิเรย์ได้นึกย้อนไปเธอก็ได้รู้ตัวและทักเขาออกไป

"ว่าไงมิล"

ยูมิล มอนสเตอร์ที่ยูอิลฮานเลี้ยงดูและน่าจะทะนุทะถนอมมากด้วย และก็ยังเป็นคนที่ดูเหมือนอิลฮานมากๆด้วย ยังไงก็ตามเมื่อเธอมองไปที่เขาสัพพักหนึ่ง เขาก็พูดออกมาในขณะที่หันไปรอบๆราวกับว่าเขากำลังอายอยู่

"ผมคิดว่าอีกเดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะตายเอานะ"

"แฮ่ก แฮ่ก...!"

"หือ? อ่า!"

ในที่สุดคังมิเรย์ก็รู้ตัวว่าเธอกอดนายูนาแน่นเกินไป เธอได้ถูกดึงมาที่นี่เพราะว่าเธอได้จับนายูนาแน่นด้วยความกลัวว่าจะถูกแยกกันไป แต่ว่ามันดูเหมือนนายูนาจะหมดสติไปในระหว่างทางที่มาที่นี่

"ขอโทษนะ"

"แค่ก แค่ก..."

เมื่อคังมิเรย์ปล่อยนายูนาไป นายูนาก็ไอออกมาพร้อมทั้งตีหน้าอกตัวเอง คังมิเรย์รู้สึกโกรธนิดๆกับความไม่ยุติธรรมนี่ แต่ว่ายูมิลได้มองไปที่หน้าอกของนายูนาราวกับเขาสงสัยอยู่ ภาพที่น่ารักนี่มันได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น

"นายูนาเธอไม่เป็นไรนะ?"

"ที่หัวใจของฉันจะหยุดเต้นก็เพราะมิเรย์กอดฉันแน่นไปนะแหละ ฉันกระทั่งคิดว่าถ้าตายแบบนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว"

"เงียบน่า"

คังมิเรย์ได้ดันนายูนาออกไปและมองดูรอบๆ น่าแปลกที่ที่นี่เป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาจำนวนมาก

"เธอก็น่าจะรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่ที่มอนสเตอร์เหมือนลิงนั่นไปที่โลกแล้วนะ"

"ฉันก็คิดแบบเธอแหละ"

รอบๆนี้ไม่มีมอนสเตอร์อยู่เลย ไม่สิ พูดให้ชัดคือไม่มีศัตรูอยู่รอบๆเลบ เมื่อรวมพันธมิตรแล้วก็มี มิล หมาป่าทั้งสี่ตัวที่เฝ้าระวังรอบนอกและคนสี่คนที่ใส่เกราะที่เด่นชัดว่าทำขึ้นมาโดยยูอิลฮาน

"มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน?"

[มิลได้ซ่อนทุกคนไว้ด้วยการปกปิดตัวตนของเขาและพาเธอมาที่นี่ มันเป็นพรสวรรค์ที่มากเกินไปจริงๆเลย] (เอิลต้า)

โอ้ ยังมีอีกหนึ่งนี่ ทูตสวรรค์ขนาดจิ๋วที่ดูจะสูงสิบห้าเมตรเป็นอย่างมากที่สุด ซึ่ง็คือเอิลต้าที่ถูกยูอิลลฮานส่งมาช่วยคังมิเรย์

"ท่านนางฟ้า ท่านรู้ไหมว่าเฟย์ต้าอยู่ไหนนะ?"

[ฉันรู้ดีเลยล่ะ ฉันได้ฆ่าเธอไปแล้ว] (เอิลต้า)

เอิลต้าได้ตอบกลับมาอย่างใจดี

[นังสารเลวนั่นเป็นคนทรยศของกองทัพสวรรค์ที่ไปร่วมมือกับกองทัพจรัสแสง เหตุผลที่เธอถูกลักพาตัวมาก็ยังเป็นเพราะการช่วยเหลือจากเธอคนนั้น แต่ว่าเธอก็ถูกลักพาตัวมาในนี้เหมือนคนโง่โดยที่ไม่รู้อะไรเลยใช่ไหม?]

"ใช่ค่ะ!"

นายูนาได้ตอบกลับไปอย่างมีชีวิตชีวาก่อนที่จะสลดลงไปบ้าง

"ฉันคิดว่าเฟย์ต้าเป็นเด็กดีซะอีก..."

"ฉันเป็นห่วงเธอมากกว่าที่เชื่อใจทูตสวรรค์ง่ายเกินไป"

นายูนาไม่ได้เชื่อใจใครง่ายๆเหมือนกับภาพลักษณ์ที่ไร้เดียงสาและหัวอ่อนของเธอ เนื่องจากความงามที่เธอมีมันตั้งแต่เด็กทำให้เธอได้พบเจอกับความโลภและความต้องการทางเพศมาตั้งแต่เด็ก ถ้ามันไม่ใช่เพราะครอบครัวของเธอแล้ว เธอก็คงตจะไม่มีทางโตมาได้ทั้งๆที่ยังบริสุทธิแบบนี้แน่

ยังไงก็ตามเธอก็เชื่อใจเฟย์ต้า แม้แต่คังมิเรย์ที่รู้จักเธอดีกว่าใครอื่น คังมิเรย์ก็พบว่านี่มันยากจะเชื่อได้

"แต่ว่าเธอเป็นทูตสวรรค์นะ"

นี่คือคำตอบของนายูนา คังมิเรย์ได้ถอนหายใจออกมาและเอิลต้าได้ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น

[ฉันขอโทษนะไม่สามารถจะพิสูจน์ความเชื่อใจแม้ไร้เงื่อนไขแบบนั้นกับเธอได้ มนุษย์ต้องเชื่อในทูตสวรรค์และทูตสวรรค์ต้องตอบแทนให้กับความเชื่อใจนั่น... นีมันเป็นความสัมพันธ์ดั้งเดิมโดยธรรมชาติ และว่าในเวลลานี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว] (เอิลต้า)

นายูนาได้มองไปทางเอิลต้าก่อนที่จะกระซิบกับคังมิเรย์ด้วยเสียงที่เป็นกังวล

"ฉันจะเชื่อในท่านทูตสวรรค์ตนนี้ได้ไหม?"

คังมิเรย์ได้พูดออกมาอย่างมั่นใจทันที

"ทูตสวรรค์ตนนี้ถูกอิลฮานส่งมา... คุณยูอิลฮานนะ"

"มิเรย์...?"

นายูนาได้มองไปที่มิเรย์ด้วยสายตาที่ไม่อาจจะอธิบายได้และคังมิเรย์ได้หน้าแดงเล็กน้อยพร้อมหลบสายตาเธอ เอิลต้าได้คิดว่าพวกเธอสองคนนี้เข้ากันได้ดีเมื่อเฝ้ามองอยู่

[ถ้าเข้าไปแล้วถ้างั้นก็ไปกันเถอะ เกตได้ถูกปิดไปแล้วและโลกนี้ได้ถูกแยกโดดเดี่ยวไปแล้ว เธอจะไม่อาจจะกลับไปที่โลกผ่านทางที่ถูกเชื่อมต่อไป ดังนั้นเราจะต้องทนไว้จนกระทั่งเขาเปิดเกตกลับไปที่โลกได้] (เอิลต้า)

"แล้วเราจะทำแบบนั้นได้เมื่อไหร่กันล่ะ"

คังมิเรย์ยืนยันออกมาเมื่อเธอได้ยืนยันแล้วว่าเธอไม่อาจจะกลับไปโลกได้ เอิลต้าได้ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใส่

[ปัญหามีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือในโลกนี้มันได้แยกโดดเดี่ยวออกมาจากโลกอื่นๆโดยสมบูรณ์แล้วและอย่างที่สองคือมันยากมากๆที่จะเปิดเส้นทางกลับไปที่โลกต่อให้มันเป็นไม่ใช่โลกที่โดดเดี่ยวออกมาก็ตาม] (เอิลต้า)

"ฉันจะทำในสิ่งที่ฉันจะทำได้ เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อที่จะแก้ปัญหาสองอย่างนี่?"

[พวกเราทำอะไรกับปัญหาแรกไม่ได้เลยด้วยพลังของเอง แต่มันก็มีความจริงแน่ชัดอยู่คือโลกนี้จะไม่แยกโดดเดี่ยวไปตลอดไปแน่ ดังนั้นพวกเราจะต้องแก้ปัญหาที่สองในเวลาที่... ปัญหาแรกคลี่คลายไปโดยธรรมชาติเองแล้ว] (เอิลต้า)

สายตาคังมิเรย์ได้มืดมนลงไปจากคำพวกนี้ พวกเราจะต้องรอนานมากแค่ไหนกันจนกว่าโลกนี้จะไม่แยกโดดเดี่ยวอีกต่อไปนะ? ถ้างั้นมันจะต้องมีอะไรอีกมากมายแน่ที่เกิดขึ้นบนโลก แม้ว่าคังฮาจินจะถูกทิ้งไว้ที่ฟากนู้น แต่มันก็ยากที่เขาเพียงคนเดียวจะทนกับการเปลื่ยนไปของโลกได้

นอกไปจากนี้ถ้าหากพวกเขาไม่กลับไปนานมากๆแล้วเธอจะทำยังไงกับคนๆนั้นล่ะ...

"ผมคิดว่าผมรู้นะ"

ขณะที่ใบหน้าคนๆนึงกำลังปรากฏขึ้นมาบนหัวคังมิเรย์ อัจฉริยะตัวน้อยยูมิลได้เงยหน้าตะโกนออกมา

"การสังหารหมู่ไง!"

คังมิเรย์ได้หวาดกลัวไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินในสิ่งที่ยูมิลพูดด้วยรอยยิ้มสดใส ยังไงก็ตามคนติดอาวุูธทั้งสี่คนที่เงียบมาจนถึงตอนนี้ได้เริ่มตะโกนออกมา

"สมแล้วที่เป็นองค์ชายของเรา"

"อ่า ตอนนี้ฉันมั่นใจแล้ว นี่มันเหมือนกับเราอยู่กับท่านจักรพรรดิเองเลย"

"พวกเราทุกคนเป็นคนที่จะต้องปกป้ององค์ชายนะ พวกนายทุกคนอยากจะตายงั้นหรอ?"

มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับงานปกป้องยูมิลมา แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงปฏิบัติกับครอบครัวของยูอิลฮานเหมือนราชวงศ์ก็ตาม... คังมิเรย์ได้แต่ยืนยันกับเอิลต้า

"แล้วมันคือวิธีอะไร?"

[มิลพูดถูกแล้ว มันคือการสังหารหมู่] (เอิลต้า)

"ว้าว มิลฉลาดจัง"

"เอะเฮะเฮะ"

"ได้ยังกัน!"

ในขณะที่นายูนากับยูมิลยิ้มสดใสให้กัน คังมิเรย์ได้แต่ตะโกนออกมาอย่างสงสัยสุดใจ แน่นอนว่าเอิลต้าก็ได้อธิบายออกมาอย่างใจดี

[เนื่องจากที่นี่คือโลกที่ถูกทิ้งทำให้ทูตสวรรค์ฝั่งกองทัพสวรรค์ใช้พลังของพวกเราไม่ได้ที่นี่ ยังไงก็ตามถ้าพวกเราได้รับหินพลังเวทย์มาจำนวนมากพอ ฉันก็จะสร้างเกตจากการทำงานของวงเวทย์ได้] (เอิลต้า)

"แล้วคำว่า 'มากพอ' มันมากแค่ไหนกันล่ะ?"

[ใช่้คลาส 3 เลเวล 130 เป็นพื้นฐานแล้วมันก็ประมาณล้านก้อน] (เอิลต้า)

มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องทำการสังหารหมู่ทั้งโลกจริงๆแล้ว

"ฟู่...ฮ่าห์"

คังมิเรย์ได้ถอนหายใจจากจำนวนที่บ้ามากๆของหินพลังเวทย์ ก่อนที่จะสรุปกับตัวเองและแตะแก้มตัวเอง นี่มันเร็วเกินไปที่จะสิ้นหวัง ตราบเท่าที่พวกเธอยังมีความหวังที่จะกลับโลกได้ เธอก็จะไม่อยู่เฉยๆแน่

ยูมิลได้เริ่มมองมาที่เธอ ในที่สุดแล้วคังมิเรย์ก็นึกขึ้นได้ว่ายูมิลได้จับเธอเอาไว้ในตอนที่เธอถูกดูดเข้ามาในเกต เขาเป็นห่วงเธอเลยตามมาที่นี่แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ากำลังไปที่ไหนก็ตาม

เมื่อคิดดูแล้วถ้าหากไม่ใช่เพราะยูมิลแล้ว เธอก็ไม่แม้แต่จะรู้เรื่องที่พวกศัตรูพยายามจะลักพาตัวนายูนาไปและอาจจะถูกจัดการหลังจากเข้ามาในเกตไปแล้ว มันอาจจะเพราะเหตุผลนี้เองที่ทำให้นายูนาไว้ใจยูมิลเหมือนกัน

"มิลขอบคุณนะ"

"ครับผม"

ยูมิลได้หยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใส่ใจอะไร แม้ว่าในสถานการณ์ตอนนี้จะเคร่งเครียดมากๆ มิเรย์ก็ได้แต่ยิ้มให้กับมิล เธอได้คิดว่ามันจะดีแค่ไหนกันหากเธอได้มีน้องชายแบบเขา

เธอได้พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใส่

"มิล พวกเราจะได้กลับไปใช่ไหม?"

"ใช่ครับ!"

มิลได้หยักหน้าอย่างเชื่อมันและพูดออกมา บางทีคังมิเรย์อาจจะไม่มีวันลืมคำพูดนี้เลยไปทั้งชีวิต

"มันง่ายกว่ามากเมื่อไปเทียบกับสิ่งที่พอทำ! ดังนั้นพวกเราทำมันได้แน่"

และเพราะอย่างนี้ปาร์ตี้นี้ได้ประกอบไปด้วย มนุษย์สองคน หมาป่าสี่ตัว เอลฟ์สี่คน มังกรหนึ่งตน และทูตสวรรค์หนึ่งตน พวกเขาได้เริ่มออกล่ากันไปทั่วโลก

ครึ่งปีแรกคือสิ่งที่ยากที่สุดแล้ว เพราะการปกปิดตัวตนของมิลยังไม่ได้สมบูรณ์นักทำให้บางครั้งพวกเขาถูกมอนสเตอร์พบเข้าและเมื่อพวกเขาถูกพบ พวกเขาจะต้องจัดการกวาดล้างมอนสเตอร์พวกนี้ให้หมดและไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำซ้ำๆจนนับครั้งไม่ได้ตลอดระยะเวลาครึ่งปีแรก

เนื่องจากโลกทั้งโลกคือพวกศัตรูทั้งหมดทำให้มันไม่มีที่ไหนเลยที่พวกเขาจะได้พักสบายๆ การต่อสู้ได้เกิดในทุกๆวนของชีวิตและเวลาพักผ่อนที่ยาวนานที่สุดที่พวกเขามีได้ก็คือสามชั่วโมง

ยังไงก็ตามก็ไม่มีใครบ่นสักคน ทุกๆคนนอกเหนือจากยูมิลต่างก็มีประสบการร์ที่เติบโตขึ้นมาอย่างยากลำบากและเนื่องจากยูมิลมีสกิลพักผ่อนตั้งแต่เกิดขึ้นมาทำให้เขาอึดมากที่สุดในทุกๆคนที่นี่

การต่อสู้ได้ดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด โชคดีที่การแบ่งหน้าที่ของพวกเขาได้เป็นไปอย่างสมดุลและพวกเขาสามารถจะการได้ทั้งกองกำลังระดับสูงขนาดเล็กกับกองกำลังมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ได้ทั้งคู่

ฟีเรียที่มีคลาสโจรได้ออกไปสำรวจ หมาป่าทั้งสี่ตัวที่มีเฟมิลคลาสสี่เป็นผู้นำ มิไร(แก้ชื่อเอลฟ์คนนี้นิดนึงนะครับ)ที่ใช้โล่กับดาบใหญ่พร้อมกับจิลจะขวางกั้นมอนสเตอร์ที่ด้านหหน้าและพีทที่ใช้ธนูจะเป็นคนควบคุมสถานการณ์

คังมิเรย์จะได้รับการป้องกันจากทุกคนและจัดการเคลียร์สนามรบด้วยเวทย์ที่ทรงพลังของเธอ ส่วนนายูนาจะเป็นคนที่เสริมพลังให้กับทุกๆคนในฐานะของนักบวช

โชคดีที่สุดเลยก็คือพวกเขาได้เอาถุงพื้นที่พิเศษมาจากกลุ่มของคังมิเรย์ ข้างในถุงเต็มไปด้วยมานาโพชั่นที่คังมิเรย์ได้ทำการเจรจาและข่มขู่เอามาจากกิลด์แปรธาตุจำนวนมากในโลกที่เธอไป มันไม่ใช่แค่ 'เต็ม' แต่มันมหาศาลจนดูเหมือนว่าเธอไปขโมยมาทั้งคลังของกิลด์เลยด้วยซ้ำไป

คนทั้งกลุ่มได้พัฒนาขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ในหมู่พวกเขายูมิลได้รับคลาส 3 เร็วที่สุดในหมู่คลาสสมาชิก 2 และพัฒนาขึ้นไปกลายเป็นเด็กที่ดูอายุประมาณ 11 ปีจากเดิมที่เป็น 7 ปี คนอื่นๆต่างก็มีความสุขกับการพัฒนาของด้วยความสับสนที่ผสมกันไปหมดทั้งยินดีกับเศร้าใจ

"ในเมื่อมิลน่ารักก็ไม่เป็นไรหรอก แม้ว่าฉันจะเศร้านิดๆถ้าเขาพัฒนาไปมากกว่านี้อีก แต่ว่าในเมื่อมิลน่ารักก็ไม่เป็นไรอยู่ดี"

ทุกๆคนต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ของนายูนา มิลไม่ใช่น่ารักเพราะมิลยังเด็ก แต่มิลน่ารักเพราะเขาคือยูมิล

แม้ว่าหลังจากโตขึ้นยูมิลจะน่ารัก แต่ภาพลักษณ์ทางฝั่งมังกรก็เพิ่มมากขึ้นตามการเลื่อนคลาสของเขาและแข็งแกร่งมากยิ่งขึน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสกิลการปกปิดตัวตนและสกิลพลังเวทย์ก็ได้รับการเสริมพลังขึ้นมา และมันดูเหมือนว่าเขาจะกำลังไล่ทันยูอิลฮานแล้ว เอิลต้าที่เห็นแบบนี้ได้ยินดีทั้งน้ำตาและตกใจเมื่อรู้ตัวว่าเธอได้คิดถึงยูอิลฮานอย่างสุดซึ้ง

เอริเซียได้รับคลาส 3 ของเธอมาทีหลังยูมิลและได้รับความสามารถอวยพรที่แข็งแกร่งมากขึ้นและพลังโดยรวมของเผ่าหมาป่าได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเอลฟ์ก็ได้เลื่อนไปคลาส 3 หลังจากเธอเล็กน้อย นายูนากับคังมิเรย์ก็ยังได้รับคลาส 3 ของพวกเธอมาอย่างไม่ยากลำบากหลังจากนั้นไม่นาน

และแบบนี้มันได้ใช้เวลาไปครึ่งปี มันไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลานานหลายต่อหลายปีเพื่อฝึกอย่างหนักหน่วงอะไรแบบนั้นเลย เพียงแค่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ห้อมล้อมไปด้วยศัตรูมันจะทำให้พวกเขากลายเป็นคลาส 3 เองโดยธรรมชาติ

ยิ่งพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นยังไง ความแข็งแกร่งของอุปกรณ์ของยูอิลฮานก็แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น และของบางชิ้นก็ทนทานและแข็งแกร่งขึ้นแม้ว่าจะไม่ได้รับการซ่อมแซมเลย ไอเทมพวกนี้ได้แข็งแกร่งขึ้นไปตามผู้ใช้งาน

ยังไงก็ตามพวกเขาก็ไม่อาจจะปรับตัวกับโลกที่ถูกทิ้งได้ง่ายๆจากการแค่กลายมาเป็นคลาส 3

มอนสเตอร์ที่อยู่ใต้คำสั่งของกองทัพปีศาจแห่งการทำลายได้ตระเวนไปทัวเป็นแสนๆตัวเพื่อตามล่านายูนาและกลุ่มของพวกเขาต้องทำสงครามแบบกองโจรแบบนับครั้งไม่ถ้วนจนการจะทำการสังหารกลุ่มแบบนี้ได้จนหมด เมื่อมีกลุ่มใหม่เข้ามาเสริมอีก พวกเขาก็เกือบจะสิ้นหวังกันไปแล้ว

ชีวิตที่ยากลำบากนี้มีเวลานอนกันแค่ 10 นาทีเท่านั้นเอง ยูมิลได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะให้พรรคพวกทุกคนอยู่ในการปกปิดตัวตนและพรสวรรค์แต่กำเนิดของเขารวมทั้งสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายได้ทำให้สกิลการปกปิดตัวตนของเขาพัฒนาขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง

ยังไงก็ตามปาฏิหาริย์ก็ได้เกิดขึ้นในจุดหนึ่งและอีกครึ่งปีก็ได้ผ่านไป

[สกิลการปกปิดตัวตนได้เพิ่มเป็นเลเวล 90! ในตอนนี้คุณสามารถจะซ่อนตัวเองได้เร็วและลึกลับมากยิ่งขึ้น]

[คุณได้รับฉายา 'เงาที่กว้างใหญ่' ระยะของการปกปิดตัวตนที่ใช้กับพันธมิตรจะกว้างขึ้นและผลที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ผลจะเพิ่มขึ้นอีกหากพันธมิตรมีความสามารถคลาสการปกปิดตัวตน]

ฉายาใหม่ของยูมิลนี้ได้พลิกสถานการณ์กลับไป จากสกิลการปกปิดตัวตนที่พัฒนานี้ที่พัฒนาขึ้นมาได้เปลื่ยนจากผู้หลบหนีเป็นผู้โจมตี

ด้วยยูมิลกับพรรคพวกที่ได้รับฉายานี้มา จะบอกว่าเขาเป็นยูอิลฮานเวอร์ชั่น 2.0 ที่ด้อยกว่าหน่อยก็ยังได้เลย มอนสเตอร์ต่างก็ตั่วสั่นหวาดกลัวว่าจะถูกซุ่มโจมตีอยู่ตลอดเวลาและยูมิลกับพรรคพวกก็สามารถปิดปิดตัวตนอย่างสบายๆได้หลังจากการโจมตีทั้งหมดออกไป

แน่นอนว่ามันใช้ไม่ได้ผลกับพวกคลาส 4 ไป แต่ว่าในเวลานี้พวกเราก็ฆ่าคลาส 4 ได้ด้วยการรวมพลังของพวกเขาเองแล้วดังนั้นนี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย นี่คือยังไม่รวมเฟมิลที่อยู่คลาส 4 เข้าไป

หรือให้พูดก็คือปาร์ตี้ของยูมิลในตอนนี้สามารถจะสู้กับคลาส 4 ถึงสองคนพร้อมๆกันได้อย่างเท่าเทียมแล้ว

นั่นหมายความว่าพวกคลาส 4 มันจะต้องออกมารวมตัวกันให้มากขึ้นงั้นหรอ? น่าเสียดายที่มอนสเตอร์พวกนี้ทั้งหมดไม่ได้ฉลาดเท่ากับมังกร

ในโลกนี้มีพวกคลาส 4 น้อยกว่าร้อยตัวซะอีก และพวกมันต่างก็มีความหยิ่งยโสของตัวเอง มันไม่เหมือนกับมังกรและไม่เคยมีการร่วมกลุ่มกันของคลาส 4 เพราะแบบนี้พวกมันทั้งหมดต่างก็เป็นแหล่งประสบการณ์ให้กับยูมิลและพรรคพวก

หลังจากผ่านไปได้สองปีนับจากที่พวกเขาเข้ามาในโลกที่ถูกทิ้ง กลุ่มของพวกเขาก็ได้นำหายนะมาให้โลกใบนี้

ยกเว้นเฟมิลกับหมาป่าคลาสสามสองตัวที่มาที่นี่ คนอื่นๆต่างก็มีเลเวลเฉลี่ยกันอยู่ที่ 130 แล้ว และมอนสเตอร์ก็ต่างหวังให้กลุ่มพวกนี้ออกไปได้แล้วแต่ว่ากลุ่มนักล่าพวกนี้ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

กองทัพปีศาจแห่งการทำลายและกองทัพจรัสแสงในโลกนี้ได้ยอมแพ้ไปแต่โดยดีแล้ว พวกสิ่งมีชีวิตชั้นสูงก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เช่นกัน

ในตอนแรกพวกมันคิดว่าแค่มอนสเตอร์คลาส 4 ก็พอแล้ว แต่ว่าตัวตนของยูมิลได้ทำให้ทุกๆอย่างพังไปหมด ใช่แล้วทุกๆอย่างได้ทั้งพินาจไปโดยสมบูรณ์แบบ

ในตอนนี้พวกมันก็อยากจะกลับไปค่ายของตัวเองแล้ว แต่พวกมันก็ทำไม่ได้เพราะโลกได้ปิดตัวลง ยังไงก็ตามเนื่องจากโลกนี้มันปิดสนิทอยู่ทำให้พวกมันได้แต่อยู่เฉยๆและในขณะนี้ยูมิลกับพรรคพวกก็ได้ก่อความวุ่นวายไปทั่วและถอนรากถอนโคนของมอนสเตอร์ในโลกที่ถูกทิ้งนี้

เมื่อผ่านไปอีกเก้าเดือน ในที่สุดโลกก็พ้นจากสถานะแยกโดดเดี่ยวและเกิดความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมต่อกับโลกอื่นอีกครั้งหนึ่ง

กองทัพปีศาจแห่งการทำลายและกองทัพจรัสแสงได้ออกไปก่อนและพวกยูมิลก็ยังเปิดใช้งานวงเวทย์เพื่อกลับไปโลกได้สำเร็จด้วย

"พวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะถ้าเกาหลีพังพินาจไปแล้ว? พวกเราจะปรับตัวกันได้หรอ?"

"เธอมัวกังวลอะไรในเมื่อคุณยูอิลฮานอยู่ที่นั่นนะ? นอกจากนี้ในตอนนี้ไม่น่าจะมีใครที่เลเวลเพิ่มได้เร็วเท่าเราแล้วไม่ใช่หรอ?"

"นั่นก็จริง แต่ว่า..."

คังมิเรย์ในตอนนี้ได้เป็นกังวลเมื่อถึงเวลาต้องกลับไป แต่ว่านายูนาได้ทำให้เธอใจเย็นลงด้วยทัศนคติที่ผ่อนคลายกว่า

นอกไปจากนั้นเฟมิลกับหมาป่าระดับสูงได้ถอนหายใจออกมาที่พวกเขาได้ปกป้องเอริเซียได้อย่างงปลอดภัย ในขณะที่เอริเซียกับเอลฟ์ก็ยังถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ปกป้องยูมิลไว้ได้

เอิลต้าก็ยินดีเช่นกันที่เธอจะได้กลับโลกไปเจอยูอิลฮานแล้ว และยูมิลก็มีความสุดที่เขาได้ไล่ตามพ่อเขาทันนิดหนึ่งแล้ว

"ไปหาพ่อกันดีกว่า!"

"ใช่ ไปกันเถอะ"

ยูมิลได้เป็นคนนำพวกเขาออกไปเหมือนกับที่นำทุกๆคนสู้ในโลกที่ถูกทิ้ง

ทั้งกลุ่มได้กระโดดเขาไปในเกตกลับโลกไปด้วยอารมณ์ที่สับสนที่มีทั้งความกังวลและยินดี

แต่ว่าบนโลกเวลาเพียงจะผ่านไปแค่ 10 วันเท่านั้นเอง

จบบทที่ บทที่ 139 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (7) [อ่านฟรีวันที่ 21/03/2562]

คัดลอกลิงก์แล้ว