เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (8) [อ่านฟรีวันที่ 23/03/2562]

บทที่ 140 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (8) [อ่านฟรีวันที่ 23/03/2562]

บทที่ 140 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (8) [อ่านฟรีวันที่ 23/03/2562]


บทที่ 140 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (8)

 

[สกิลปกครองได้เพิ่มเลเวลเป็น 30 เนื่องจากการพัฒนาขึ้นของผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณ]

เมื่อยูอิลฮานได้ลืมตาขึ้นมาหลังจากได้หลับเต็มอิ่มแล้วก็ได้เจอเข้ากับการแจ้งเตือนนี้

"เอ๊ะ? อะไรเนี้ย?"

เขาได้กระพริบตางงอยู่พักหนึ่งก่อนจะรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ยูมิลกับลูกน้องของเขากำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในเวลานี้

เมื่อยูอิลฮานได้รีบตรวจดูสเตตัสของเขาเอง เขาก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่สกิลปกครองเท่านั้น แต่มันยังมีสกิลเสียงสะท้อนมนุษย์-มังกรกับโลหิตมังกรด้วยที่ได้ยกระดับขึ้น

มิลยังมีชีวิตอยู่ แถมมิลยังพัฒนาขึ้นด้วยความเร็วมากๆอีกด้วย!

"ฉันคิดว่าโลกนั้นมันถูกปิดแล้วนะ...แต่ว่ามันยังมีการเชื่อมต่อกับบันทึกอคาชิคอยู่งั้นหรอ?"

ถ้ามันไม่ใช่แบบนั้นมันก็คงจะไม่มีทางที่บันทึกของยูอิลฮานจะถูกอัพเดตขึ้นจากการพัฒนาของพวกมิลแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นยูมิลได้รีบดูสกิลปกครองทันที

พูดให้ชัดเลยคือเขาได้ตรวจดูสเตตัสของลูกน้องของเขาผ่านสกิลนี้และผลลัพธ์ที่ออกมามันก็ค่อนข้างจะดี

[ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เชื่อมตอด้วยสกิลปกครอง:ยูมิล มิไร พีท จิล ฟีเรีย เอริเซีย]

"...เยี่ยม ทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่"

ยูอิลฮานได้ถอนหายใจเบาๆอย่างโลกใจ ถ้าหากทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่ เขาก็อาจจะพูดได้ว่าคนอื่นๆก็น่าจะปลอดภัยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าจะได้เจอกับพวกนั้นอีกครั้งเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้โล่งใจที่ทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่

'ในเมื่อกองกำลังของฝั่งนูนน่าจะอ่อนแอลงจากการต่อสู้บนโลกแล้ว พวกยูมิลจะต้องทนได้อย่างแน่นอน'

แม้อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าที่ออกมาจากเกตมันยังไม่สิบเปอร์เซ็นเลยด้วยซ้ำไป แต่สำหรับตอนนี้การไม่รู้มันดีกว่าสำหรับเขา

"ตอนนี้ฉันชักหิวล้วสิ"

ในตอนนี้ที่ความเป็นห่วงมิลกับพรรคพวกได้ลดลงไป ความรู้สึกหิวของเขาก็เข้ามาแทนที

เพียงเมื่อเขากำลังคิดจะลุกขึ้นไปนั่งบนเตียงสลัดความเมื่อยล้าออกไป เขาก็พบว่าเขาขยับตัวไม่ได้เลยเพราะเลียร่าเกาะตัวเขาอยู่

[อืมมมมมม อิฮิ อุฮุฮุ]

"หยี้ ทูตสวรรค์ที่ล้มเหลวคนนี้นี่"

ยูอิบฮานได้สลัดตัวเองออกมาจากแขนกับขาของเลียร่าที่รัดอกและขาของเขาออกตามลำดับ ก่อนที่จะกลิ้งทูตสวรรค์ที่น่าอับอายคนนี้ที่เกาะเขาอยู่ออกไป

มันดูเหมือนว่าเธอจะเกาะติดนึบเขามานานแล้วทำให้กลิ่่นตัวของเธอก็ดูจะติดบนตัวเขาด้วย ยูมิลฮานต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะทำให้หน้าที่แดงขึ้นจางลงไป

ไม่ว่าพวกเขาจะสนิทกันยังไง... แต่ในบางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่าจากการกระทำนี้เลียร่าคิดยังไงกับเขา เขาได้ลุกขึ้นยืนอย่างเบาๆและยืดตัว

"เอาล่ะถ้างั้น"

ไปกินข้าวให้สบายใจดีกว่า เมื่อเขาคิดได้ดังนี้นเขาได้เปิดช่องเก็บของขึ้นมา ในตอนนี้เอง

[สกิลปกครองได้เพิ่มเลเวลเป็น 31 เนื่องจากการพัฒนาของผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณ]

"...เอ๋?"

เมื่อกี้สกิลเพิ่งเลเวลอัพไปนี่นา แต่นี่มันกลับเลเวลอัพอีกแล้ว? พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์มากขนาดไหนกันเนี้ย? เขาได้กระพริบตาอีกครั้งอย่างตกตะลึง

ยังไงก็ตามการพัฒนาสกิลไม่ได้จบแค่นั้น หลังจากที่เขากินอาหารเย็นไป หลังจากที่เขาตีเหล็กเสร็จในตอนค่ำ แม้กระทั่งในตอนที่เขาล้มตัวลงนอน สกิลก็ยังคงพัฒนาอยู่!

[ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นแบบนี้ได้หากนายคิดว่าพวกเขาฆ่ามอนสเตอร์คลาส 3 ร้อยตัวในหนึ่งวินาทีงั้นหรอ? นายมีลูกน้องหกคนดังนั้นก็ต้องคนล่ะสิบหกตัว... หืมม นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าว่าคนๆนั้นไม่ใช่ยูอิลฮาน] (เลียร่า)

"แล้วฉันก็จะทำไม่ได้เลยด้วยหากไม่มีฟังก์ชั่นการควบคุมเก็บของ"

แน่นอนว่าคนที่ไปอยู่ต่างโลกไม่มีกระทั่งช่องเก็บของด้วยซ้ำไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะ? แน่นอนว่ามันไม่มีทางที่เขาจะรู้ได้เลย เขาจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อถามในตอนที่เจอกับพวกยูมิลอรกครั้ง

ในทุกๆวันของเขาที่ไม่มียูมิลกับลูกน้องคนอื่นๆมันทำให้เขานึกย้อนไปถึงในช่วงที่เขาถูกทิ้งไว้ ยิ่งการที่มันไม่มีทูตสวรรค์คนอื่นๆนอกไปจากเลียร่า ยิ่งทำให้เขานึกย้อนถึงช่วงนั้นมากยิ่งขึ้น

ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้กันนะ? เขายังรู้สึกได้ว่าเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

[ผู้คนทั้งหมดต่างก็เอาแต่พูกันเรื่องหายนะครั้งใหญ่ขั้นที่สองกันวุ่นวายเลยล่ะ] (เลียร่า)

"ความนิยมของแวนการ์ดก็เพิ่มขึ้นมากเหมือนกัน"

ในวันที่มีการต่อสู้กับโลกที่ถูกทิ้ง ยูอิลฮานได้มีการพูดถึงหายนะครั้งใหญ่ขั้นที่สอง และผลของมันก็ใหญ่มาก

ผู้คนบนโลกได้หวาดกลัวยิ่งขึ้นหลังจากได้รู้ว่าโลกที่วุ่นวายอยู่แล้วจะยิ่งวุ่นวายขึ้นไปอีก มันทำให้พวกเขาอยากที่จะยกระดับพลังและสัมผัสระวังภัยเพิ่มขึ้น เพราะแบบนี้ทำให้พวกเขาทุกๆคนต่างก็อยากจะทำการแลกเปลื่ยนกับแวนการ์ดที่มีอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าก็มีหลายต่อหลายคนที่ต้องการจะก้าวข้ามแวนการ์ด มีหลายบริษัทที่คิดว่าพวกเขาจะก้าวข้ามแวนการ์ดได้ด้วยการหลอมอาวุธของคนบนโลกนี้ที่พัฒนาเทคนิคขึ้นมาและสร้างอาวุธด้วยสกิลบันทึกแห่งอคาชิค แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่่ง่ายเหมือนอย่างที่พูด

การทิ้งระเบิดนิวเครียร์กับระเบิดไฮโดรเจนต้องทิ้งไว้เลยเนื่องจากว่ามันจะเป็นการฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองก่อนมอนสเตอร์ซะอีก อาวุธทางเคมีกับอาวุธทางชีวะภาพที่ใช้ได้ดีกับมนุษย์ปกติก็ไม่ได้ผลกับมอนสเตอร์เลยแม้แต่นิด

ส่วนปีพกก็ใช้ได้แค่กับพวกคลาย 1 และอาวุธหนักก็แทบจะเอาชนะคลาส 2 ไม่ได้ด้วยซ้ำไป และนี่ก็คือสมมติฐานที่ว่ามอนสเตอร์มันยืนนิ่งๆให้ยิงที่จุดอ่อนน่ะนะ

นอกจากนี้มอนสเตอร์ก็ยังมีภูมิคุ้นกันกับดินปืนทุกชนิด แม้แต่ขีปนาวุธก็ยังไร้ประโยชน์เว้นเสียแต่ว่ามันจะระเบิดใส่หน้าของมอนสเตอร์ตรงๆเท่านั้น แต่ว่าส่วนใหญ่มอนสเตอร์จะหลบก่อนหน้านั้นทำให้อาวุธเหล่านี้ไร้ประโยชน์ไป

ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ทำให้มนุษยชาติได้หันมามองที่วัสดุใหม่ที่โลกได้รับมาจากหายนะครั้งใหญ่ แต่ว่ามันไม่มีทางที่เขาจะใช้วัสดุใหม่นี้สร้างอาวุธได้ง่ายๆแน่

ถ้างั้นแล้วใครบนโลกที่จะทำทั้งหมดนี้ไดกันล่ะ? ใช่แล้ว มันก็มีแต่แวนการ์ดเท่านั้นเอง! และแบบนี้มันมีแต่ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของแวนการ์ดโด่งดังมากยิ่งขึ้น

[แวนการ์ดสร้างอาวุธด้วยการรีดไถเอเลี่ยน]

นี้คือมุกที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากการต่อสู้้กับโลกที่ถูกทิ้ง จากอาวุธที่ไม่เคยมีปรากฏที่ไหนมาก่อนเลยมันทำให้พวกเขาได้แต่พูดแบบนี้ออกมา ทั้งหมดนี้มันต้องขอบคุณในวัสดุระดับสูงของมอนสเตอร์ เพลิงนิรันดร์ และสกิลช่างตีเหล็กระดับสูงสุด

ในวันที่สามหลังจากที่มิลกับพรรคพวกได้ถูกดูดเข้าไปในโลกที่ถูกทิ้ง ยูอิลฮานก็ได้ทำการแลกเปลื่ยนอาวุธระดับสูงขั้นที่สองอย่างปลอดภัยและการเป็นเศรษฐีระดับโลก

ด้วยจำนวน้เงินที่ล้นเหลือทำให้เขาไม่ได้ทำการแลกเปลื่ยน้วยเงิน แต่เป็นวัสดุจากมอนสเตอร์ที่มีคลาส 2 ขึ้นไป ตึกอาคาร หรอที่ดิน แต่ว่าหลังจากที่เขาได้รับมันมาเขาก็ต้องรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องจัดการทั้งหมดนี้คนเดียวทำให้เขาปล่อยทิ้งเอาไว้ ไม่ว่ายังไงของพวกนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยูอิลฮานให้ความสำคัญอยู่แล้ว

แล้วจากนั้นเขายังได้ไปเจอกับคังฮาจินอีกด้วย

หลังจากขายอาวุธขั้นสูงออกไปแล้ว ทั้งสองคนก็ได้มุ่งหน้าไปจัดการกวาดล้างในเขตกังนัม สนามที่ที่มีเกตที่เชื่อมต่อกับไคโร บ้านของเหล่าหมาป่าอยู่

"นายไม่เป็นไรนะ?"

"พูดตรงๆก็เป็นนะ"

คังฮาจินได้ยิ้มแห้งๆออกมา แต่ว่านี่มันก็ดีกว่าก่อนหน้านี้มากแล้ว ในตอนที่ยูอิลฮานไปเจอเขาที่นิวยอร์ก เขาจิตใจว่าวุ่นจนถึงขนาดที่ว่าเขาทำอะไรไม่ถูกเลย

"แต่ว่าเราจะอยู่แบบนั้นตลอดไปไม่ได้... ถ้าเป็นคังมิเรย์หรือยูนาที่อยู่ที่นี่ พวกเธอก็น่าจะทำแบบนี้ได้เหมือนกัน"

แทนที่ยูอิลฮานจะพูดอะไรที่ไร้ความรับผิดชอบแบบว่า 'ในเมื่อลูกน้องนายยังมีชีวิต มันก็เป็นไปได้ที่เพื่อนกับน้องของนายก็อาจจะมีชีวิตรอดเหมือนกัน' เขาเลือกที่จะฟังเงียบๆแทน

"ผมกำลังจะคุยเรื่องที่ดีกับคุณเรื่องที่ดินในเมื่อการโอนกรรมสิทธิ์ได้เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ว่าก่อนหน้านั้น"

คังฮาจินได้ก้มหัวให้ยูอิลฮานแบบรู้สึกผิด

"ลูกน้องของคุณยูอิลฮานถูกจับไปก็เพราะน้องสาวของผม ผมต้องขอโทษจริงๆ"

"นายไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ นั่นมันเป็นการตัดสินใจของพวกเขาเอง"

คังฮาจินก็ยังผ่อนคลายขึ้นนิดๆจากการตอบกลับแบบจริงใจของยูอิลฮาน 'เป็นงั้นหรอ?' เขาได้ก้าวถอยไปเล็กน้อยก่อนจะถามออกมา

"ผมได้ยินมาว่าคุณได้ควบคุมมอนสเตอร์เพราะการที่จับหัวหน้าของพวกนั้น ถึงผมจะรู้สึกผิดที่จะถามเรื่องนี้ แต่ว่าพวกเราจะเชื่อใจหมาป่าพวกนี้ได้ไหม?"

"อืม แน่นอนว่าพวกเขาจะหลุดจากการควบคุมของฉันหากเอริเซียตาย"

"ถ้างั้น..."

"ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างเอ ดังนั้นนายไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกน่า"

"...ขอบคุณครับ ผมรู้สึกผิดจริงๆ"

นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาอยากจะได้ยินแตกแรกแล้วก็ได้ ยูอิลฮานก็เห็นใจคังฮาจินเหมือนกันที่เขาต้องมองดูน้องสาวถูกดูดเข้าไปในโลกที่ทิ้งต่อหน้าโดยทำอะไรไม่ได้ มันไม่ใช่ว่ายูอิลฮานจะไม่เข้าใจเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป

ในตอนนี้เองคังฮาจินก็ได้เปิดปากของเขาอีกครั้ง

"ผมอยากจะถามอะไรอีกอย่างได้ไหม?"

"อะไรล่ะ?"

"คุณมีแผนที่จะทำอะไรกับที่ดินนี่บ้างไหนล่ะ? ถ้ามันมีอะไรที่เราจะช่วยคุณได้..."

"โอ้ ไม่หรอก ฉันมีแผนจะทำอะไรบางอย่างแล้ว แต่ฉันไม่ต้องการความช่วยใดๆจากนายนะ"

ยูอิลฮานได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

"ฉันมีแผนที่จะสร้างบ้าน"

"คุณบอกว่า...บ้าน?"

"ในเมื่อฉันมีบ้านอยู่หลังหนึ่งแล้ว ดังนั้นฉันคิดจะสร้างคฤหาสน์ใหญ่ๆนะ"

"ด้วยตัวคนเดียว?"

"ใช่แล้ว"

ใบหน้าของคังฮาจินได้ปกคลุมไปด้วยความสับสนกับสงสัย ในขณะเดียวกันรอยยิ้มของยูอิลฮานก็มีมากยิ่งขึ้น เขาได้พูดออกมาด้วยความมั่นใจและความคาดหวัง

"ก่อนที่พวกมิลจะกลับมา ฉันจะสร้างคฤหาสน์ที่ยิ่งใหญ่"

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีที่จะสร้างคฤหาสน์ แต่ว่ามันยังมีสิ่งอื่นที่เขาต้องทำก่อนหน้านั้นก่อน

ซึ่งแน่นอนว่ามันก็คือไอเทมที่เขาได้สร้างพิมพ์เขียวขึ้นมาในระหว่างวิ่งไปอเมริกาใต้ ปีกไงล่ะ! ปีกที่จะมีขนนกบางๆนับแสนนับล้านอันที่จะเป็นอุปกรณ์ประเภทสนับสนุนที่สมบูรณ์แบบในการต่อสู้ ทั้งการป้องกันและกระทั่งการเคลื่อนไหว

จริงๆแล้ว เขาได้คิดที่จะสร้างมันด้วยกระดูกมังกรในตอนที่เขียนพิมพ์เขียว แต่ว่าหลังจากได้รับศพของสัตว์ปีศาจลาวาเลเวล 267 มา แผนของเขาก็เปลื่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาได้เปลื่ยนใจไปหลังจากที่ได้เจอกับหินพลังเวทย์คลาส 4 ในระหว่างที่ทำการชำแหละมัน

[ว้าว นี่มันน่าทึ่งจริงๆเลย..]

แม้แต่เอิลต้าก็ยังอุทานออกมาหลังจากเห็นมัน หินพลังเวทย์ที่ปกคลุมไปด้วยแสงที่ลึกลับ และมันยังมีขนาดใหญ่มากที่ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันจะออกมาจากสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ! นอกจากนี้มันยังมีพิษที่รุนแรงและคำสาปอยู่ด้วยทำให้มันยากจะถือเอาไว้ หินพลังเวทย์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของมันในตัวเอง

"เยี่ยม ฉันน่าจะใช้หินพลังเวทย์กับกระดูกสร้างปีกขึ้นมาได้"

[มันจะไม่ดีกว่าหรอที่จะสร้างอาวุธจากหินพลังเวทย์นี่?] (เลียร่า)

"มาเริ่มกันดีกว่า!"

[เฮ้ อย่ามาเมินกันนะ!] (เลียร่า)

กระดูกของมันยอดเยี่ยมเป็นอย่างดี เขากระทั่งสงสัยว่ากระดูกสีแดงดำนี่มันกินอะไรเข้าไปถึงแข็งขนาดนี้

ถ้าหากว่ามันจะมีข้อเสียใดนั้นมันก็น่าจะในการจัดการกับมัน แม้กระทั่งการตัดมันก็ยังยากมากๆแล้ว กระดูกของสัตว์ปีศาจมันแข็งเหมือนเหล็กเหมือนกับของมังกร และมันยังมีพลังที่เป็นเอกลักษณ์ของมันที่ดูดซับไปได้ในระดับหนึ่งและนั่นทำให้มันยิ่งแข็งขึ้นไปอีก

แม้กระทั่งเพลิงนิรันดร์ก็ยังเผามันลงไม่ได้แม้ว่าเขาจะให้หินพลังเวทย์ไปเท่าไหร่ เขาได้เรียกเพลิงม่วงออกมาจากหอกมังกรแปดหาง เสริมประกายเพลิง และปกคลุมมันด้วยเพลิงนิรันดร์และผสมเพลิงทั้งหมดเป็นหนึ่ง จากนั้นเขาถึงได้ฝืนหลอมมันลงไปได้ เนื่องจากตอนนี้ยูอิลฮานเองไม่มีมานาโพชั่นแล้วทำให้กระบวนการนี้มันเหนื่อยเอามากๆ

นี่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะละลายกระดูกของสัตว์ปีศาจไปได้โดยสิ้นเชิง และต่อให้เขาจะละลายมันลงไปได้มันก็แทบจะแข็งตัวกลับไปในทันที ดังนั้นยูอิลฮานก็จะต้องสร้างอาร์ติแฟคด้วยความคิดและการกระทำของสัตว์์ร้ายที่เล็งเหยื่อ

มีดแกะสลัก ค้อน สิ่ว และทั่งของยูอิลฮานได้สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อที่จะสร้างอาร์ติแฟคขึ้นจากกระดูกสัตว์ปีศาจทีละนิด ฉากๆนี่มันดูเท่มากๆแต่ว่าก็น่าเสียดายที่มีเลียร่าเห็นมันเพียงคนเดียว เนื่องจากเลียร่าชอบเฝ้าดูยูอิลฮานถือค้อนมาตั้งแต่แต่ก่อนแล้ว ช่วลเวลานี้มันก็เหมือนกับพรของเธอ

แน่นอนว่าเธอก็ไม่อาจจะไปวุนวายได้ เธอได้แต่สนับสนุนเขาข้างๆ

[อิลฮานตรงนั้นมันจะแข็งตัวแล้ว!] (เลียร่า)

"โอ้ววววววว!"

[ด้านล่างอีกนิดนึง มันติดอยู่! ] (เลียร่า)

"โอ้ววววววววววว!"

การต่อสู้นี่มันกระทั่งยากยิ่งกว่าการฆ่าสัตว์ปีศาจเองซะอีก มันได้ดำเนินแบบนี้ไปเกือบจะถึงสามวันก่อนที่จะจบลง ขนใบมีดและโคร่งร่างกระดูกได้เชื่อมต่อกับขนใบมีดทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

[ว้าว นี่มันสวยมาก นี่มันจะขยับได้เมื่อนายขยับไหล่งั้นหรอ?] (เลียร่า)

"แน่นอนสิ"

เขาได้ใส่ปีกไว้ที่ด้านหลังและเมื่อเขาเกร็งกล้ามเนื้อลหังและกล้ามเนื้อไหล่ของเขา ปีกที่ทำขึ้นมาจากใบมีดก็ได้กระพรือในระหว่างที่สร้างเสียงที่แหลมคมและน่ากลัว เขาได้จัดทำมันขึ้นดังนั้นมันจึงขยับได้เพียงแค่ใช้แรงตรงๆและไม่ใช้มานา

แน่นอนว่าเทคนี้นี่เองก็น่าทึ่งมากๆ แต่ว่าควาสามารถในการเคลื่อนไหวมัดกล้ามเนื้ออย่างอิสระของยูอิลฮานมันน่าทึ่่งกว่ามาก

[ในตอนนี้นายบินได้แล้วหรอ?] (เลียร่า)

"ถ้าฉันตกลงมาจากฟ้าฉันก็น่าจะควบคุมทิศทางบินของมันได้ แต่ไม่ว่าการกระพือปีกหนักๆนี่มันบนพื้นมันจะยากแค่ไหน มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ฉันจะต้องฝึกกล้ามเนื้อหลัง"

[นั่นมันก็ฟังดูไม่ได้แย่สำหรับฉันนะ] (เลียร่า)

ปีกในปัจจุบันของเขาอยู่ในระดับตำนานแล้ว หากว่าเขาขยับกล้ามเนื้อไหล่และกล้ามเนื้อหลัง มันก็เป็นไปได้ที่จะโจมไปทางด้านหลังด้วยปีกในขณะที่โจมตีด้านหน้าด้วยอาวุธในมือ แค่พลังโจมตีอย่างเดียวของมันก็ประมาณเจ็ดพันแล้ว

ยังไงก็ตามสิ่งที่ยูอิลฮานต้องการไม่ใช่อาวุธ เขาต้องการอุปกรณ์ที่สนับสนุนให้การเคลื่อนไหวของเขาต่อเนื่องลื่นไหลจากการที่เขามีสกิลการกระโดดเป็นพื้นฐาน

"ถ้าฉันต้องการจะทำแบบนั้น ฉันจำเป็นจะต้องสลักภาษาเวทย์ลงไปในขกนกพวกนี้ในทุกๆอัน ฉันกำลังพูดถึงขนนกที่แข็งมากๆพวกนี้"

[อ่า ใช่แล้ว... ทำให้ดีที่สุดนะ...!] (เลียร่า)

ดังนั้นนี่คือรอบที่สองแล้ว ยูอิลฮานได้เริ่มแกะสลักด้วยการใช้เพลิงทั้งหมดที่เขามีช่วย

หากเขาไม่ได้รับฉายา 'วีรบุรุษแห่งเพลิง' ที่เพิ่มพลังไฟของเขา ถ้างั้นไฟที่ออกมาก็คงจะลดลงและมันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างปีกแน่

"เสร็จแล้ว"

ยูอิลฮานได้ใช้เวลาอีกสามวันก่อนที่เขาจะแกะสลักได้สำเร็จ เมื่อมองดูรูปแบบเวทย์ที่สมบูรณ์ผ่านการแกะสลักที่มันยากจนกับดักแห่งการทำลายเทียบไม่ได้เลยทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา

ยังไงก็ตามส่วนสำคัญในการจัดการสร้างปีกมันยังคงไม่ได้เริ่มเลย

[นายจะใช้หินพลังเวทย์นั่นจริงๆหรอ?] (เลียร่า)

"ใช่ ฉันยังได้แยกออฟชั่นออกมาจากผ้าคลุมแล้วด้วย"

ยูอิลฮานได้สูดหายใจลึกๆและหยิบเอาหินพลังเวทย์คลาส 4 ออกมา เนื่องจากหินพลังเวทย์มันมีพลังมหาศาลมากๆแข็งแกร่งกว่าพลังของออฟชั่นมันก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะสร้างออฟชั่นใหม่ที่ยูอิลฮานต้องการ! มันจะต้องเป็นไปได้!

ยูอิลฮานได้วางหินพลังเวทย์ลงไปบนปีกขนนกใบมีดและวางมือทั้งสองข้างของเขาไว้ข้างบนก่อนที่จะหลับตาลง ในตอนนี้มันอยู่ในระหว่างทำหัตถกรรมมานาแล้ว

สิ่งที่เขาจินตนาการก็คือภาพของสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งและรวดเร็ว ภาพของสัตว์ปีศาจที่เป็นหายนะแค่การมีอยู่ของมันอย่างเดียว! มันไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังที่อัดลงไปในปีกนี้มันจะมีส่วนช่วยยูอิลฮานในอนาคตแน่

ในเวลาเดียวกันเขาก็คิดภาพของอาร์ติแฟคที่เสร็จสมบูรณ์ห้องทำงานของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีดำมืดมิด ยังไงก็ตามก็มีเส้นแสงระเบิดออกมา

[เสียงเพรียกแห่งการล่มสลายได้เสร็จสมบูรณ์]

[สกิลหัตถกรรมมานาได้เพิ่มเลเวลขึ้นเป็น 60 คุณสามารถจะดึงพลังของอาร์ติแฟคออกมาได้ด้วยมานาที่น้อยกว่าเดิม]

ในตอนที่ข้อความปรากฏขึ้นมา เขาก็มั่นใจแล้วว่าเขาทำสำเร็จ

[เสียงเพรียกแห่งการล่มสลาย]

[ระดับ - อีปิค(มหากาพย์)]

[พลังโจมตี – 7,300]

[พลังป้องกัน – 6,500]

[ความทนทาน – 15,500/15,500]

[ข้อจำกัดผู้ใช้งาน - วีรบุรุษแห่งเพลิง เลเวลสกิลความเชี่ยวชาญการต่อสู้กายภาพถึงขีดสุด]

[ออฟชั่น -

1. ใบมีดทั้งหมดจะสร้างปีกที่เต็มไปด้วยพลังเพลิงที่แข็งแกร่งขึ้นมา เพลิงทั้งหมดจะถูกดูดซับด้วยความทนทานเป็ฯขีดสุดและสามารถปล่อยมันออกมาได้อย่างอิสระ

2.ทำให้ความเร็วในการกระตุ้นสกิลประเภทการต่อสู้กายภาพทั้งหมดลดลงและเพิ่มผลลัพธ์ขึ้น 30%

3.สร้างคลื่นกระแทกขึ้นในจุดที่เล็งไว้ด้วยการใช้มานา พลังของคลื่นกระแทกจะขึ้นอยู่กับมานาที่ใช้ไป]

[สิ่งประดิษฐ์แห่งปาฏิหาริย์ที่ถูกสร้างจากช่างที่เยี่ยมที่สุดด้วยการใช้วัสดุที่ดีที่สุดที่มีในโลกระดับต่ำ]

[...หือ?] (เลียร่า)

เลียร่าได้เอียงหัวของเธออกมา

[มันน่าตกใจมากที่มันเป็นระดับอีปิค... แต่ว่านี่มันไม่ใช่แค่อาวุธที่ติดอยู่กลับหลักหรอกหรอ?]

"ดูที่ออฟชั่นที่สองสิ!"

[แน่นอนสิ! มันคือการเสริมพลังให้กับสกิลการต่อสู้ประชิด! มันเป็นอาวุธที่สมบูรณ์แบบ!] (เลียร่า)

"อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้ว่าพลังเหนือมนุษย์ก็นับอยู่ในหมวดเดียวกับสกิลการต่อสู้ประชิดนะ?"

[อ่า อะไรนะ?] (เลียร่า)

พลังเหนือมนุษย์เป็นสกิลประเภทต่อสู้กายภาพและแน่นอนว่าสกิลกระโดดก็เหมือนกัน เพียงแค่ใส่ปีกนี้ไว้ก็เพิ่มประสิทธิภาพให้กับสกิลกระโดด 30% แล้ว

นอกไปจากนี้ออฟชั่นที่ 3 ก็ยังเป็นออฟชั่นของผ้าคลุมในรูปแบบที่ถูกเสริมพลังขึ้นมา ความเรวของยูอิลฮานจะเพิ่มขึ้นมาสามเท่าหรือมากกว่านั้น

[ฉันจะไม่คิดว่ามันเยี่ยมจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง ดังนั้นก่อนอื่นเลย...] (เลียร่า)

เมื่อเลียร่ากำลังพูดแบบนี้ออกมาเพราะยังไม่รู้ถึงพลังที่แท้จริงของปีก เสียงสเปียร่าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นมา

[ไปที่นิวยอร์กเร็วกับยูอิลฮานเร็วเข้า! เกตดูเหมือนกำลังจะเปิดแล้ว!] (สเปียร่า)

เลียร่ารีบเงยหน้าและจับแขนยูอิลฮานทันที เธอได้ลากเขาและกางปีกของเธอออกมาโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของเขาเลย

[อิลฮาน ใช้เจ้าปีกนั่นเดียวนี้เลย เราต้องไปกันแล้ว] (เลียร่า)

"อะ อะไรล่ะนั่น!?"

[เดี๋ยวนี้เลย!] (เลียร่า)

"ปีก! ฉันจะเอาพวกมันไปด้วย!"

นับตั้งแต่ที่ยูมิลกับพรรคพวกเข้าไปในโลกที่ถูกทิ้งก็ผ่านไปสิบวันแล้ว

จบบทที่ บทที่ 140 - ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นลูกของฉัน! (8) [อ่านฟรีวันที่ 23/03/2562]

คัดลอกลิงก์แล้ว