- หน้าแรก
- พ่อข้าคือฌ้อปาอ๋อง ภารกิจพลิกนรกไกเซี่ย
- บทที่ 89 - เรื่องไร้สาระพรรค์นี้
บทที่ 89 - เรื่องไร้สาระพรรค์นี้
บทที่ 89 - เรื่องไร้สาระพรรค์นี้
บทที่ 89 - เรื่องไร้สาระพรรค์นี้
เฉินผิงรีบประสานมือถ่อมตน แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า "การกลั่นสิ่งนี้ สิ้นเปลืองสุราชั้นดีมหาศาล สุราชั้นดีในค่ายตอนนี้ล้วนอยู่ในมือของเหล่าแม่ทัพนายกอง พวกเขาขาดเหล้าไม่ได้สักวัน หากจะให้พวกเขาส่งมอบออกมา..."
หลิวปังได้ยิน ความตื่นเต้นบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นความลังเล ครุ่นคิดชั่งใจอยู่นาน สองนานกว่าจะถอนหายใจ โบกมือแล้วกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า
"เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง ให้ทหารบาดเจ็บทนลำบากไปก่อน รอทำลายเซี่ยงหยูได้แล้ว เสบียงและทุนรอนพร้อมมูล ค่อยมาพิจารณากันใหม่"
เฉินผิงฟังแล้ว แววตาหม่นลง อ้าปากจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
นี่คือนิสัยของเฉินผิง และเป็นข้อแตกต่างระหว่างเขากับจางเหลียง
จางเหลียงมาจากตระกูลขุนนางชั้นสูงแห่งแคว้นหาน เห็นโลกมามาก บวกกับสติปัญญาล้ำเลิศ ทำให้มีความมั่นใจในตัวเองสูง ในการวางแผนให้หลิวปัง หากเขามั่นใจว่าตัวเองถูก ต่อให้ความเห็นไม่ตรงกับหลิวปัง เขามักจะเลือกยืนหยัดในความคิดของตน และโน้มน้าวให้หลิวปังเปลี่ยนใจ
แต่เฉินผิงกลับตรงกันข้าม เขามาจากชนชั้นล่าง กว่าจะมาถึงจุดนี้ รับตำแหน่งระดับนี้ ไม่รู้ต้องผ่านความยากลำบากมามากเพียงใด ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแค่ไหน นี่จึงหล่อหลอมให้เขามีนิสัยประนีประนอม เก็บงำประกาย ระมัดระวังตัว และไม่ปะทะคารมกับใครซึ่งหน้า
ประกอบกับเขาเข้าร่วมกับหลิวปังกลางคัน ไม่ได้เป็นทีมงานดั้งเดิมที่ร่วมก่อร่างสร้างตัวมาจากอำเภอเพ่ย ดังนั้นในความสัมพันธ์กับหลิวปัง เขาจึงรับผิดชอบเพียงแค่เสนอแนะ หากหลิวปังรับฟังก็ดีไป หากไม่รับฟัง เขาก็จะไม่มีทางดั้นด้นดื้อรั้น ให้หลิวปังเปลี่ยนใจเด็ดขาด
หลิวปังลูบเครา ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "เอาสุราชั้นดีส่วนที่ข้าดื่มทั้งหมดไปกลั่นเป็น 'ยาขจัดพิษ' แล้วแจกจ่ายให้แม่ทัพนายกองระดับสูง เผื่อเวลาออกรบแล้วบาดเจ็บ จะได้ช่วยรักษาชีวิตพวกเขาไว้"
รู้ว่าช่วงก่อนเซี่ยงหยูได้แต่งตั้งขุนพลและขุนนางคนสำคัญของหลิวปังเป็นอ๋อง ทำให้หลิวปังต้องใช้ทั้งเล่ห์ทั้งกล ทั้งขู่ทั้งปลอบ หมดเปลืองพลังสมองไปไม่น้อยกว่าจะสงบสติอารมณ์พวกเขาลงได้ ตอนนี้สำหรับขุนพลและขุนนางคนสำคัญเหล่านี้ หลิวปังเอาใจแทบไม่ทัน ไม่กล้าไปกระตุ้นต่อมโมโหพวกเขาอีก
เฉินผิงหลุบตาลง ลอบถอนใจในอก ช่วงนี้เพื่อซื้อตัวติงกู้ เขาได้สืบข่าวความเคลื่อนไหวในค่ายฉู่มามาก พอนึกถึงว่าเซี่ยงชางยอมผิดใจกับแม่ทัพนายกองทุกคน รวบรวมสุราทั้งหมดมาทำ "ยาขจัดพิษ" เพื่อทหารบาดเจ็บ แต่ฮั่นอ๋องกลับ...
คิดถึงตรงนี้ เฉินผิงก็ส่ายหน้าเบาๆ
แต่ทันใดนั้น ความคิดประหลาดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ตามหลักแล้วของวิเศษอย่าง "ยาขจัดพิษ" ควรจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดและปิดเป็นความลับไม่ใช่หรือ เจ้าเด็กเซี่ยงชางนั่นก็ดูไม่น่าใช่คนไร้สติปัญญาเรื่องการรักษาความลับ ทำไมถึงปล่อยให้ของสิ่งนี้เปิดเผยต่อหน้าธารกำนัล ทั่วทั้งค่ายทหารไม่มีใครไม่รู้
หรือว่าเขาคำนวณไว้แล้วว่า ต่อให้หลิวปังได้ของสิ่งนี้ไป ก็จะไม่นำไปใช้ เพราะตอนนี้แม้แต่ข้าวยังหากินยาก การเจียดเสบียงมาหมักเหล้าจึงเป็นอภิสิทธิ์ของขุนนางและแม่ทัพชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น เขาอ่านขาดว่าหลิวปังไม่มีทางบีบบังคับขุนนางแม่ทัพเหล่านี้ให้สละความสุขทางปากท้องเพื่อค่ายทหารบาดเจ็บได้
หัวใจของเฉินผิงกระตุกวูบ ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าความมืดมิดในยามค่ำคืน ในชั่วพริบตานั้นสัญชาตญาณบอกเขาว่า สิ่งที่เขาคิดคือความจริง วินาทีนั้น เขาเหมือนเห็นภาพเจ้าเด็กหน้าตากวนประสาทคนนั้นทำหน้าเย็นชา พูดกับเขาอย่างเนิบนาบว่า "ข้าเอาของมาวางกองไว้ตรงหน้าพวกเจ้า พวกเจ้าก็ใช้ไม่ได้ แล้วจะปิดบังไปทำไม"
เฉินผิงกำมือแน่น ขบกรามจนปวด ในฐานะกุนซือ แต่กลับถูกคนอื่นอ่านเกมขาด ตกหลุมพรางที่คนอื่นวางไว้อย่างหมดท่า ความรู้สึกนี้มันแย่บัดซบจริงๆ
ชั่วขณะนั้น ความให้ความสำคัญและความระแวดระวังที่เขามีต่อเซี่ยงชาง พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด
ในขณะที่เฉินผิงกำลังอึดอัดใจอยู่นั้น หลิวปราหรี่ตาแก่ๆ ของเขาลง กล่าวด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า "เรื่องระหว่างเซี่ยงหยูกับเจ้าเด็กนั่น คิดหาวิธีเสี้ยมเขาให้แตกกันได้หรือยัง แผนเก่าที่เคยใช้เสี้ยมเซี่ยงหยูกับฟ่านเจิง จะเอามาใช้อีกได้ไหม"
เฉินผิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา "จากข่าวที่สืบมา เซี่ยงชางกินข้าวร่วมโต๊ะกับเซี่ยงหยูทุกวัน ความสัมพันธ์พ่อลูกแน่นแฟ้นมาก ยากจะแทรกแซงในเวลาสั้นๆ ต้องใช้เวลาหาช่องว่างระหว่างพ่อลูกคู่นี้ ส่วนแผนเก่าเรื่องเซี่ยงหยูกับฟ่านเจิง ใช้ไปครั้งหนึ่งแล้ว เซี่ยงหยูจะหลงกลอีกได้อย่างไร ดูเหมือนเซี่ยงหยูจะถูกท่านอ๋องตีจนเข็ดหลาบ นิสัยดื้อรั้นถือดีในอดีตเปลี่ยนไปมาก เดี๋ยวนี้กิจการทหารทุกอย่างล้วนปรึกษาหารือกับแม่ทัพนายกอง พูดอะไรทำนองว่า 'สามรองแม่ทัพหัวเหม็น เท่ากับจูกัดเหลียงหนึ่งคน' อะไรนั่น"
หยุดไปครู่หนึ่ง เฉินผิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
"เรื่องนี้ ท่านอ๋องต้องให้ความสำคัญนะครับ เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าเด็กเซี่ยงชางแต่ละอย่าง ล้วนใช้งานได้จริง และมีผลต่อการปลุกขวัญกำลังใจทหารอย่างมาก ประมาทไม่ได้เด็ดขาด"
หลังจากพลิกสถานการณ์จากวิกฤต "วงล้อมไกเซี่ย" ที่มีแต่ตายกับตายมาได้ เฉินผิงภายใต้การสนับสนุนของจางเหลียง ได้ระดมทรัพยากรทั้งหมดสืบหาความจริงเกี่ยวกับตำนาน "หนึ่งวันเกลี้ยกล่อมสามอ๋อง" ของเซี่ยงชางในวันนั้น จนรู้เรื่องราวเกือบทั้งหมด
แม้เฉินผิงจะเป็นปรมาจารย์ด้านทฤษฎีสมคบคิด เป็นยอดนักวางแผนยุแยงตะแคงรั่วแห่งยุค ก็ยังอดชื่นชมไม่ได้ โดยเฉพาะกระบวนการที่เซี่ยงชางเกลี้ยกล่อม... ไม่สิ ต้องเรียกว่าบีบบังคับให้อิงปู้กบฏ แผนการซ้อนแผนที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียน ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าถึงขีดสุด เปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ กดหัวเสือร้ายที่ดุร้ายป่าเถื่อนสะท้านโลกอย่างอิงปู้ให้ยอมจำนน ยิ่งทำให้เขาเลื่อมใส
เพราะรู้จักเซี่ยงชางดีพอ บวกกับช่วงนี้สืบทราบความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในค่ายทัพฉู่ ทำให้เฉินผิงสังหรณ์ใจลึกๆ ว่า หากมีเจ้าเด็กคนนี้อยู่ การกวาดล้างต้าฉู่ของทัพฮั่นต่อไปนี้ เกรงว่าจะยากลำบากแสนเข็ญ
สำหรับคำพูดของเฉินผิง หลิวปังค่อนข้างเห็นด้วย ตบต้นขาเบาๆ แล้วว่า "จื่อฝาง (จางเหลียง) ก็พูดแบบนี้ ในเมื่อตอนนี้ยุยงพ่อลูกเซี่ยงหยูให้แตกกันยาก ท่านเจ้ากรมลองติดต่อขุนพลคนอื่นของต้าฉู่ดูสิว่า จะใช้เงินหนักซื้อตัวได้ไหม ตอนนี้ต้าฉู่จนตรอกแล้ว ไม่เชื่อหรอกว่าขุนพลพวกนั้นจะไม่มีความคิดเป็นอื่น"
เฉินผิงพยักหน้าเบาๆ กำลังจะเอ่ยปาก หยางเทียน ขันทีคนสนิท (จงเจวียน) ก็รีบร้อนเดินเข้ามาในกระโจม มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แวบหนึ่ง แล้วโค้งคำนับหลิวปัง รายงานว่า "ท่านอ๋อง ต้าฉู่ส่งทูตมาขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ"
หลิวปังประหลาดใจ ลุกพรวดจากตั่งนุ่ม "เซี่ยงหยูส่งทูตมา? ตอนนี้ข้ากับเขายังมีอะไรให้คุยกันอีก ข้ารู้แล้ว หรือว่าเจ้าเด็กเซี่ยงหยูจะกลัวแล้ว มาขอชีวิตกับข้า ต่อให้มันยอมจำนนเป็นข้าบริวาร ข้าก็ไม่ปล่อยมันไว้หรอก!"
หยางเทียนส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด "ทูตไม่ได้มาขอเข้าเฝ้าท่านอ๋อง แต่... แต่มาขอพบท่านเจ้ากรมเฉินผิงพ่ะย่ะค่ะ!"
พอประโยคนี้หลุดออกมา ทั้งหลิวปังและเฉินผิงต่างตกตะลึง
"ทูตขนทรัพย์สมบัติมาเต็มรถม้าสามคัน มีทั้งทองคำ ไข่มุก อัญมณี ผ้าแพรพรรณ ดูท่าทาง... ดูท่าทางเหมือนต้องการจะซื้อตัวท่านเจ้ากรมเฉินผิงพ่ะย่ะค่ะ"
เฉินผิงขมวดคิ้ว รู้สึกถึงความไร้สาระพุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
หลิวปังเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเหมือนคนบ้านนอกได้ดูปาหี่ รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที หัวเราะร่าเร่งเร้าหยางเทียน "ซื้อตัวท่านเจ้ากรมเฉินผิง? ช่างคิดได้นะเจ้าเด็กเซี่ยงหยู จะปล่อยให้ความหวังดีของเขาเสียเปล่าไม่ได้ เร็ว เร็ว เชิญเข้ามา ข้าก็อยากจะดูเหมือนกันว่าต้าฉู่เขาซื้อตัวคนกันยังไง!"
ไม่นานนัก อู่เช่อ ทูตทัพฉู่ผู้มีรูปร่างผอมแห้งเหมือนลิง คางยื่นเหมือนพลั่ว หน้าตาประหลาดพิลึก ก็เดินวางก้ามกรีดกรายเข้ามา มือขวากรีดนิ้วลูบเคราแพะที่ปลายคาง
พอเข้ามาในกระโจม เห็นเฉินผิง ใบหน้าเหี่ยวย่นเหมือนเปลือกไม้ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เดินปรี่เข้ามาจับมือเฉินผิง แล้วเริ่มพร่ำพรรณนา "วันเวลาไม่เคยรอใคร ฤดูกาลผันผ่าน ร่ำลาจากท่านเจ้ากรมเฉินไปครานั้น เผลอแป๊บเดียวก็สองปีกว่าแล้ว วันนี้ได้เห็นท่านเจ้ากรมเฉินยังคงสง่างามไม่เปลี่ยน หน้าตาเหมือนเดิม ข้าปลื้มใจยิ่งนัก อดนึกถึงตอนที่อยู่ใต้บัญชาท่านอ๋องร่วมกับท่านเจ้ากรมไม่ได้..."
เฉินผิงมองหลิวปังที่ถูกเมินอยู่ข้างๆ แต่กลับไม่ถือสา แถมยังทำท่ารอดูละครฉากเด็ด จึงตัดบทการรำลึกความหลังอันแสนซาบซึ้งของอู่เช่ออย่างรำคาญใจ กล่าวเสียงเย็นว่า "ข้ากับท่าน และกับต้าฉู่ ไม่มีอะไรต้องคุยกัน ตอนนี้ต่างคนต่างมีนาย ต่างใช้กลยุทธ์ ต่างคนต่างมีชะตาของตน ท่านอู่เช่อ เชิญกลับไปเถอะ"
"โธ่ ท่านเจ้ากรมเฉิน ทำไมถึงเย็นชาผลักไสไล่ส่งกันแบบนี้ ตอนนี้ท่านอ๋องกระหายคนเก่ง เฝ้ารอท่านเจ้ากรม เหมือนนาแล้งรอฝนทิพย์! ข้าอุตส่าห์ขนทองคำอัญมณีมาให้ถึงสามคันรถ..."
"พอได้แล้ว!" เฉินผิงเห็นท่าทางเล่นใหญ่รัชดาลัยแบบหน้าไม่อายของหมอนี่ ก็ตวาดอย่างไม่สบอารมณ์ "ฮั่นอ๋องประทับอยู่ตรงหน้า ต่อหน้าเจ้านาย มาซื้อตัวลูกน้อง ต้าฉู่ของพวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว ข้าไม่เล่นด้วยหรอกนะ!"
อู่เช่อทำท่าเหมือนเพิ่งเห็นหลิวปังที่นั่งอยู่บนที่สูงในกระโจม สะดุ้งโหยง รีบขอขมา "อุ๊ย ไม่ทราบว่าฮั่นอ๋องประทับอยู่ด้วย ขออภัย ขออภัย!"
หลิวปังรู้สึกว่าฉากนี้มันคุ้นตาเหลือเกิน พลันนึกขึ้นได้ว่า นี่มันบทละครที่เฉินผิงเคยใช้เสี้ยมเซี่ยงหยูกับฟ่านเจิงในอดีตไม่ใช่รึ กลั้นไม่อยู่ระเบิดหัวเราะ "ฮ่าฮ่าฮ่า" ออกมา "อู่เช่อ เซี่ยงหยูกับเจ้าเด็กเซี่ยงชาง จนตรอกหมดหนทางแล้วรึ ถึงคิดแผนตบตาแบบเด็กเล่นขายของพรรค์นี้ออกมาได้"
จากนั้นเขาหันไปพูดกับเฉินผิง "ในเมื่อต้าฉู่มีน้ำใจไมตรีขนาดนี้ พวกเราจะปฏิเสธก็เสียมารยาท รับไว้สิ!" แล้วหันกลับไปพูดกับอู่เช่อว่า "กลับไปบอกเจ้าเด็กเซี่ยงชาง บอกว่าข้าพูดเอง ให้มันส่งมาเถอะ! ตราบใดที่มันกล้าส่ง ท่านเจ้ากรมเฉินของพวกเราก็กล้ารับ"
อู่เช่อกระดกเคราแพะขึ้น เมื่อเผชิญหน้ากับหลิวปัง ชายผู้ครอบครองแผ่นดินไปเกินครึ่ง ย่อมไม่กล้ากำเริบเสิบสานเหมือนตอนอยู่กับเผิงเยว่ แต่ก็ยังคงสีหน้าหยิ่งยโสไว้
"มีคำพูดนี้ของท่านอ๋องก็ดีแล้ว! ท่านแม่ทัพกองหลังของพวกเราตั้งใจจะทำแบบนี้อยู่แล้ว ท่านแม่ทัพกองหลังบอกว่า ขอแค่เหวี่ยงจอบให้ดี ไม่มีกำแพงไหนที่ขุดไม่ล้ม ขอแค่มีความเพียร แท่งเหล็กก็ฝนเป็นเข็มได้! ขอแค่พยายามต่อไป ปาฏิหาริย์ย่อมเกิดขึ้น ต่อไปนี้ไม่ใช่แค่ทองคำอัญมณี อาหาร เสื้อผ้า อาวุธล้ำค่า ก็จะทยอยส่งมาให้ท่านเจ้ากรมเฉินไม่ขาดสาย"
"ความจริงใจของพวกเรา สักวันจะทำให้ท่านเจ้ากรมเฉินใจอ่อน และเปลี่ยนใจได้ แม้แต่ท่านเจ้ากรมเฉินไม่จำเป็นต้องตอบตกลงตรงๆ ขอแค่ตอนวางแผนการทหารให้ท่านอ๋อง แอบเอียงเข้าข้างต้าฉู่เราสักนิดหน่อย ต้าฉู่เราก็ได้รับประโยชน์มหาศาลแล้ว และทั้งหมดนี้ เราจะไม่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ให้มีหลักฐาน อยู่ที่ความรู้ใจกันของคนฉลาด ท่านอ๋องแก่เฒ่าหูตาฝ้าฟาง ความคิดเชื่องช้า คงดูไม่ออกแม้แต่นิดเดียว"
"ทำแบบนี้ ไม่ขัดขวางท่านเจ้ากรมเฉินที่จะเสวยสุขกับลาภยศสรรเสริญในต้าฮั่นต่อไป ในขณะเดียวกันก็แอบมีสายสัมพันธ์ไมตรีกับต้าฉู่เราอย่างเงียบเชียบ ปัจจุบันความเกรียงไกรของทัพฉู่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตา แม้แต่อัจฉริยะทางทหารอย่างเหลียงอ๋องเผิงเยว่ยังชื่นชม ในอนาคตอันใกล้ วันที่ทัพฉู่ตีทัพฮั่นแตกพ่าย ท่านเจ้ากรมเฉินที่มีไมตรีจิตนี้อยู่ ก็ไม่ต้องกังวล สามารถย้ายค่ายมาอยู่ต้าฉู่เราได้อย่างไร้รอยต่อ เป็นขุนนางใหญ่ กินเงินเดือนสูงต่อไปได้ทันที!"
คำพูดชุดนี้ของอู่เช่อ เล่นเอาหลิวปังฟังจนอึ้ง รอยยิ้มสบายใจแข็งค้างอยู่บนใบหน้า!
เรื่องยุยงแปรพักตร์ที่เป็นความลับแบบนี้ ไม่ใช่ควรแอบทำเงียบๆ กลัวคนรู้หรอกรึ แต่นี่มาพูดปาวๆ ต่อหน้าข้าผู้เป็นฮั่นอ๋องอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง นี่มันจงใจหยามหน้าข้าชัดๆ!
"ท่านเจ้ากรมเฉิน จำไว้นะ รู้กัน! รู้กัน! ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ!" อู่เช่อทิ้งท้ายด้วยการคารวะอย่างงดงาม สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ท่วงท่าสง่างามเกินบรรยาย
รู้ทั้งรู้ว่าอู่เช่อจงใจมาเสี้ยมเขาให้แตกกัน แต่หลิวปังยิ่งคิดทบทวนคำพูดของตาแก่นั่น ก็ยิ่งตกใจ : คนฉลาดอย่างเฉินผิง ถ้ามีโอกาสเหยียบเรือสองแคม เพื่อหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเอง แถมยังทำได้อย่างแนบเนียนไม่มีใครรู้ เขาจะทำไหม?
ประเด็นคือด้วยความฉลาดของเขา และอำนาจในมือที่มหาศาล — เขาขึ้นมาแทนที่จางเหลียง ความลับทางทหารทั้งหมดของทัพฮั่นตอนนี้อยู่ในกำมือเขาหมด หากวันข้างหน้าตอนวางแผนสำคัญ เขาแอบเอียงเข้าข้างต้าฉู่จริงๆ ตัวข้าเองก็คงไม่มีปัญญาดูออกจริงๆ
วินาทีนี้ หลิวปังเกือบจะสั่งให้คนควบม้าเร็วไปตามจางเหลียงที่เพิ่งส่งตัวกลับไปให้กลับมา
เฉินผิงฉลาดเป็นกรด มองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดหลิวปัง
สำหรับหลิวปัง เขารู้จักทะลุปรุโปร่ง นี่คือแบบฉบับของจักรพรรดิโดยแท้ ภายนอกดูใจกว้าง เมตตาโอบอ้อมอารี แถมยังชอบเล่นมุกตลก ดูเป็นกันเองกับลูกน้องมาก แต่นั่นเฉพาะกับลูกน้องที่ไม่มีพิษสงต่อเขาเท่านั้น!
สำหรับขุนพลหรือขุนนางที่อาจเป็นภัยคุกคาม เขาจะเต็มไปด้วยความระแวงและป้องกันตัวตลอดเวลา และไม่เคยลังเลที่จะลงมือจัดการอย่างโหดเหี้ยม! เช่น หานซิ่น อิงปู้ เผิงเยว่ หรือแม้แต่พี่เมียอย่างลวี่เจ๋อ
โดยเฉพาะลวี่เจ๋อ ตอนที่เขาก่อการ ตระกูลลวี่ทุ่มสุดตัวสนับสนุนเขา แต่ใครจะคิดว่าพอกองกำลังตระกูลลวี่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ยึดเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ขุนพลเก่งๆ ในสังกัดผุดขึ้นราวดอกเห็ด จนครั้งหนึ่งเคยมีอำนาจเหนือกว่าเขาเสียอีก
หลิวปังจากที่เคยดีใจจนเนื้อเต้น ก็เปลี่ยนเป็นระแวงทันที หาทางกดหัวทุกวิถีทาง เช่น บังคับให้ลวี่เจ๋ออยู่เฉยๆ ไม่ให้มีโอกาสนำทัพออกรบสร้างผลงานอีก พร้อมทั้งพยายามแบ่งแยกและดึงตัวขุนพลในสังกัดลวี่เจ๋อออกมา
หลังจากกดดันอย่างต่อเนื่อง อำนาจของตระกูลลวี่ก็ลดลงจนถึงจุดที่เขารู้สึกปลอดภัย ถึงกระนั้น ตอนนี้ลวี่เจ๋อก็ยังถูกเขาทิ้งไว้ที่ดินแดนฉู่ อ้างว่าให้เฝ้ารักษาการณ์ แต่ความจริงคือกันท่าไม่ให้มาร่วมศึกสุดท้ายกับต้าฉู่ เพื่อแย่งชิงความดีความชอบ
ตามหลักแล้ว หลิวปังเองก็เป็นปรมาจารย์ด้านการใช้ไส้ศึกและปล่อยข่าวลือ แผนยุยงที่เห็นชัดๆ ของเซี่ยงชางแบบนี้ เขาไม่น่าจะหลงกล แต่คนประเภทนี้ยิ่งเป็นคนขี้ระแวง แน่นอนว่าตอนนี้จะไม่ใช้เฉินผิงก็ไม่ได้ แต่จะให้ไว้ใจเต็มร้อย เชื่อฟังทุกอย่างเหมือนเมื่อก่อน เกรงว่าคงทำไม่ได้แล้ว
การส่งทูตมาของเซี่ยงชางครั้งนี้ เท่ากับฝังหนามไว้ในใจหลิวปัง หลังจากนี้หากส่งทูตมาก่อกวนเรื่อยๆ ส่งทรัพย์สินให้เฉินผิงเรื่อยๆ ก็เหมือนรดน้ำพรวนดินให้หนามนี้เติบโต จนสุดท้ายอาจกลายเป็นดาบคมกริบที่ตัดขาดสายสัมพันธ์ความไว้ใจระหว่างคนทั้งสอง
เฉินผิงยิ้มขมขื่นในใจ รู้ดีว่าทำไมเซี่ยงชางถึงส่งทูตมาซื้อตัวเขาต่อหน้าหลิวปัง แถมยังจงใจพูดจาเปิดเผยขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าแค้นที่เขาเคยใช้อุบายเสี้ยมเซี่ยงหยูกับฟ่านเจิงในอดีต จึงใช้แผนหนามยอกเอาหนามบ่ง!
เจ้าเด็กนี่กำลังระบายความแค้นแทนพ่อหัวทึบที่เคยโดนเขาปั่นหัวจนหมุนติ้ว!
ชาวบ้านเขามีแต่พ่อระบายแค้นแทนลูก ต้าฉู่นี่กลับตาลปัตร กลายเป็นลูกระบายแค้นแทนพ่อ
เฉินผิงไต่เต้าจากสามัญชนขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูง จิตใจย่อมเข้มแข็งมั่นคงหาใครเทียบยาก แต่ลูกเล่นพิสดารของเซี่ยงชางครั้งนี้ทำให้เขาโกรธขึ้นมาจริงๆ ใบหน้าทะมึนลง ความคิดอยากประลองฝีมือ วัดความสั้นยาวสูงต่ำกับเซี่ยงชาง พลันปะทุขึ้นมาในใจ!
[จบแล้ว]