- หน้าแรก
- พ่อข้าคือฌ้อปาอ๋อง ภารกิจพลิกนรกไกเซี่ย
- บทที่ 49 - ฉีอ๋องเกรียงไกร
บทที่ 49 - ฉีอ๋องเกรียงไกร
บทที่ 49 - ฉีอ๋องเกรียงไกร
บทที่ 49 - ฉีอ๋องเกรียงไกร
หานซิ่นกล่าวเสียงขรึมกับฝานไคว่และลี่ซางที่เตรียมพร้อมรอคำสั่งอยู่ตลอดเวลาว่า "ถึงเวลาที่พวกท่านต้องออกโรงแล้ว นำทัพในสังกัดของพวกท่าน บุกโจมตีกองทหารม้าของเซี่ยงหยู ต้องตีให้แตกพ่ายในคราวเดียวให้จงได้"
ฝานไคว่และลี่ซางต่างก็จัดอยู่ในกลุ่มสิบแปดขุนนางผู้มีความชอบในการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น และจัดอยู่ในประเภทขุนพลสายบู๊ โดยเฉพาะฝานไคว่ อดีตคนขายเนื้อสุนัขผู้นี้ เวลาทำศึกจะบ้าดีเดือดไม่กลัวตาย กล้าหาญชาญชัย มักจะพุ่งรบอยู่แนวหน้าเสมอ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีความละเอียดรอบคอบและฉลาดเฉลียว ไม่รบแบบหัวชนฝา จึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการพุ่งชนเพื่อตัดสินแพ้ชนะในช่วงเวลาวิกฤต
ฝานไคว่และลี่ซางต่างก็เฝ้าสังเกตสถานการณ์ของทหารม้าสองหมื่นนายของเซี่ยงหยูอย่างละเอียดอยู่ตลอด เมื่อได้ยินคำสั่งของหานซิ่น ก็ลังเลอยู่บ้าง ในสายตาของพวกเขา ทหารม้าสองหมื่นของเซี่ยงหยูยังไม่ถึงขีดสุดของความเหนื่อยล้า หากเปิดฉากโจมตีครั้งสุดท้ายในเวลานี้ ไพร่พลย่อมต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่เมื่อเห็นหานซิ่นมีสีหน้าเด็ดขาด ไม่อาจโต้แย้ง ทั้งสองจึงสบตากัน แล้วรับคำสั่งด้วยความเคร่งขรึม
หานซิ่นยังคงออกคำสั่งปรับเปลี่ยนขบวนทัพต่อไป ทันใดนั้นเขาก็หยุดชะงัก ยืนนิ่งอยู่กับที่ เอียงหูไปทางด้านหลังเหมือนพยายามฟังอะไรบางอย่าง พลางถามอย่างลังเลว่า "พวกท่านได้ยินอะไรหรือไม่ เหมือนมีคนกำลังตะโกนอะไรบางอย่าง"
เหล่าขุนพลต่างก็รีบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมาจากด้านหลังกองทัพจริงๆ แต่ฟังไม่ได้ศัพท์
หัวใจของหานซิ่นเต้นรัวเร็วขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลางสังหรณ์อันน่ากลัวอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในใจรางๆ
และแล้ว ท่ามกลางความลังเลส่ายหน้าของเหล่าขุนพล เสียงตะโกนโหวกเหวกนั้นก็ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว จากเสียงอื้ออึงสับสนค่อยๆ ชัดเจนขึ้น จนทุกคนได้ยินถนัดถนี่ มันคือเสียงคำรามด้วยความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่งของเหล่าทหาร
"หลิวปังตายแล้ว! หลิวปังตายแล้ว! หลิวปังตายแล้ว! ข่าวดีต้องพูดสามรอบ"
"จิ่วเจียงอ๋องอิงปู้ลอบโจมตีทัพหลังฮั่น สังหารฮั่นอ๋องหลิวปัง"
"ต้าฉู่ได้รับชัยชนะ ทัพหลังฮั่นพ่ายแพ้ย่อยยับ หมดสิ้นทั้งกองทัพ"
"หลิวปังตายแล้ว ต้าฉู่จงเจริญ"
"รีบหนีเร็วเข้า หลิวปังตายแล้ว หนีช้าจะถึงคิวพวกเจ้า"
...
ลางสังหรณ์ร้ายในใจกลายเป็นความจริง หานซิ่นกลับยิ่งไม่อยากจะเชื่อ สัญชาตญาณบอกว่านี่เป็นเพียงกลอุบายเขย่าขวัญทหารของทัพฉู่ เวลาเพียงสั้นๆ ทัพหลังจะพ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้ได้อย่างไร นั่นมันทหารตั้งหกหมื่น ต่อให้เป็นหมูหกหมื่นตัว ปล่อยให้วิ่งเพ่นพ่านเต็มภูเขาให้อิงปู้ไปไล่จับ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสักวันสองวัน
แต่เหล่าขุนพลที่ห้อมล้อมอยู่รอบข้างกลับหน้าถอดสี เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างรุนแรง พวกเขาเห็นอยู่ว่าสถานการณ์การรบกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เซี่ยงหยูกำลังจะถูกล้อมฆ่าจนสิ้นซาก ใครจะไปนึกว่าสถานการณ์จะพลิกผันถึงเพียงนี้ บ้านตัวเองกลับถูกลอบโจมตี แม่ทัพใหญ่ถูกสังหาร นี่มันจะเหลวไหลเกินไปแล้ว
"อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ทัพหลังมีทหารหกหมื่น อีกทั้งยังมีเซี่ยโหวอิง โจวชาง เซวียโอว หวังหลิง ยงฉื่อ และขุนพลคนอื่นๆ อยู่ ไม่พ่ายแพ้ง่ายดายปานนั้น นี่ต้องเป็นแผนลวงของทัพฉู่แน่"
หานซิ่นฝืนทำใจดีสู้เสือ ตวาดใส่เหล่าขุนพล พร้อมกับรีบส่งม้าเร็วออกไป แบ่งเป็นสองทาง ทางหนึ่งรีบไปดูที่ทัพหลัง อีกทางหนึ่งไปตรวจสอบกลุ่มทหารฉู่ที่กำลังโห่ร้องบ้าคลั่งกลุ่มนี้
ม้าเร็ววิ่งออกไปได้ไม่นาน เฉาเซินที่นั่งคุมทัพกลางได้รับข่าวที่แน่นอนแล้ว จึงส่งทหารม้าสื่อสารควบตะบึงมารายงาน "ทัพหลังถูกทหารม้าอิงปู้ลอบโจมตี พ่ายแพ้ย่อยยับ ฮั่นอ๋องหนีตาย ไม่ทราบเป็นตายร้ายดี"
เหล่าขุนพลหมดสิ้นความหวัง ชั่วขณะนั้นต่างตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ หันมามองหน้ากันพูดไม่ออก
ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นทัพเซี่ยงหยูที่ถูกล้อม หรือทัพโจวอินและอิงปู้ ต่างก็ได้รับข่าวผ่านทหารม้าสื่อสารเหล่านี้เช่นกัน ราวกับได้รับการฉีดเลือดไก่ จู่ๆ จิตวิญญาณก็ฮึกเหิม ขวัญกำลังใจพุ่งสูงปรี๊ด พลังการรบพุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นตรง
ฝานไคว่และลี่ซาง สองขุนพลที่กำลังจัดทัพเตรียมรบ พอได้ยินข่าว ก็สั่งให้กองทัพรอคำสั่งพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วหันหลังวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว กล่าวเสียงขรึมกับหานซิ่นว่า "ท่านแม่ทัพใหญ่ พวกข้าเห็นว่า เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ไม่ใช่การกวาดล้างเซี่ยงหยูแล้ว แต่เป็นการรีบถอยทัพ ไปตามหาฮั่นอ๋อง"
ฝานไคว่และลี่ซางมองเห็นสถานการณ์ชัดเจน ตอนนี้ทัพหลังแตกพ่าย หลิวปังเป็นตายไม่รู้แน่ชัด พอข่าวนี้แพร่สะพัดไปในกองทัพ ย่อมทำให้จิตใจทหารระส่ำระสาย ทหารไร้ใจสู้ แม่ทัพคิดถอยหนี เมื่อฝ่ายหนึ่งลดลงอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเพิ่มขึ้น ทัพเซี่ยงหยู โจวชาง และอิงปู้ กลับมีขวัญกำลังใจสูงลิ่ว พลังการรบพุ่งกระฉูด ในสถานการณ์เช่นนี้หากไม่รีบชิงเวลาถอยทัพ เกรงว่าหากพลาดพลั้งเพียงนิด อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ยับเยินได้
พอทั้งสองเอ่ยปาก ขุนพลฮั่นรอบข้างก็รีบขานรับเป็นเสียงเดียวกัน ต่างแสดงท่าทีร้อนรนอยากจะผละออกจากสนามรบเต็มแก่
ต้องยอมรับว่าความเข้มงวดในการปกครองทหารและกลยุทธ์ของหานซิ่นนั้นสมคำร่ำลือจริงๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งแม่ทัพนายกองไปจนถึงไพร่พล กลับไม่มีใครตื่นตระหนกจนแตกตื่นวุ่นวายจนคุมไม่อยู่
สำหรับพฤติกรรมของเหล่าขุนพลที่แทบไม่ต่างกับการขัดคำสั่ง หานซิ่นกลับไม่ได้โกรธเคืองเท่าไหร่นัก เขาขมวดคิ้ว เตรียมจะอธิบายผลดีผลเสียให้พวกเขาฟังอย่างใจเย็น
ในมุมมองของหานซิ่น สถานการณ์ตอนนี้แม้ทัพหลังจะแตกพ่าย แต่ก็ไม่กระทบต่อภาพรวม และทัพฮั่นยังมีกำลังพลเหนือกว่าอย่างขาดลอย ขอเพียงปลุกใจให้ทหารต้านทานการตอบโต้ครั้งสุดท้ายของทัพเซี่ยงหยู โจวอิน และอิงปู้เอาไว้ได้ ชัยชนะก็ยังคงเป็นของทัพฮั่น
หากถอยทัพตอนนี้ ความเพียรพยายามหลายปีของหลิวปัง และราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลเพื่อเชิญเขาและเผิงเยว่มาสร้างวงล้อมสังหารเซี่ยงหยู ก็จะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ค่ายกลสิบทิศล้อมไว้ขนาดนี้ยังฆ่าเซี่ยงหยูไม่ได้ ปล่อยให้เขาได้พักหายใจ ต่อไปคงยากจะมีโอกาสเช่นนี้อีก
ทันใดนั้น เสียงลำโพงใหญ่บนกำแพงเมืองไกเซี่ยที่เงียบสงบมาตลอดตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงคราม ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"หานซิ่น เจ้ายังรออะไรอยู่ พวกเราทำตามสัญญาจัดการหลิวปังให้แล้ว ต่อไปก็ตาเจ้าแล้ว"
"ฉีอ๋อง อย่าลืมสัญญาเดิม ประสานนอกใน สังหารทัพฮั่น"
"ฉีอ๋องเกรียงไกร แทนที่ฮั่นคือความชอบธรรม"
"พันธมิตรฉีฉู่ ไร้เทียมทานทั่วหล้า"
"วีรบุรุษในใต้หล้ายามนี้ มีเพียงฌ้อปาอ๋องและฉีอ๋องเท่านั้น"
...
ได้ยินเสียงตะโกนที่เป็นเรื่องเป็นราวเช่นนี้ ขุนพลฮั่นรอบข้างต่างหันขวับมามองหานซิ่น สายตาเริ่มเปลี่ยนไปในทันที
ตามหลักแล้วขุนพลเหล่านี้ย่อมฟังออกว่านี่เป็นเพียงแผนยุยงให้แตกแยกของทัพฉู่ หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาคงหัวเราะเยาะและไม่เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
แต่ทว่าตอนนี้ เพิ่งจะมีการกบฏของโจวอินและอิงปู้ หานซิ่นจะภักดีต่อฮั่นอ๋องแค่ไหน จะเทียบความแค้นที่อิงปู้มีต่อเซี่ยงหยูได้หรือ แต่อิงปู้ก็ยังยอมกลับไปสวามิภักดิ์เซี่ยงหยู แล้วใครจะกล้ารับประกันความภักดีของหานซิ่น
ยิ่งไปกว่านั้น จุดสำคัญที่สุดคือ ตัวหานซิ่นเองก็มี "แผล" ที่ก้นให้เหล่าขุนพลต้องระแวง
ตั้งแต่เริ่มรบ ภายใต้การบัญชาการของเขา ผู้ที่สู้รบกับทัพเซี่ยงหยูอย่างเอาเป็นเอาตายจนบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก ล้วนเป็นทหารฮั่นในสังกัดหลิวปัง ส่วนทัพฉีของเขาเอง ยังไม่ได้เข้าสู่สนามรบเลย โดยมีเฉาเซินนำทัพนั่งคุมเชิงอยู่ที่ทัพกลาง แทบไม่เสียทหารแม้แต่คนเดียว
เมื่อก่อนหลิวปังสบายดีก็แล้วไป แต่ในเวลาหน้าสิวนหน้าขวานที่ทัพหลังหลิวปังถูกลอบโจมตี และหลิวปังเป็นตายร้ายดีไม่รู้เช่นนี้ เรื่องนี้มันช่างดูขัดหูขัดตาเหลือเกิน
ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ผันผวนและจิตใจคนว้าวุ่นเช่นนี้ หากหมอนี่ซ่อนดาบในรอยยิ้มจริงๆ ทัพฮั่นทั้งหมดคงถึงคราวอวสาน
ต้องยอมรับว่า เสียงตะโกนของทัพฉู่ จับจุดร้าวฉานระหว่างทัพฮั่นและทัพฉีได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังเลือกเวลาที่หลิวปังเพิ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักและไม่รู้ชะตากรรม เป็นการโจมตีที่จิตใจ คำนวณที่สันดานคน แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นแผนยุยงให้แตกแยก แต่มีรสชาติของ "แผนเปิดเผยที่แก้ไม่ได้" ปนอยู่หลายส่วน
[จบแล้ว]