- หน้าแรก
- พ่อข้าคือฌ้อปาอ๋อง ภารกิจพลิกนรกไกเซี่ย
- บทที่ 25 - กวาดล้างให้สิ้นซาก
บทที่ 25 - กวาดล้างให้สิ้นซาก
บทที่ 25 - กวาดล้างให้สิ้นซาก
บทที่ 25 - กวาดล้างให้สิ้นซาก
"โป๊ก โป๊ก โป๊ก..."
เมื่อดวงตะวันดวงโตค่อยๆ เคลื่อนขึ้นเหนือยอดกำแพงทางทิศตะวันออก ขับไล่ความหนาวเหน็บของปลายฤดูใบไม้ร่วงไปได้บ้าง เสียงเกราะไม้บอกเวลาอาหารเช้าอันใสกังวานก็ดังขึ้นในค่ายทหารของโจวอิน
ใจกลางค่ายทหาร ท่ามกลางวงล้อมของกระโจมทหารเลวที่ดูหยาบและทึมทึบ มีกระโจมหนังวัวหลังเล็กที่ดูเรียบง่ายแต่ทนทานตั้งเรียงรายอยู่
กระโจมเล็กเหล่านี้คือที่พักผ่อนและรับประทานอาหารของนายทหารระดับรองแม่ทัพขึ้นไป
นายทหารหนุ่มรูปร่างเตี้ยป้อม ใบหน้าสี่เหลี่ยมเต็มไปด้วยไขมัน สวมหมวกทรงสูงสองแฉก สวมชุดคลุมคอสูงทับด้วยเกราะหนังสีแดงชาด พันสนับแข้ง สวมรองเท้าปลายงอน เดินวางก้ามเข้ามา แล้วก้มตัวมุดเข้าไปในกระโจมหลังหนึ่งอย่างคุ้นเคย
ดูจากเครื่องแต่งกาย นายทหารผู้นี้น่าจะมียศเพียงผู้บัญชาการทหารม้า ยังไม่ถึงขั้นรองแม่ทัพ แต่เนื่องจากเขาคือ "หลิวซิน" หลานชายของหลิวเจี่ยผู้เปรียบเสมือนผู้ตรวจการกองทัพ จึงได้รับสิทธิพิเศษให้มีกระโจมส่วนตัว
ภายในกระโจมสะอาดสะอ้าน ข้าวของเครื่องใช้เรียบง่าย นอกจากพรมขนหมาป่าสำหรับนอนและเสื่อสานจากต้นข้าวฟ่างสี่เหลี่ยมแล้ว ก็ไม่มีสิ่งของฟุ่มเฟือยอื่นใด
บนเสื่อมีชามดินเผาใบใหญ่ใส่ข้าวฟ่างนึ่ง จานถั่วต้มเกลือ เนื้อย่างสองไม้ใหญ่ และเหล้าข้าวอีกค่อนชามวางรออยู่
อาหารมื้อนี้ย่อมเป็นมื้อเช้าของหลิวซิน
อาหารแบบนี้เป็นเมนูพิเศษสำหรับนายทหารเท่านั้น ส่วนทหารเลวทั่วไป ได้แค่ถั่วคั่วคนละถุง แป้งข้าวฟ่างคนละถุง หิวก็คว้ามากินกับน้ำ พอประทังชีวิตไปวันๆ ไม่ต้องพูดถึงความอิ่มท้อง
ชนชั้นปกครองในทุกยุคสมัยไม่เคยปล่อยให้ตัวเองลำบาก ชนชั้นถูกสร้างขึ้นมาก็เพื่อผูกขาดทรัพยากรและอำนาจให้แก่ผู้มีอิทธิพลนั่นเอง
หลิวซินดูพอใจมาก เดินไปนั่งคุกเข่าบนเสื่อ คว้าชามข้าวขึ้นมาโซ้ยอย่างตะกละตะกลามราวกับเปรตขอส่วนบุญ
เพียงพริบตา ข้าวฟ่างนึ่งร้อนๆ ชามโตก็ถูกกวาดเกลี้ยงแกล้มกับถั่วต้ม จากนั้นเขาก็ผ่อนจังหวะลง มือหนึ่งถือชามเหล้า อีกมือหยิบเนื้อย่าง หลับตาพริ้ม จิบเหล้าแกล้มเนื้ออย่างมีความสุข
เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่คือนักกินผู้หลงใหลในรสชาติอาหาร!
ขณะที่มื้อเช้าของหลิวซินใกล้จะจบลง กระโจมข้างๆ ที่อยู่ติดกันก็มีเสียงกระแอมเบาๆ แต่ชัดเจนดังขึ้นสองครั้ง
หลิวซินหูผึ่ง กลืนเนื้อคำสุดท้ายลงคอ แล้วใช้ตะเกียบเคาะชาม "เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง" สี่ครั้ง
จากนั้น เงาร่างกำยำในกระโจมข้างๆ ก็ขยับเข้ามาแนบชิดผนังหนังวัว เสียงทุ้มต่ำและร้อนรนดังลอดเข้ามา
"หลังจากท่านแม่ทัพหลิวเจี่ยจากไปเมื่อคืนไม่นาน สมุหกลาโหมโจวอินก็สั่งปิดล้อมพื้นที่ กันพวกเราขุนพลฮั่นออกไปวงนอก ข้าสืบข่าวมาได้ความว่าดูเหมือนจะมีทูตจากเมืองไกเซี่ยมาถึง ได้ยินว่าเป็นคนรู้จักที่โจวอินให้ความสำคัญมาก"
หลิวซินหน้าเปลี่ยนสี ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวนี้ทันที
ตอนนี้สงครามฉู่ฮั่นมาถึงจุดแตกหัก ต้าฉู่กำลังร่อแร่เหมือนคนขาดอากาศหายใจพร้อมจะล้มครืนได้ทุกเมื่อ หากโจวอินเกิดเปลี่ยนใจตอนนี้ ย่อมเป็นการเพิ่มตัวแปรที่ไม่คาดฝัน
หลิวเจี่ยถูกหลิวปังส่งมาเกาะติดโจวอินราวกับตังเม ในนามคือผู้ช่วย แต่ความจริงคือมาจับตาดู เพื่อป้องกันเหตการณ์เช่นนี้
แต่ถ้าโจวอินเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม คิดจะกลับไปช่วยนายเก่า ท่านอาหลิวเจี่ยของเขาคงโดนฮั่นอ๋องลงโทษสถานหนักแน่
"ท่านอาดูคนไม่ผิดจริงๆ เจ้าหมาขายชาตินี่ ตอนแรกยอมจำนนก็ไม่ได้จริงใจ พอเมื่อคืนโจรแซ่เซี่ยงอาละวาดหน่อย มันก็เริ่มกระดิกหางอยากกลับไปหาเจ้าของ!"
หลิวซินบ่นพึมพำด้วยความแค้นเคือง ลุกขึ้นเตรียมจะออกจากกระโจมเพื่อรีบนำข่าวนี้ไปบอกท่านอา
เขารู้ดีว่าตอนนี้ไฟกบฏของโจวอินอาจเป็นเพียงสะเก็ดไฟเล็กๆ หากชิงลงมือจัดการที่จุดตายอย่างรวดเร็ว ก็อาจดับไฟได้ทันก่อนจะลุกลามเป็นทะเลเพลิง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ สับสนวุ่นวายก็ดังมาจากด้านนอก ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว มีทหารอย่างน้อยห้าหกคน ทำให้หลิวซินตกใจชะงักเท้า
ทหารกลุ่มนั้นหยุดอยู่ที่หน้ากระโจมข้างๆ ตามมาด้วยเสียงกระชากม่านกระโจมอย่างหยาบคาย แล้วกรูกันเข้าไปด้านใน
"พวกเจ้าเป็นใคร? ไร้มารยาท บุกเข้ามาในกระโจมข้า บังอาจนัก! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?" เสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวของนายทหารในกระโจมข้างๆ ดังขึ้น
เมื่อรู้ว่าทหารเหล่านั้นไม่ใช่ลูกน้องของนายทหารข้างห้อง หิวซินใจหายวาบ ความสังหรณ์ใจร้ายแรงพุ่งพล่าน
เสียงห้าวหาญเสียงหนึ่งดังขึ้น "แม่ทัพเกา ท่านสมุหกลาโหมต้องการพบท่านด่วน รีบตามพวกเราไปเถอะ"
"มีเรื่องด่วนอะไร? พวกเจ้าออกไปก่อน ขอข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่" นายทหารผู้นั้นคงรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงแสร้งทำใจดีสู้เสือ
"ฮ่าฮ่า ได้สิ เชิญเร็วหน่อย อย่าให้ท่านสมุหกลาโหมรอนาน" เสียงห้าวนั้นตอบ
ได้ยินอีกฝ่ายพูดจาสุภาพ หลิวซินก็โล่งอก คิดว่าตัวเองคงระแวงเกินเหตุ แต่แล้วเสียงของหนักกระแทกกันอย่างแรง เสียงฉีกกระชากของคมหอกที่แทงทะลุเนื้อหนังอันคุ้นหู และเสียงร้องโหยหวนของนายทหารผู้นั้นที่ดังขึ้นเพียงครึ่งคำแล้วเงียบกริบไป ก็ดังตามมาติดๆ
กระโจมหลังน้อยสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
หลิวซินเหมือนถูกบีบคอ ตาเบิกโพลง ตัวแข็งทื่อ ลืมหายใจไปชั่วขณะ ยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน
"ไอ้พวกขุนพลฮั่นพวกนี้ ปกติวางก้ามใหญ่โต หึหึ พอจะฆ่าเข้าจริง ก็อ่อนแอเหมือนไก่เหมือนหมา" กระโจมข้างๆ หยุดสั่นไหว เสียงหอบหายใจหนักๆ ดังขึ้น ตามด้วยเสียงแหลมสูงที่พูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน
เสียงแหลมสูงนี้มีเอกลักษณ์มาก หลิวซินจำได้แม่น เป็นเสียงของนายทหารคนสนิทของโจวอินที่ชื่อ "เหวินซี"
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยข้ามกระโจมมาอย่างรวดเร็ว หลิวซินรู้สึกคับแค้นใจจนแทบกระอัก
"หุบปาก! ...นี่คนเท่าไหร่แล้ว?" เสียงห้าวถามขึ้น
"สิบแปดแล้ว! เหลืออีกสาม"
ได้ยินตัวเลขนี้ หัวใจหลิวซินกระตุกวูบ หมดสิ้นข้อสงสัยใดๆ ร่างกายเย็นเฉียบเหมือนตกจากที่สูงลงสู่แม่น้ำน้ำแข็ง!
นายทหารที่ถูกฆ่าตายในกระโจมข้างๆ คือหนึ่งในยี่สิบเอ็ดนายทหารฮั่นที่ถูกส่งมาแทรกซึมเป็นแม่ทัพคุมกำลังในกองทัพของโจวอิน
ฟังจากบทสนทนา พวกมันจัดการไปแล้วสิบแปด เหลืออีกสามคนย่อมหนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน ความหมายของการกระทำนี้ชัดเจนจนไม่ต้องอธิบาย
"ต้องรีบจัดการให้หมด... ไปคนต่อไป เร็วเข้า" ทิ้งศพนายทหารฮั่นไว้ในกระโจม ทหารฉู่กลุ่มนั้นรีบถอยออกไป ก่อนไปยังมีน้ำใจเอาหินทับชายม่านปิดกระโจมให้อย่างดี
รอจนทหารฉู่กลุ่มนั้นไปไกลแล้ว หลิวซินจึงค่อยๆ มุดออกจากกระโจม รวบรวมสติทั้งหมดที่มีเพื่อรักษาความเยือกเย็น เดินออกจากบริเวณที่พักนายทหารด้วยจังหวะก้าวที่ไม่ช้าไม่เร็วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
[จบแล้ว]